TOP
h
  /    /  October

หากใครที่รักการผจญภัย และการออกกำลังกายตัวยง จะเป็นอันรู้กันว่า เรือนเวลาที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักกีฬา หรือนักออกกำลังกาย ที่ทั้งให้ความสมาร์ทด้วยดีไซน์ และการใช้งานด้วยฟังก์ชั่นที่ง่ายดาย ด้วยนวัตกรรมอันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ SUUNTO (ซุนโต้) ผู้นำระดับแนวหน้าของโลกสำหรับนาฬิกาออกกำลังกาย นาฬิกาดำน้ำ และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการผจญภัยอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จริงทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้รับการออกแบบด้วยสุนทรียภาพในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของ “นอดิคดีไซน์" ก้าวสู่ปีที่ 84 พร้อมเปิดตัวนาฬิกาพรีเมี่ยมสมาร์ทวอทช์เจเนอเรชั่นใหม่รุ่นล่าสุด SUUNTO 7 (ซุนโต้ 7) กับขุมพลังชิปประมวลผลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 สมาร์ทวอทช์ที่จริงจังกับการออกกำลังกาย ผสานประสบการณ์แห่งการผจญภัยของ จีพีเอส สปอร์ต วอทช์ ด้วยความเป็นผู้นำด้านกีฬาของซุนโต้ และ ไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวของ Wear OS โดย Google และมีระบบรองรับด้วยพลังอันมหาศาลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 จึงเรียกได้ว่า SUUNTO 7 คือนาฬิกาที่ตอบโจทย์สำหรับการออกกำลังกาย และการใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว กลายเป็นที่สุดของนาฬิกาสองไลฟ์สไตล์ คุณสมบัติเด่น : รองรับโหมดกีฬากว่า 70 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่นจักรยาน รวมไปถึง การเล่นสกี หรือ เซิร์ฟ โดยสามารถตรวจวัดค่าต่างๆ จากการออกกำลังกายได้อย่างครบถ้วน และแม่นยำ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากสปอร์ตวอทช์ของ SUUNTO มาทั้งหมด แผนที่ออฟไลน์ ที่ติดตั้งมากับนาฬิกา พร้อมกับ Heatmaps โดยแสดงค่าได้ถึง 15 กิจกรรม เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถรู้ตำแหน่งของตนเอง รวมไปถึงหาเส้นทางที่ดีสำหรับการออกกำลังกายนั้นๆ ได้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีโทรศัพท์ หรือไม่สามารถเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คใดๆ ก็ตาม Wear OS by Google ทำให้ทุกวันของคุณง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การแจ้งเตือน, อัพเดทตารางกิจกรรมของคุณ จาก Google Fit, Google Assistant, และอีกนับพันแอพลิเคชันที่อยู่บน Google Play ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น และอัพเดทชีวิตให้มีสีสันอยู่ตลอดเวลา ดีไซน์เพื่อการผจญภัย นาฬิกาถูกออกแบบและทดสอบจากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งสามารถกันน้ำ กันฝุ่น รวมไปถึงกันการกระแทก ที่ถูกทดสอบด้วยระบบจากระบบมาตรฐานสากล จึงมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าการผจญภัยในชีวิตของคุณจะท้าทายแค่ไหน SUUNTO 7 จะสามารถไปกับคุณได้ทุกที่ Heikki Norta, กรรมการผู้จัดการ SUUNTO กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแบรนด์ว่า "ทุกวันนี้ไม่ว่ากีฬาจะเป็นสิ่งที่คุณทำเพราะความชื่นชอบ หรือทำเพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหารกลางวัน เราก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตยังคงต้องมีเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ Suunto รับทราบถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของยุคนี้ จึงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทายของตัวเอง ด้วยการออกแบบนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ออกกำลังกาย และในทางกลับกันสามารถช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถใช้เพื่อผ่านวันอันแสนวุ่นวายของเค้าไปได้อีกด้วย การรวมคุณสมบัติของการออกกำลังกาย, การออกผจญภัย และ เติมเต็มด้วยความฉลาดจาก Wear OS by Google จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลุ่มใหม่ที่กว้างขึ้น ได้เริ่มต้นการออกผจญภัยไปกับเรา" Heikki Norta ยังกล่าวเสริมถึงคุณสมบัติพิเศษของซุนโต้ "เราภูมิใจกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้กับ Suunto 7 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ด้วยสีสันที่สดใสคมชัดจากจอนาฬิกา Ultra-Bright OLED (AMOLED) ซึ่งเป็นจอแบบ Touch-Sensitive Display ให้ทุกการสัมผัสลื่นไหลไม่มีสะดุด และใช้ชีวิตเชื่อมต่อกับดนตรีได้จากนาฬิกาอย่างเพลินเพลิน และจากหลากหลายฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมเข้ามา ซุนโต้ยังคงรักษาความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา ด้วยการยังคงมีฟีเจอร์ที่รองรับการออกกำลังกายมากกว่า 