TOP
h
  /  TECH & DESIGN

หากใครที่รักการผจญภัย และการออกกำลังกายตัวยง จะเป็นอันรู้กันว่า เรือนเวลาที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักกีฬา หรือนักออกกำลังกาย ที่ทั้งให้ความสมาร์ทด้วยดีไซน์ และการใช้งานด้วยฟังก์ชั่นที่ง่ายดาย ด้วยนวัตกรรมอันเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ SUUNTO (ซุนโต้) ผู้นำระดับแนวหน้าของโลกสำหรับนาฬิกาออกกำลังกาย นาฬิกาดำน้ำ และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการผจญภัยอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จริงทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้รับการออกแบบด้วยสุนทรียภาพในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของ “นอดิคดีไซน์" ก้าวสู่ปีที่ 84 พร้อมเปิดตัวนาฬิกาพรีเมี่ยมสมาร์ทวอทช์เจเนอเรชั่นใหม่รุ่นล่าสุด SUUNTO 7 (ซุนโต้ 7) กับขุมพลังชิปประมวลผลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 สมาร์ทวอทช์ที่จริงจังกับการออกกำลังกาย ผสานประสบการณ์แห่งการผจญภัยของ จีพีเอส สปอร์ต วอทช์ ด้วยความเป็นผู้นำด้านกีฬาของซุนโต้ และ ไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวของ Wear OS โดย Google และมีระบบรองรับด้วยพลังอันมหาศาลจาก Qualcomm Snapdragon Wear 3100 จึงเรียกได้ว่า SUUNTO 7 คือนาฬิกาที่ตอบโจทย์สำหรับการออกกำลังกาย และการใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว กลายเป็นที่สุดของนาฬิกาสองไลฟ์สไตล์ คุณสมบัติเด่น : รองรับโหมดกีฬากว่า 70 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่นจักรยาน รวมไปถึง การเล่นสกี หรือ เซิร์ฟ โดยสามารถตรวจวัดค่าต่างๆ จากการออกกำลังกายได้อย่างครบถ้วน และแม่นยำ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากสปอร์ตวอทช์ของ SUUNTO มาทั้งหมด แผนที่ออฟไลน์ ที่ติดตั้งมากับนาฬิกา พร้อมกับ Heatmaps โดยแสดงค่าได้ถึง 15 กิจกรรม เพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถรู้ตำแหน่งของตนเอง รวมไปถึงหาเส้นทางที่ดีสำหรับการออกกำลังกายนั้นๆ ได้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีโทรศัพท์ หรือไม่สามารถเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คใดๆ ก็ตาม Wear OS by Google ทำให้ทุกวันของคุณง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การแจ้งเตือน, อัพเดทตารางกิจกรรมของคุณ จาก Google Fit, Google Assistant, และอีกนับพันแอพลิเคชันที่อยู่บน Google Play ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น และอัพเดทชีวิตให้มีสีสันอยู่ตลอดเวลา ดีไซน์เพื่อการผจญภัย นาฬิกาถูกออกแบบและทดสอบจากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งสามารถกันน้ำ กันฝุ่น รวมไปถึงกันการกระแทก ที่ถูกทดสอบด้วยระบบจากระบบมาตรฐานสากล จึงมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าการผจญภัยในชีวิตของคุณจะท้าทายแค่ไหน SUUNTO 7 จะสามารถไปกับคุณได้ทุกที่ Heikki Norta, กรรมการผู้จัดการ SUUNTO กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแบรนด์ว่า "ทุกวันนี้ไม่ว่ากีฬาจะเป็นสิ่งที่คุณทำเพราะความชื่นชอบ หรือทำเพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหารกลางวัน เราก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตยังคงต้องมีเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ Suunto รับทราบถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของยุคนี้ จึงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทายของตัวเอง ด้วยการออกแบบนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ออกกำลังกาย