70 ชนิดกีฬา ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่น, การเล่นสกี หรือแม้กระทั่ง การเล่นโยคะ ทั้งนี้นาฬิกาถูกออกแบบให้มีแบตเตอรี่ ที่สามารถรองรับการใช้งานด้านสมาร์ทวอทช์ของคุณอย่างเต็มที่ได้ตลอดทั้งวัน และยังเพียงพอต่อการนำไปใช้ในการรองรับการออกกำลังกาย ที่สามารถวัดค่าต่างๆ ที่เราต้องการทราบ เช่น การวัดอัตราการเต้นหัวใจ, บารอมิเตอร์สำหรับการวัดความสูงชันของพื้นที่ และข้อมูลเชิงลึกของการออกกำลังกาย และเพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่มากขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับแอพลิเคชัน Suunto หรือ Strava เพื่อให้การออกกำลังของคุณมีความสนุกที่เพิ่มขึ้น และเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งด้านสปอร์ตและไลฟ์สไตล์ ซุนโต้จึงได้นำ Wear OS by Google ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด เช่น Google Assistant เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัว, การทำธุรกรรมผ่าน Google Pay, โค้ชส่วนตัวสำหรับการออกกำลังกายด้วย Google Fit และอีกนับพันแอพพลิเคชั่นบน Google Play ที่จะคอยเติมเต็มให้ไลฟ์สไตล์ของคุณมีความตื่นเต้นตลอดเวลา"   Pankaj Kedia หัวหน้าของ Qualcomm Wearables กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจค ซุนโต้ 7 เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดทั้ง สปอร์ต, สไตล์ และความสมาร์ท จนได้ผลสรุปเป็นสมาร์ทวอทช์ ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคนธรรมดา ไปจนถึงนักกีฬาโดยเฉพาะ”   ซุนโต้ 7 คือสมาร์ทวอทช์รุ่นแรก ที่ทำงานด้วยชิบประมวลผล Snapdragon Wear 3100 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้สำหรับการออกกำลังกาย พร้อมระบบ GPS ได้ยาวนานสูงสุด 12 ชั่วโมง และสามารถใช้งานด้วยระบบสมาร์ทวอทช์ได้สูงสุด 48 ชั่วโมง ถูกออกแบบและทดสอบในสภาวะต่างๆ ที่ท้าทายต่อการทำงานของนาฬิกา ในสภาวะต่างๆ ที่ต้องเจอจากการออกผจญภัยจริง ทั้งด้านการกันกระแทก การกันน้ำ กันสิ่งสกปรกด้วยหน้าจอ Gorilla Glass ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายภายในยิม หรือออกกำลังกายกลางแจ้งได้อย่างไม่มีสะดุด   คุณสมบัติตัวเรือน ราคา: 16,900 บาท น้ำหนักรวม: 70g กรัม ขอบนาฬิกา (Bezel): Stainless Steel ตัวเรือน (Watch Case): Reinforced Polyamid​ วัสดุสาย: 24มม. Strap (:ซิลิโคน) ระบบนำทาง: GPS, Glonass, Galileo​ แบตเตอรี่: 12 ชม. (โหมด GPS), 48 ชม. (โหมดปกติ) กันน้ำได้สูงสุด: 50 ม. ​ ชิปประมวลผล: Qualcomm Snapdragon Wear 3100 Platform ระบบปฏิบัติการ (นาฬิกา): Wear OS​ by Google ระบบปฏิบัติการ (โทรศัพท์): iOS and Android   หมายเหตุ * ความสามารถของแบตเตอรี่อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การตั้งค่าการแสดงของระบบ, แอพพลิเคชัน และอีกหลายปัจจัย * Google, Android, Google Play, Wear OS by Google และบริษัทอื่นๆ คือเครื่องหมายการค้าของ Google LLC * Wear OS by Google สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ในระบบแอนดรอย์ 6.0+ (ยกเว้น Go edition) หรือ iOS 10.0+ โดยความสามารถในการซัพพอร์ตของฟีเจอร์ต่างๆ อาจขึ้นอยู่กับแพลทฟอร์มและภูมิประเทศ * Qualcomm, Snapdragon และ Snapdragon Wear เป็นตราสัญลักษณ์ทางการค้าของ Qualcomm Incorporated   สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ www.suunto.com

นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิตใจกลางเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยที่สุดแห่งโครงการสุดลักซ์ชัวรี่ วินด์เชลล์ นราธิวาส (Windshell Naradhiwas) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ผลงานการรังสรรค์ของ บริษัท วาย แอล พี จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ชั้นนำของไทยที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในการสร้างสรรค์โครงการที่พักอาศัยคุณภาพมาต่อเนื่อง ล่าสุด ชูแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยอย่าง ‘Tropical Stacking Home’ โดดเด่นด้วยการออกแบบทุกฟังก์ชั่นในคอนโดฯ ให้เหมือนการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองครั้งแรกในโลก "เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ครอบครัวหรือมืออาชีพที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างรู้ใจ นอกจากจะปักหมุดในทำเลใจกลางเมืองอย่างสาทร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแล้วยังเติมเต็มความสุขของผู้อยู่อาศัยในรูปแบบดูเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มาพร้อมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (shear wall) ทำให้ไม่มีเสาหรือคานในห้อง เปรียบเสมือนกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่แสนยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นเจ้าของแต่งแต้มจินตนาการ ในการออกแบบและตกแต่งได้ตามใจและไร้ข้อจำกัด แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องฟังก์ชั่นในห้อง เพราะคำนึงถึงการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง จึงออกแบบให้หันหน้าเพื่อเปิดรับลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จนแทบไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา" -นายโชติพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาย แอล พี จำกัด  เท่านั้นยังไม่พอ วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังทลายกรอบความเชื่อในการอยู่คอนโดฯแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต่างจากการอยู่ในกล่องกระจก ด้วยพื้นที่ระเบียงขนาดใหญ่ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกออกแบบมุมพักผ่อนบริเวณระเบียงเป็นสวนหย่อม หรือแปลงโฉมเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ตามความต้องการ ถ้ายังไม่จุใจยังมีพื้นที่สวนหลังบ้านที่ช่วยการหมุนเวียนระบายอากาศทุกยูนิต โดยพื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนหลังบ้านบนดิน สามารถติดตั้งงานระบบต่าง ๆ ส่วนครัวไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือจะใช้เป็นพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า และเก็บของก็เนรมิตได้ดั่งใจ นอกจากนี้ เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์โครงการที่ต้องการหลอมรวมเสน่ห์ของบ้านและคอนโดฯ ไว้ในหนึ่งเดียว จึงนำเสนอความเป็นส่วนตัว ด้วยการออกแบบให้แต่ละชั้น มีเพียง 2 ยูนิต โดยมีลิฟท์ 2 ตัว สำหรับให้บริการลูกบ้านแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน พร้อมโถงลิฟท์ส่วนตัวทุกห้อง เหนือชั้นไปกว่านั้น คือ ยินดีฉีกกฎเหล็กของคอนโดฯ ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ตามใจปรารถนา เพราะเข้าใจดีว่า สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เพียงแต่ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่รบกวนทำความรำคาญใจให้กับเพื่อนบ้าน วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังเติมเต็มความสุขที่คนเมืองมองหาด้วยการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสวนหย่อมที่ทางโครงการรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีกมากกว่า 100 ต้น พื้นที่ส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้าที่ประกอบด้วยมุมร่มรื่นของสวนหย่อมและต้นไม้ใหญ่ สระว่ายน้ำความยาว 23 เมตร และ สระเด็ก ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ และห้องครัวแบบ Communal Kitchen และห้อง Multi-Purpose สำหรับพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะสังสรรค์เมื่อมีแขกมาเยือน ประสบการณ์ใช้ชีวิตเหนือระดับ แบบไม่จำกัดกรอบนี้ สร้างมิติใหม่ให้ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นมากกว่าไฮไรซ์คอนโดฯทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการนำบ้านแต่ละหลังมาบรรจงซ้อนกันเป็นอาคารสูง 28 ชั้น สมกับเป็นจุดนัดพบระหว่างชีวิตแนวราบและแนวดิ่งแห่งโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในจินตนาการนี้พร้อมให้สัมผัสแล้ว โดย โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นโครงการแบบฟรีโฮลด์ เปิดขายในรูปแบบ bare shell ดูเพล็กซ์ขนาด 453 ตารางเมตร และ 562 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 78 ล้านบาท สำหรับท่านที่สนใจและกำลังมองหาบ้านคุณภาพดีใจกลางเมือง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อรับชมโครงการได้ที่ โทร. 092-652-5544 อีเมล์ info@windshell.com หรือคลิกไปที่เว็บไซต์ www.windshell.com

ภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคชินเอ็ทสึอยู่ทางเหนือสุดถัดลงมาจากภูมิภาคฮอกไกโดของญี่ปุ่น มีอากาศเย็นสบายตลอดปี และโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดและหิมะลงปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสีขาวบริสุทธิ์อันหาดูได้ยาก และยังได้สัมผัสกิจกรรมสไตล์ฤดูหนาวแบบแท้ๆ ไม่ว่าจะแช่ออนเซ็นร้อนๆ ท่ามกลางหิมะ เล่นสกีที่ลานสกีระดับโลก หรือตื่นตากับเทศกาลพื้นเมืองสุดครื้นเครง รวมถึงลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย อีกทั้งคุณยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้ JR EAST PASS สุดคุ้ม รับรอบว่าคุณจะได้รับความประทับใจกันอย่างครบรสเลยทีเดียว วันนี้เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ด้วย JR EAST PASS มาฝากกัน ปีศาจหิมะแห่งซาโอะ จังหวัดมายากาตะ ภาพของปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster ที่ตั้งเรียงรายไปตามแนวเขาสูง พร้อมทัศนียภาพที่ต่างกันไปตามแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะยามบ่าย คล้อยเย็น หรือกลางดึก ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก คุณสามารถชื่นชมศิลปะผืนนี้แบบพาโนรามาได้ระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา และหากอยู่ต่อถึงช่วงค่ำคุณจะได้นั่งรถตะลุยหิมะเพื่อเข้าไปชมปิศาจหิมะประดับไฟกลางคืนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปีศาจหิมะ ภูเขาฮักโกดะ จังหวัดอาโอโมริ อีกหนึ่งสถานที่ชมปีศาจหิมะอันโด่งดัง เกิดจากต้นไม้มากมายบนภูเขาฮักโกดะทนต้านแรงลมและหิมะจนก่อเป็นรูปร่างแท่งน้ำแข็งอันสวยงามในที่สุด ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปชมมากที่สุดคือช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ซึ่งคุณจะได้พบกับโลกสีขาวโพลนสุดแสนมหัศจรรย์ นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับภาพของปีศาจหิมะที่มีทิวเขาขาวสุดกว้างไกลเป็นฉากหลังขณะนั่ง Hakkoda Ropeway ได้อีกด้วย ถือเป็นไฮไลท์เด็ดห้ามพลาดเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) แม่น้ำและทางรถไฟสายทาดามิ จังหวัดฟุคุชิมะ หากคุณต้องการนั่งรถไฟชมวิวหิมะ เราขอแนะนำทางรถไฟสาย JR Tadami Line ที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดของญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้จะพาคุณวิ่งเข้าสู่โลกของหิมะขาวสะอาดและข้ามแม่น้ำทาดามิด้วยสะพานเหล็กให้ความรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในม่านเมฆ และหากคุณพอมีเวลา อย่าลืมแวะลงที่สถานีนี้เพื่อเก็บภาพของสะพานเหล็กที่สะท้อนเงาลงบนแม่น้ำทาดามิขณะถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) นาขั้นบันได โฮชิโทเกะ จังหวัดนีกาตะ นาข้าวที่เรียงเป็นขั้นบันไดนับเป็นจุดเด่นของเมืองโทกะมาจิ ผืนนาน้อยใหญ่เรียงกันกว่า 200 ขั้นกระจายตัวดูคล้ายเกล็ดปลาเกลื่อนกลาดอยู่บนผืนหิมะระยิบระยับ ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่แสงอาทิตย์ส่อง ยามพลบค่ำตะวันตกดิน หรือยามค่ำคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า นาขั้นบันไดแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้แม้จะมาชมอีกสักกี่ครั้งก็สร้างความประทับใจได้ทุกครั้งไป พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) นิวโตออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ ท่ามกลางความหนาวเย็น หากได้แช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมชมวิวของหิมะสีขาวคงรู้สึกอุ่นกายสบายใจเป็นอย่างแน่ เราขอแนะนำมาแช่ออนเซ็นกันที่นิวโตออนเซ็น ซึ่งเป็นหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานิวโตในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมันไต ประกอบด้วยออนเซ็น 7 แห่ง แต่ละแห่งมีแหล่งกำเนิดและคุณสมบัติของน้ำแร่ที่แตกต่างกันไป ว่ากันว่าหากแช่ออนเซ็นครบทั้ง 7 แห่งนี้จะสามารถรักษาได้สารพักโรคเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ออนเซ็นลิง Snow Monkey จังหวัดนากาโนะ แหล่งท่องเที่ยวของนากาโนะอันโด่งดังไปทั่วโลกคงจะหนีไม่พ้นการมาดู Snow Monkey หรือลิงออนเซ็น ที่สวนลิงจิโกคุดานิในหุบเขาโดยมีแม่น้ำโยโคยุไหลลงมาจากที่ราบสูงชิกะโคเง็น โดยเฉพาะในฤดูหนาว คุณจะได้พบกับเหล่าลิงป่าที่หนีหนาวพากันลงมาแช่ออนเซ็นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ใบหน้าของพวกมันกลายเป็นสีแดงดูน่ารักน่าชังสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) ลานสกีฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ สำหรับใครที่สนใจเล่นสกีหรือสโนบอร์ด เราขอแนะนำจังหวัดนากาโนะอันมีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งลานสกีระดับโลก ด้วยคุณภาพของหิมะที่นุ่มละเอียดราวกับผงแป้งและลานหิมะชั้นดีที่ได้เปรียบด้วยภูมิทัศน์อันโดดเด่นของนากาโนะ นอกจากนี้ระหว่างนั่งลิฟท์ขึ้นไปบนลานสกี คุณยังจะได้พบกับทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์แดนเหนือที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวระยิบระยับสวยงามจับใจ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) เทศกาลนามาฮาเกะเซโด จังหวัดอาคิตะ จังหวัดอาคิตะขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลพื้นเมืองครื้นเครง แม้เป็นฤดูหนาวที่หิมะลงจัดชาวเมืองก็พร้อมใจกันออกมาเล่นสนุกท้าความหนาว หนึ่งในเทศกาลห้ามพลาดเลยคือเทศกาลนามาฮาเกะเซโดที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศาลเจ้าชินซัน