และในทางกลับกันสามารถช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถใช้เพื่อผ่านวันอันแสนวุ่นวายของเค้าไปได้อีกด้วย การรวมคุณสมบัติของการออกกำลังกาย, การออกผจญภัย และ เติมเต็มด้วยความฉลาดจาก Wear OS by Google จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลุ่มใหม่ที่กว้างขึ้น ได้เริ่มต้นการออกผจญภัยไปกับเรา" Heikki Norta ยังกล่าวเสริมถึงคุณสมบัติพิเศษของซุนโต้ "เราภูมิใจกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในครั้งนี้กับ Suunto 7 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ด้วยสีสันที่สดใสคมชัดจากจอนาฬิกา Ultra-Bright OLED (AMOLED) ซึ่งเป็นจอแบบ Touch-Sensitive Display ให้ทุกการสัมผัสลื่นไหลไม่มีสะดุด และใช้ชีวิตเชื่อมต่อกับดนตรีได้จากนาฬิกาอย่างเพลินเพลิน และจากหลากหลายฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมเข้ามา ซุนโต้ยังคงรักษาความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา ด้วยการยังคงมีฟีเจอร์ที่รองรับการออกกำลังกายมากกว่า 70 ชนิดกีฬา ไม่ว่าจะเป็น การวิ่ง, การปั่น, การเล่นสกี หรือแม้กระทั่ง การเล่นโยคะ ทั้งนี้นาฬิกาถูกออกแบบให้มีแบตเตอรี่ ที่สามารถรองรับการใช้งานด้านสมาร์ทวอทช์ของคุณอย่างเต็มที่ได้ตลอดทั้งวัน และยังเพียงพอต่อการนำไปใช้ในการรองรับการออกกำลังกาย ที่สามารถวัดค่าต่างๆ ที่เราต้องการทราบ เช่น การวัดอัตราการเต้นหัวใจ, บารอมิเตอร์สำหรับการวัดความสูงชันของพื้นที่ และข้อมูลเชิงลึกของการออกกำลังกาย และเพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่มากขึ้น สามารถเชื่อมต่อกับแอพลิเคชัน Suunto หรือ Strava เพื่อให้การออกกำลังของคุณมีความสนุกที่เพิ่มขึ้น และเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งด้านสปอร์ตและไลฟ์สไตล์ ซุนโต้จึงได้นำ Wear OS by Google ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด เช่น Google Assistant เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัว, การทำธุรกรรมผ่าน Google Pay, โค้ชส่วนตัวสำหรับการออกกำลังกายด้วย Google Fit และอีกนับพันแอพพลิเคชั่นบน Google Play ที่จะคอยเติมเต็มให้ไลฟ์สไตล์ของคุณมีความตื่นเต้นตลอดเวลา"   Pankaj Kedia หัวหน้าของ Qualcomm Wearables กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างมากที่ได้ทำงานร่วมกันในโปรเจค ซุนโต้ 7 เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่รวมสิ่งที่ดีที่สุดทั้ง สปอร์ต, สไตล์ และความสมาร์ท จนได้ผลสรุปเป็นสมาร์ทวอทช์ ที่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคนธรรมดา ไปจนถึงนักกีฬาโดยเฉพาะ”   ซุนโต้ 7 คือสมาร์ทวอทช์รุ่นแรก ที่ทำงานด้วยชิบประมวลผล Snapdragon Wear 3100 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้สำหรับการออกกำลังกาย พร้อมระบบ GPS ได้ยาวนานสูงสุด 12 ชั่วโมง และสามารถใช้งานด้วยระบบสมาร์ทวอทช์ได้สูงสุด 48 ชั่วโมง ถูกออกแบบและทดสอบในสภาวะต่างๆ ที่ท้าทายต่อการทำงานของนาฬิกา ในสภาวะต่างๆ ที่ต้องเจอจากการออกผจญภัยจริง ทั้งด้านการกันกระแทก การกันน้ำ กันสิ่งสกปรกด้วยหน้าจอ Gorilla Glass ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายภายในยิม หรือออกกำลังกายกลางแจ้งได้อย่างไม่มีสะดุด   คุณสมบัติตัวเรือน ราคา: 16,900 บาท น้ำหนักรวม: 70g กรัม ขอบนาฬิกา (Bezel): Stainless Steel ตัวเรือน (Watch Case): Reinforced Polyamid​ วัสดุสาย: 24มม. Strap (:ซิลิโคน) ระบบนำทาง: GPS, Glonass, Galileo​ แบตเตอรี่: 12 ชม. (โหมด GPS), 48 ชม. (โหมดปกติ) กันน้ำได้สูงสุด: 50 ม. ​ ชิปประมวลผล: Qualcomm