โดยปีศาจใส่หน้ากากยักษ์ตัวแทนแห่งเทพเจ้าขุนเขาจะออกมาร่ายรำรอบกองไฟ สร้างความครื้นเครงให้แก่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน และสำหรับปีนี้คุณสามารถมาร่วมสนุกกันได้ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 18:00-20:30 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) เทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ จังหวัดอาโอโมริ หากคุณมาจังหวัดอาโอโมริทางเหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ ขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสนานในเทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ เทศกาลท้องถิ่นที่ได้รับเลือกเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น และยังเป็น 1 ใน 5 เทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย เอกลักษณ์ของเทศกาลนี้คือผู้ร่ายรำจะสวมหมวกทรงสูงตกแต่งคล้ายหัวม้าและร่ายรำโดยการโยกศีรษะอย่างแรงราวกับกำลังเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง และในปีนี้เทศกาลจะจัดในช่วงวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2020 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หม้อไฟคิริทัมโปะ จังหวัดอาคิตะ อาหารที่กินแล้วฟินที่สุดในฤดูหนาวคงหนีไม่พ้นหม้อไฟ วันนี้เราพามาลองชิมหม้อไฟคิริทัมโปะสุดแปลกของชาวอาคิตะกัน เริ่มด้วยคิริทัมโปะซึ่งก็คือแป้งบดพันรอบแท่งไม้แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอมกรุ่น จากนั้นนำไปต้มต่อในซุปไก่บ้านพันธุ์ท้องถิ่นของอาคิตะ เคี่ยวพร้อมเห็ดไมตาเกะและผักชีฝรั่งยิ่งเพิ่มรสกลมกล่อม ทานแล้วรู้สึกอบอุ่นทั้งกายและใจเป็นที่สุด พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หอยนางรม จังหวัดมิยากิ ภูมิภาคโทโฮคุขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลคุณภาพชั้นเลิศ เราขอแนะนำเมนูหอยนางรมของจังหวัดมิยากิ ด้วยบริเวณอ่าวทะเลซันริคุนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติและคุณภาพน้ำทะเลที่มีสารอาหารบ่มเพาะให้หอยนางรมมีรสชาติเข้มข้น หวานฉ่ำ และเนื้อแน่น จึงทำให้หอยนางรมของที่นี่มีรสชาติโดดเด่นกว่าที่อื่น หากคุณมาจังหวัดมิยากิ ไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยของเมนูหอยนางรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลหอยนางรมคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปูหิมะโชไนคิตะมาเอะ จังหวัดยามากาตะ ภูมิภาคโทโฮคุเรียกได้ว่าเป็นแหล่งทานอาหารทะเลรสเลิศ อีกเมนูที่น่าสนใจคือปูหิมะโชไนคิตะมาเอะที่หาดโชไน จังหวัดยามากาตะ เนื่องจากบริเวณนี้เปิดพื้นที่ให้ลงจับปูหิมะได้เร็วกว่าที่อื่นถึง 1 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป อีกทั้งขนาดของปูที่หนักกว่า 1 กิโลกรัม กับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระดองที่กว้างกว่า 13 เซ็นติเมตร โดยเมนูขึ้นชื่อที่หาดโชไนคือชาบูปูหิมะ รับรองปูสดอร่อยฟินไม่รู้ลืม พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ ถนนสายหางดง-สะเมิง ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ราว 21 กิโลเมตร "ฟลอร่า ครีค" ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามของกฤษดาดอย อุทยานดอกไม้ในตำนานของเชียงใหม่   รีสอร์ตหรูแฝงความอบอุ่น รูปแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งและบริการที่น่าประทับใจ ทุกห้องพักสวย สบายตาในโทนสีเบจ ผสมผสานกับความอ่อนหวานของดอกไม้ได้อย่างละมุนละไม อาคารที่พักแต่ละหลังตกแต่งด้วยอิฐและไม้ วางตัวเรียงราย ดูคลับคล้ายโรงนาในต่างประเทศ ลงตัวกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยดอกไม้และสายน้ำ ที่นี่มีห้องพัก 70 ห้อง ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีพูลวิลล่าที่กว้างขวางพร้อมห้องนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำให้คุณแหวกว่ายอย่างเป็นส่วนตัว ปล่อยใจเป็นอิสระ ทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ทุกห้องพักที่นี่มีบรรยากาศใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยมีพรรณไม้ดอกและกลิ่นดอกไม้เป็นนางเอก ที่จะเปลี่ยนโทนการตกแต่งห้องเป็นเฉดสีต่างๆ ไปตามฤดูกาล สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา ชวนให้กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ วันเวลาที่ ฟลอร่า ครีค อาจหมดไปกับการเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เพลิดเพลินไปกับแมกไม้ สายน้ำ และสวนสวยที่มีพื้นที่ถึง 15 ไร่ ซึ่งร่วมออกแบบจัดแต่งโดยนักจัดดอกไม้ชื่อดัง ที่นี่มีสระว่ายน้ำในบรรยากาศที่แสนเป็นธรรมชาติ เคียงขนานไปกับลำธาร โอบล้อมด้วยไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น มีฟิตเนสที่เปิดรับวิวสวนสวยภายนอก โปร่งสบายตา หรืออาจเลือกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ถึงที่สุดแห่งความสบาย กับหลากหลายทรีตเมนต์ที่ Green House Spa หากต้องการเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โรงแรมมีบริการรถรับส่ง หรือขับรถไปเองก็สะดวกง่ายดาย ที่ ฟลอร่า ครีค มีห้องอาหารให้บริการสองแห่ง คือ Creek Cafe ห้องอาหารที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บริการอาหารไทยแท้ๆ และอาหารนานาชาติให้เลือกรับความอร่อยได้ตลอดทั้งวัน หรืออิ่มเอมกับธรรมชาติ เสียงน้ำตก และสวนดอกไม้ ไปพร้อมๆ กับเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ "เฟื่องฟ้า บิสโทร" ห้องอาหารในเรือนปีกไม้หลังใหญ่ริมธารน้ำ   ฟลอร่า ครีค ยังพร้อมรองรับการประชุมสัมมนา งานแต่งงาน และงานจัดเลี้ยง ด้วยห้องประชุมที่กว้างขวาง ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา สร้างบรรยากาศให้ทุกงานน่าประทับใจ อากาศที่บริสุทธิ์สะอาด ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุ และบริการในระดับ 5 ดาว ทำให้ช่วงเวลาที่ ฟลอร่า ครีค เป็นความสุขสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม ไม่ว่าจะในฤดูไหน ที่นี่ก็มีแต่ความสวยงามน่าจดจำ      

ชื่อของ อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ (Alexander Popov) จะถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะหนึ่งในนักว่ายน้ำยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ที่ภายหลังอำลาสระ เขาได้ให้คำจำกัดความใหม่กับตัวเองอย่างไร "เป็นการตัดสินใจที่ธรรมดา แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผม" อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ เล่าถึงช่วงเวลาอันยากลำบาก ที่เขาตัดสินใจโยนผ้ายุติเส้นทางการเป็นนักว่ายน้ำ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก และนักว่ายน้ำจากรัสเซีย ผู้สร้างสถิติไว้มากมาย นั่งอยู่ในมุมที่เงียบสงบของ คาเฟ่ปุชกิน (Café Pushkin) อันหรูหราในกรุงมอสโก ปล่อยให้ครัวซองต์ในจานที่เพิ่งมาอบมาใหม่ๆ เย็นลงอยู่เบื้องหน้า ยังไม่เที่ยงดี แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของอาคารสไตล์บาโรกที่งดงาม คาเฟ่ปุชกิน เปรียบได้ดั่งไทม์แมชชีน ที่จะนำพาผู้มาเยือนย้อนคืนสู่ช่วงเวลาที่รัสเซียยังอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบซาร์ และเป็นสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ เหมาะสมยิ่งสำหรับการสัมภาษณ์โปปอฟ ประการแรก เขามีสไตล์การว่ายน้ำที่สวยงาม จนทำให้ได้รับสมญานามว่า “ซาร์” และประการที่สอง เพราะดูเหมือนว่าเวลาจะค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างช้าๆ ภายในคาเฟ่ปุชกิน บรรยากาศที่มีความสงบเงียบแผ่ซ่านอยู่ในทุกอณู เชิญชวนให้เกิดการย้อนสะท้อนมองตัวเอง และยอดนักว่ายน้ำวัย 47 ผู้นี้ ก็มีหลากหลายสิ่งให้สะท้อนมองกลับไป โปปอฟเคยเผชิญกับความท้าทายอันน่าหวาดหวั่นที่ว่า “ผมจะมีชีวิตใหม่ที่น่าพึงพอใจได้อย่างไร ในเมื่อได้รับความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่ต้องการมาแล้ว”   Beach days อเล็กซานเดอร์ วลาดีมิโรวิช โปปอฟ เติบโตที่เยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาอูราล ตอนเล็กๆ เขาเป็นเด็กที่กลัวน้ำ แต่ก็สามารถเอาชนะความกลัวนี้ได้ในเวลาต่อมา เมื่อเอาชนะความกลัวน้ำได้ กลับทำให้เกิดความทะเยอทะยาน ผลักดันเขาสู่การ เป็นเจ้าของรางวัล 4 เหรียญทอง จากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลนา ขณะมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น จากนั้น โปปอฟยังสามารถคว้าชัยจากการแข่งขันว่ายน้ำรายการต่างๆ ได้อีกมากมาย ทั้ง 6 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์โลก และอีก 21 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์ยุโรป ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักว่ายน้ำ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของรัสเซีย แต่ทั้งหมดมาถึงจุดหักเหในปี ค.ศ. 2004 หลังจากโอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ เป็นเวลากว่า 10 ปีที่เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในกีฬาว่ายน้ำ โปปอฟรู้ว่า เขาพอแล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะการกลับบ้านมือเปล่าโดยไม่ได้รับเหรียญรางวัลแม้แต่เหรียญเดียว แต่ยังเป็นเพราะเขารู้สึกเต็มอิ่มกับกีฬาว่ายน้ำแล้ว “เหมือนกับว่าผมอ่านหนังสือจบเล่มแล้ว” โปปอฟอธิบายง่ายๆ “คุณพลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย ปิดหนังสือ แล้วนำกลับไปเก็บไว้บนชั้น และไม่คิดจะเปิดอ่านอีกแล้ว เพราะรู้เนื้อหาในนั้นทะลุปรุโปร่งตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย”   ทันทีที่โอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ปิดฉากลง เพื่อนคนหนึ่งของโปปอฟชวนให้เขาไปหาที่ฟิจิ โดยโปปอฟและภรรยาเป็นแขกเพียงไม่กี่คน ที่ไปยังหมู่เกาะสวรรค์แห่งแปซิฟิกใต้ที่แสนพิเศษนี้ “ผมตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะยังเคยชินกับการตื่นเช้าตามโปรแกรมฝึกซ้อม นั่งเงียบๆ บนเก้าอี้ชายหาด เฝ้ามองท้องทะเล แล้วก็คิดว่า ‘นี่แหละชีวิต’ โปปอฟยิ้มแย้มตลอดเวลายามเล่าเรื่องของตัวเอง ราวกับว่า เขารู้สึกผ่อนคลายโดยธรรมชาติ เมื่อตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเข้าสู่ชีวิตใหม่ “ตอนนั้นผมอยู่ในที่ที่ใช่ ในช่วงเวลาที่ใช่ และผมทราบแล้วว่าชีวิตต่อจากนี้ จะเดินหน้าไปอย่างไรหลังจากเลิกว่ายน้ำ ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้ผมมาก”   At one with the elements เหตุที่การเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ของโปปอฟเป็นไปอย่างราบรื่น ยังเกิดจากทัศนคติและมุมมองที่มีต่อชีวิต หรือกล่าวได้ว่า เป็นความสามารถของเขาในการรับมือกับช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน และมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผลชัดเจน ซึ่งกว่าทัศนคติและมุมมองเช่นนี้จะเกิดได้ต้องใช้เวลานานหลายปี “เมื่ออยู่ในน้ำคุณจะถูกจำกัดด้วยกฎแห่งฟิสิกส์ ฉะนั้น ในฐานะนักว่ายน้ำ คุณจะต้องกลมกลืนเป็นหนึ่งไปกับพลังของน้ำ” โปปอฟอธิบาย “มันเป็นเหมือนกระบวนการของการสร้างสรรค์วิธีคิด ซึ่งผมตัดสินใจแล้วว่าผมยอมรับในความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีขีดจำกัด” ยิ่งสามารถคว้าเหรียญมาครองได้มากเพียงใด โปปอฟก็ยิ่งไม่สนใจต่อเสียงยกย่องสรรเสริญเท่านั้น ศัตรูที่แท้จริงของเขากลับเป็นตัวตนของตัวเอง และองค์ประกอบแวดล้อม ช่วงเวลาแห่งการเอาชนะตัวเอง และกาลเวลา ได้สร้างความมั่นใจ ซึ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ไปไกลเกินกว่ากรอบอาชีพนักกีฬาของโปปอฟอีกครั้ง นับจากปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา เขาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งรัสเซีย และได้ก่อตั้งการแข่งขันรายการ Alexander Popov Cup เพื่อช่วยเหลือนักกีฬาเยาวชน ในการเตรียมตัวแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขายังกลับไปมุ่งมั่นเรียนหนังสือจนสำเร็จปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สาขาการเงินการธนาคาร โปปอฟได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นหนึ่งในบอร์ดเจ้าหน้าที่พิเศษของอะดิดาส ผู้ผลิตชุดกีฬาชื่อดังของเยอรมนีในปี 2009 และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2014 ก่อนจะลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตนเอง   New-found freedom งานของโปปอฟ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและวางแผน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาทั่วโลก ขณะที่ธุรกิจของเขามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมอันเป็นบ้านเกิด แต่เขากลับบริหารงานจากมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมของการตัดสินใจทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์มาหลายปี มอสโกได้กลายเป็นบ้านอีกหลังของเขา สิ่งซึ่งมีความหมายต่อโปปอฟมากเสียยิ่งกว่าความสำเร็จในอาชีพของเขา ก็คือ "อิสรภาพ" ที่ได้มาภายหลังจากชีวิตเลิกว่ายน้ำ ไม่มีการฝึกซ้อมวันละแปดชั่วโมง เจ็ดวันต่อสัปดาห์อีกต่อไป โปปอฟอธิบายระหว่างที่พวกเราขึ้นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เพื่อเดินทางไปยังสระว่ายน้ำไชกา ที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเครมลิน กลางกรุงมอสโก “ผมสามารถจะกำหนดตารางชีวิตของตัวเองได้แล้ว” ไม่กี่ปีก่อน โปปอฟพร้อมด้วยภรรยาและลูกๆ อีกสามคน (ลูกชายสองและลูกสาวหนึ่ง) เดินทางท่องเที่ยวแบบโรดทริปไปทั่วทวีปยุโรปด้วย รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส ทั้งครอบครัวแวะเที่ยวที่บัลแกเรีย โครเอเชีย และอิตาลี ก่อนจะขับผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี และโปแลนด์บนเส้นทางกลับสู่รัสเซีย โรดทริปนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “อิสรภาพที่จะเดินทางไปที่ใดก็ได้ตามใจปรารถนา กินอะไรก็ได้ตามที่อยากจะกิน และแวะนอนที่ใดก็ได้ตามที่ต้องการ” เขาย้ำ   Freedom For The Whole Family : THE V-CLASS เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเป็นทั้งรถแวนสำหรับครอบครัวที่มอบความสะดวกสบาย เป็นเพื่อนร่วมทางที่วางใจได้ของผู้ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง เป็นรถยนต์ที่ทรงพลัง และยานพาหนะที่หรูหรามีสไตล์ เสน่ห์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส อยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยและความเป็นอิสระ โดดเด่นในความกว้างขวาง และแนวคิดด้านการตกแต่งภายใน เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาสนำเสนอทุกสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อการเลือกใช้งานตามความปรารถนา บางคนอาจบอกว่าเป็นความสะดวกสบาย อเนกประสงค์ แต่เราเรียกสิ่งนี้ว่า "อิสรภาพ"   เรื่อง: HENDRIK LAKEBERG ภาพ: DAVID FISCHER, MAIN IN MAIN PRODUCTIONS

Mercedes-Benz unveils the 4th Generation A-Class ก้าวแรกสู่โลกแห่ง Premium Compact Car บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The New Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเติมเต็มรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็กคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน ให้แรงบิดสูดสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,620 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัมต่อกิโลเมตร และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน บรรจุเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ระบบมัลติมีเดียที่สามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และจะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สัมผัสตัวจริงได้ ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

ชวนนักเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับห้องพักแบบโดมใสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จังเกิ้ล บับเบิ้ล (Jungle Bubble) ให้แขกผู้เข้าพักได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนท่ามกลางวิวธรรมชาติในแบบ 360 องศา และโขลงช้างกลางป่าใหญ่ ณ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าอันเขียวชอุ่มกว่า 650,000 ตารางเมตร โดยตัวโรงแรมอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของ 3 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมา จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกัน โดยทุ่งหญ้าริมน้ำเบื้องล่างยังเป็นจุดเดินเล่นของช้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของรีสอร์ทอีกด้วย จังเกิ้ล บับเบิ้ล ของ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษโดย Eye In The Sky โดยใช้วัสดุผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Precontraint Serge Ferrari อันล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวเสมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของของธรรมชาติ มีจำนวนทั้งหมด 2 หลัง โดยตั้งอยู่บนระเบียงไม้ยกสูงกลางป่า ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ชมความงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ชมดาว รวมถึงโขลงช้างที่เดินผ่านไปมาได้อย่างชัดเจนตลอดการเข้าพัก ห้องพักได้รับการตกแต่งอย่างดีพร้อมเครื่องปรับอากาศและความสะดวกสบายอย่างครบครัน ในพื้นที่ขนาด 22 ตารางเมตร โดยส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4.5 เมตร มาพร้อมเตียงขนาดคิงไซส์ ภายใต้โดมใส ในขณะที่ห้องน้ำตกแต่งอย่างมิดชิดเป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องยังครบครันเพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แขกผู้เข้าพัก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ สามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนใน จังเกิ้ล บับเบิ้ล ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในราคาเริ่มต้นที่ 17,700 บาท ต่อคืน สำหรับสองท่าน พร้อมตะกร้าอาหารค่ำแสนอร่อย มินิบาร์ เครื่องดื่มครบครัน พร้อมบริการรูมเซอร์วิซตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าใช้บริการบับเบิ้ลได้ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้าก่อนกลับมาผ่อนคลายในห้องพักแบบปกติของรีสอร์ทในช่วงกลางวัน อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากแคมป์ช้างที่อยู่ในความดูแลของรีสอร์ท ร่วมกับมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation หรือ GTAEF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือช้าง รวมถึงครอบครัวควาญช้างผู้เป็นเจ้าของให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูช้าง ตนเองและครอบครัว กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างของรีสอร์ท ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ดูแลช้าง สามารถหาทุนสำหรับการเลี้ยงดูช้าง โดยไม่ต้องบังคับให้ช้างทำงานหรือทำกิจกรรมที่พวกมันไม่ชอบ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ goldentriangle@anantara.com