Snapdragon Wear 3100 Platform ระบบปฏิบัติการ (นาฬิกา): Wear OS​ by Google ระบบปฏิบัติการ (โทรศัพท์): iOS and Android   หมายเหตุ * ความสามารถของแบตเตอรี่อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การตั้งค่าการแสดงของระบบ, แอพพลิเคชัน และอีกหลายปัจจัย * Google, Android, Google Play, Wear OS by Google และบริษัทอื่นๆ คือเครื่องหมายการค้าของ Google LLC * Wear OS by Google สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์ในระบบแอนดรอย์ 6.0+ (ยกเว้น Go edition) หรือ iOS 10.0+ โดยความสามารถในการซัพพอร์ตของฟีเจอร์ต่างๆ อาจขึ้นอยู่กับแพลทฟอร์มและภูมิประเทศ * Qualcomm, Snapdragon และ Snapdragon Wear เป็นตราสัญลักษณ์ทางการค้าของ Qualcomm Incorporated   สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ www.suunto.com

Mercedes-Benz unveils the 4th Generation A-Class ก้าวแรกสู่โลกแห่ง Premium Compact Car บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The New Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเติมเต็มรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็กคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน ให้แรงบิดสูดสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,620 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัมต่อกิโลเมตร และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน บรรจุเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ระบบมัลติมีเดียที่สามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และจะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สัมผัสตัวจริงได้ ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

ในระหว่างการเดินทางหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บนท้องถนน เช่น ยางรั่ว ยางแบน หรือยางระเบิด คงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกแน่ ดังนั้น ยาง Run Flat ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถต่อไปได้อย่างปลอดภัยหากเกิดการสูญเสียแรงดันลมยาง จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ทำให้การเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น ยาง Run Flat จะถูกเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง เพื่อช่วยประคองไม่ให้รถเสียการทรงตัวและสามารถวิ่งต่อไปได้ ซึ่งความแข็งแรงของแก้มยางนี้ส่งผลให้ยาง Run Flat ในยุคแรกมีความกระด้างมากกว่า ยางทั่วไป ซึ่งทางมิชลินก็ไม่ยอมเสียชื่อในเรื่องของความนุ่มนวล จึงได้คิดค้นเทคโยโลยีใหม่ให้กับ “MICHELIN PRIMACY 3 ZP” ยาง Run Flat ที่ยังคงความนุ่มสบายตามสไตล์ตระกูล “ไพรมาซี่” ของมิชลิน MICHELIN PRIMACY 3 ZP เป็นยาง Run Flat คุณภาพสูง ที่มีความนุ่มนวลโดดเด่นกว่ายาง Run Flat ทั่วไป และนับเป็นยางกลุ่มพรีเมียม ที่นุ่มสบายที่สุดรุ่นหนึ่งของมิชลิน โดยสัญลักษณ์ ZP ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นบนแก้มยางนั้นหมายถึง Zero Pressure เป็นยางที่มีเทคโนโลยีพิเศษ มีการเสริมความแข็งแรงของแก้มยาง ช่วยให้รถยนต์แล่นต่อไปได้แม้สูญเสียลมยางไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ รถจะยังวิ่งไปต่อได้ด้วยเสถียรภาพที่ใกล้เคียงกับปกติ ในความเร็วที่ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางที่มากถึง 80 กิโลเมตร นั่นเพียงพอที่จะวิ่งไปศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องลงรถไปเปลี่ยนยางอยู่ข้างทางหลวง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย โดยยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถใช้ร่วมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitoring System) ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตรวจเช็กแรงดันลมยางและแจ้งเตือนบนหน้าจอหากแรงดันลมยางไม่ปกติ อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของยาง MICHELIN PRIMACY 3 ZP นั่นคือการได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมเนื้อยางสูตรใหม่ที่แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ช่วยดูดซับแรงกระแทก เพิ่มความนุ่มสบาย ลวดเสริมขอบยางขนาดเล็กลง ทำให้น้ำหนักและความกระด้างของยางลดลง แต่ยังคงแข็งแรงเท่าเดิม นอกจากนี้ ลายดอกยางถูกออกแบบใหม่เพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน ระหว่างแถบเนื้อยางระหว่างบล็อกดอกยาง และดอกยางแบบตัดมุม ช่วยป้องกันบล็อกดอกยางล้มตัว ไม่สูญเสียพื้นที่หน้าสัมผัสจึงปลอดภัย มั่นใจทุกครั้งที่แตะเบรกไม่ว่าสภาพถนนเปียกหรือแห้ง และในขณะที่ยาง Run Flat ค่ายอื่นไม่แนะนำให้ซ่อม แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง ทำให้ MICHELIN PRIMACY 3 ZP สามารถซ่อมได้ 1 ครั้ง หากเกิดความเสียหายด้วยบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายหากยังไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนดในการเปลี่ยนยาง ยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น สัมผัสความนุ่มสบายกว่าที่เคย และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ MICHELIN PRIMACY 3 ZP ยาง Run Flat สำหรับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ

เนื่องในปีนี้ เป็นปีมหามงคลยิ่งของพสกนิกรชาวไทย เรามีราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบันอันมีความงดงามและสำคัญยิ่ง ที่ได้จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม จึงนำสัญลักษณ์อันเป็นคติความเชื่อของไทยที่มีมาแต่โบราณว่าด้วย ตำนานแห่งนพรัตน์​ อัญมณีมงคล ๙ ประการ ซึ่งมีความสำคัญอย่างสูงสำหรับเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศและเป็นเครื่องประดับสำหรับทรงในการพระราชสงครามสำหรับพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชของไทยทุกพระองค์ ตลอดจนเป็นเครื่องแทน ความศรัทธาและภักดีจากพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ แนวความคิด การออกแบบ สัญลักษณ์ “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” เปิดความหมาย “นพรัตน์ดาราแห่งสุริยจักรวาล” การสร้างสรรค์ผลงานครั้งสำคัญ ของ คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ จิตรกรสายเลือดไทยมือรางวัลระดับโลก รับหน้าที่ออกแบบสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 อันวิจิตรงดงามสู่ความเป็นสากลที่เหล่าแฟนนางงามตั้งตารอทั่วประเทศ เราได้รับการเปิดเผยข้อมูลจาก คุณชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ถึงการออกแบบครั้งนี้ว่า มณีนพรัตน์ รัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เป็นอัญมณีมงคล 9 ประการ คู่อารยธรรมไทย ประกอบด้วยเพชร และพลอยสำคัญ 9 ชนิด ได้แก่ ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิลกาฬ มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ อันมีอิทธิพลความเชื่อจากอินเดีย ถือว่าอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะ ซึ่งมีเทพดูแล โดยมีคุณ สมบัติในทางอันสำคัญที่ได้ถูกประดับอยู่บน ดารานพรัตน์ • เพชรดี – คือเพชรขาวรัตนของดาวพระศุกร์ สิริมงคลคือ เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ มีชัยแก่ศัตรู ร่ำรวย • มณีแดง – คือทับทิมแดงของดาวพระอาทิตย์ สิริมงคลคือ ความสำเร็จ ลาภยศ อายุยืน • เขียวใสแสงมรกต – คือมรกตเขียวรัตนของดาวพระพุธ สิริมงคลคือ ความศรัทธา กล้าหาญ ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง • เหลืองสวยสดบุษราคัม – คือแซพไฟร์เหลืองทองรัตนของดาวพระพฤหัสบดี สิริมงคลคือ มีเสน่ห์เป็นที่รัก • แดงแก่ก่ำโกเมนเอก – คือโกเมนเลือดหมูรัตนของดาวพระราหู สิริมงคลคือ สุขภาพดี อายุยืนนาน • สีหมอกเมฆนิลกาฬ – คือไพลินน้ำเงินรัตนของดาวพระเสาร์ สิริมงคลคือ ความรัก ความเมตตากรุณาความร่ำรวย • มุกดาหารหมอกมัว – คือมูนสโตนรัตนของดาวพระจันทร์ สิริมงคลคือ ความบริสุทธิ์ ร่มเย็น และชนะแก่ศัตรู • แดงสลัวเพทาย – คือเพทายส้มรัตนของดาวพระอังคาร สิริมงคลคือ ความร่ำรวย ชนะคดีความ • สังวาลย์สายไพฑูรย์ – คือพลอยตาแมวรัตนของดาวพระเกตุ สิริมงคลคือ เทวดาคุ้มครอง ป้องกันฟืนไฟ “ด้วยความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์อันมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นองค์พระประมุขของประเทศ และด้วยความรักความศรัทธาใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชินีผู้ทรงพระสิริโฉมงดงามและทรงได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในสุภาพสตรีที่แต่งกายงามที่สุดในโลก พระผู้พร้อมด้วยพระจริยวัตรอันงดงามและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวงในด้านต่างๆ อันเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง จึงทรงได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ ดังนั้น พระเกียรติคุณของพระองค์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์งานของผมเสมอมา ด้วยความประทับใจผมจึงได้ศึกษาค้นคว้าการวาดฉลองพระองค์ สนใจในความงดงามของการวาดเครื่องประดับ ด้วยมิติลวดลายของเครื่องทรงแห่งพระเกียรติยศที่แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์แห่งพระราชินีของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีความอ่อนหวานคลาสสิค เข้มแข็ง เฉียบคม สูงค่าและสง่างาม และด้วยความงดงามยิ่งแห่งพระปั้นเหน่ง รัดพระองค์ (หัวเข็มขัด) ของสมเด็จพระนางเจ้า​สิริกิติ์​ พระบรม​ราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยมิติความมีพลังของเส้นและรูปทรง ที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างของสัญลักษณ์ในครั้งนี้ อันน้อมมาซึ่งความเป็นสิริมงคลและกำลังใจแด่คณะทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับอัญมณีพิสุทธิ์แห่งนพรัตน์นั้น เป็นรัตนชาติแห่งดวงดาวทั้ง 9 ได้แก่ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน ไพลิน มุกดาหาร เพทาย ไพฑูรย์ ซึ่งอัญมณีแต่ละชนิดเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานแทนดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวงในระบบสุริยะจักรวาล ที่เปล่งรัศมีให้ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเสริมสร้างบารมีให้กับผู้ที่ครอบครอง นำมาซึ่ง ความรัก ความกล้าหาญ เสริมส่งเกียรติยศและความสำเร็จ ฯลฯ ตามคติความเชื่อแห่งรัตนศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงอันสืบทอดมาแต่สมัยโบราณกาล ผมจึงได้นำสีของอัญมณีทั้ง 9 ชนิดมาเป็นหนึ่งในการออกแบบเฉดสีของ Key Visual ของงานในครั้งนี้ รวมถึงประสานความคิดจากรูปทรงของตัวอักษร M U T และ สัญลักษณ์ของดวงดาว (โลโก้หลักของ มิสยูนิเวิร์ส) เพื่อเป็นการแสดงจุดมุ่งหมายในการพิชิตมงกุฎนางงามจัๆกวาล มงกุฎที่ 3 ของคนไทยทั้งชาติ โดยสาวงามผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของประเทศต้องถึงพร้อมด้วยความงาม ความเฉลียวฉลาด ความเข้มแข็ง ดั่งคำว่า Empowering Beauty เปล่งประกายไปด้วยแสงจาก “มงกุฎแห่งดวงดาว สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของคนไทยทั้งประเทศ” ที่จะส่องสว่างพร้อมกันในเดือนมิถุนายนนี้”

อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปี และในบ้านเราก็เช่นกัน  ในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นทะลุ 40 องศา ในบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุด 45 องศาความเป็นจริงที่โหดร้ายคือ แม้จะเป็นฤดูฝน หรือฤดุหนาว ความร้อนและแสงแดดก็ยังคงความรุนแรงไม่ได้แตกต่างจากฤดูร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว ปัจจุบัน รถยนต์ Mercedes Benz ทุกคันต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงกันร้อนเป็นเรื่องปกติ แต่ฟิล์มที่ให้การปกป้องความร้อนและแสงแดดตามมาตรฐานทั่วๆ ไปที่มีให้บริการมากมายตามท้องตลาด ดูเหมือนอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ (จากการทดลองของผู้เขียน ฟิล์มทั่วไปที่ไม่สามารถกันร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60องศา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องปรับอากาศ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และวัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ) โรงงานผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงกันความร้อนมีหลากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งจะมีระดับราคา ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน และอายุการใช้งานที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ๆจะนำไปใช้งาน บางพื้นที่ในเขตหนาว ฟิล์มกันร้อนคุณภาพสูงอาจไม่ได้จำเป็นที่สุด เพียงฟิล์มที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99% ตามมาตรฐานก็เพียงพอ แต่หากผู้ใช้งานอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนหรือร้อนจัด ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนสูง และสามารถพิสูจน์ได้จริง มีการยอมรับจากผู้ใช้งานโดยวงกว้าง คือตัวเลือกที่ควรนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะการติดตั้งฟิล์มแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย หากตัดสินใจผิด เลือกฟิล์มที่ประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนไม่เพียงพอ สู้สภาพอากาศในปัจจุบันไม่ไหว  ก็อาจจจะต้องทำการลอกและติดตั้งฟิล์มใหม่ เสี่ยงต่อการที่รถจะช้ำจากการลอกฟิล์ม โดยเฉพาะการลอกฟิล์มที่กระจกบานหลังซึ่งอาจทำให้ไล่ฝ้าชำรุดเสียหายได้ ดังนั้นการลงทุนเลือกติดตั้งฟิล์มป้องกันความร้อนคุณภาพสูงที่สามารถพิสูจน์ได้ ผู้บริโภคให้การยอมรับกันอย่างแพร่หลาย คือการลงทุนที่คุ้มค่า และสบายใจที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ฉะนั้นการติดตั้งฟิล์มจึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกฟิล์มที่กันร้อนได้ดีที่สุด พิสูจน์ได้จริง และการติดตั้งกับตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบรับประกันสินค้าชัดเจน จะช่วยให้สบายใจตลอดอายุการใช้ฟิล์ม

Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะอันเป็นภัยคุกคามมหาสมุทรของโลก ที่เกิดจากการทิ้งขยะพลาสติก เป็นความร่วมมือกับ “แปซิฟิค การ์เบจ สกรีนนิ่ง” (Pacific Garbage Screening) องค์กรผู้บุกเบิกเรื่องการอนุรักษ์มหาสมุทรของโลก โดยการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยรักษาทรัพยากรน้ำของโลกให้สะอาด ด้วยการจัดเก็บขยะพลาสติกก่อนที่จะลงสู่มหาสมุทร ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 39.50 มิลลิเมตร หน้าปัดสีน้ำเงิน Aqua Blue พร้อมวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว ที่สอดเคลือบด้วยเซรามิกสีน้ำเงินของท้องทะเล ฝาหลังประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) บรรจุมาในกล่องแบบพิเศษที่ทำขึ้นจากสาหร่าย วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เรือนทั่วโลก  การเปลี่ยนของกระแสน้ำ โอริส มีความภูมิใจที่จะแนะนำ ประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition นาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรผู้บุกเบิกการอนุรักษ์มหาสมุทรที่เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงาน ข้อมูลสถิติแวดล้อมของพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรของเรานั้น ทำให้เกิดความยากในการอ่าน โครงการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้ทำการคำนวณว่า จำนวนขยะพลาสติกเกินกว่า 8 ล้านตัน ได้ไหลทะลักสู่มหาสมุทรในทุกๆ ปี นั่นเท่ากับจำนวนของรถขนขยะหนึ่งคันทุกๆ นาที องค์การสหประชาชาติเชื่อว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะในมหาสมุทรนั้นทำด้วยพลาสติก และนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายต่อระบบนิเวศทางทะเล เป็นจำนวนถึง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ อ้างถึงข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญบางท่าน ภายในปี 2050 จะมีขยะพลาสติกในมหาสมุทร มากกว่าจำนวนปลา และประมาณร้อยละ 99 ของนกทะเลทั้งหมดจะกลืนกินขยะพลาสติก เป็นเวลายาวนานแล้วที่โลกปิดตา มองไม่เห็นสภาวะการณ์ที่เป็นปัญหาอย่างหนักหน่วง แต่เวลานี้มันถึงจุดที่ชีวิตของมนุษยชาติ กำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม เนื่องจากวงจรของเราในห่วงโซ่อาหาร ที่เรากำลังบริโภคสิ่งที่เป็นอันตรายจากวัสดุที่เป็นพิษ ที่เป็นอนุภาคเล็กๆ ในพลาสติกที่ปลากลืนกินเข้าไป และสุดท้ายปลาเหล่านั้นก็มาอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนกระแสน้ำ เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป   โอริส ได้ลงทุนและทำงานร่วมกับองค์กรเพื่ออนุรักษ์ทางทะเลชั้นนำของโลก หลายองค์กรในระยะเวลาหลายปีนี้ บริษัทผู้ผลิตนาฬิกาจักรกลสวิสอิสระ มีความมุ่งมั่นในปณิธานที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และได้นำเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติมาปรับใช้   ในเวลานี้ โอริสมีความภาคภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงความร่วมมือใหม่ กับ Pacific Garbage Screening (โครงการคัดกรองขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก) องค์กรผู้บุกเบิกที่ก่อตั้งได้ไม่นาน ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้แหล่งน้ำของโลกสะอาด โดยการกักเก็บขยะพลาสติก ก่อนที่มันจะลงสู่มหาสมุทร เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงพันธกิจในครั้งนี้ โอริส ขอแนะนำประดิษฐกรรมแห่งเวลา รุ่น Clean Ocean Limited Edition ที่ผลิตขึ้นจากนาฬิกาสำหรับนักประดาน้ำประสิทธิภาพสูง รุ่น Aquis กันน้ำได้ถึงระดับ 300 เมตร มาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินไล่ระดับสี และวงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล สื่อสัญลักษณ์ถึงความงดงาม และความสำคัญของน้ำ สัญลักษณ์อีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของนาฬิกาเรือนนี้ นำเสนอมาในรูปแบบของเหรียญที่ทำขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล พีอีที (PET) ที่ประกอบเข้ากับฝาหลังของตัวเรือนนาฬิกา ผลิตจำนวนจำกัด 2,000 เรือน และบรรจุในกล่องแบบพิเศษ ที่ทำขึ้นจากสาหร่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   ‘นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition เป็นสื่อสัญลักษณ์ของปณิธานแห่งความมุ่งมั่นของเรา ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘โอริส ยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และเรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับ Pacific Garbage Screening ซึ่งเป็นโครงการที่มีแนวความคิดใหม่ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ดีขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจของโอริส’   การกำจัดขยะ พันธมิตรใหม่ของโอริส Pacific Garbage Screening กำลังดำเนินการจัดทำแพลทฟอร์มลอยน้ำต้นแบบที่ออกแบบมาเพื่อใช้เก็บขยะพลาสติกจากมหาสมุทรของโลก จากการวิจัยในปัจจุบันระบุให้เห็นว่า เราประสบกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างร้ายแรง มหาสมุทรทุกแห่งของเราเต็มไปด้วยขยะพลาสติก การปฏิบัติตนที่ขาดความรับผิดชอบทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้น และทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ก็กำลังได้รับความเดือดร้อน แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติ ได้คำนวณว่า โดยเฉลี่ยแล้วชาวยุโรปรับเอาไมโครพลาสติกในปริมาณ 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลาทะเล ในปี 2016 รายงานโดยสมาคมการค้ายุโรป Plastics Europe (พลาสติกยุโรป) ได้ประมาณการว่าภายในปี 2050 ขยะพลาสติกปริมาณสองพันล้านตันจะไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 322 ล้านตันในปี 2015 ถ้าปริมาณการทิ้งยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในอัตราปัจจุบัน   อะไรที่เราสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้? เป็นที่ชัดเจนว่า ธุรกิจทั้งหลายตลอดจนบุคคลทั่วไป มีหน้าที่ร่วมกันในการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบให้มากขึ้น แต่เราก็ยังต้องการอีกหลายแนวความคิดใหญ่ๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ในปัจจุบัน และซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรของเรา โอริส มีความภูมิใจที่จะประกาศให้ทราบถึงพันธกิจใหม่กับองค์กรใหม่ผู้บุกเบิก ที่ชื่อว่า “Pacific Garbage Screening” องค์กรที่ทำงานในการแก้ปัญหาเชิงปฏิวัติเพื่อช่วยทำความสะอาดมหาสมุทรของเรา แนวความคิดขององค์กรก็คือ การทำแพลทฟอร์มแบบลอยตัวที่จะนำไปตั้งอยู่ในแม่น้ำ และบริเวณปากแม่น้ำ เพื่อทำการเก็บและนำขยะพลาสติกมารีไซเคิล แปรสภาพให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ โครงสร้างขนาดมหึมาที่จัดเก็บขยะพลาสติกทุกชนิด แม้กระทั่งไมโครพลาสติก ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘การตกตะกอนแบบพลิกกลับ – inverted sedimentation’ โดยแผ่นครีบที่อยู่ใต้ผิวน้ำจะทำให้กระแสน้ำนิ่งสงบลง แล้วผลักขยะพลาสติกที่อยู่ใต้น้ำขึ้นสู่ผิวน้ำ และแท่นแพลทฟอร์มก็สามารถที่จะช้อนเก็บมันออกมาได้   ‘นี่เป็นวิธีการที่สร้างสรรค์ เป็นการเปลี่ยนเกมวิธีการแก้ปัญหา ที่มหาสมุทรทุกแห่งในโลกของเราต้องการ’ กล่าวโดยเจ้าหน้าที่ร่วมบริหารระดับสูงของโอริส “Rolf Studer” (รอล์ฟ สตูเดอร์) ‘เรามีความภูมิใจที่ได้ให้การสนับสนุน Marcella (มาร์เซลล่า) และ โครงการของ Pacific Garbage Screening และรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเห็นการพัฒนาแนวความคิดนี้ เราเชื่อว่าถ้าเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างความแตกต่างได้ มันเป็นความคิดที่ชาญฉลาด ซึ่งในขณะนี้ทีมงานของ Pacific Garbage Screening กำลังสร้างต้นแบบที่พวกเขาสามารถทดสอบเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้’ และในขณะที่ Marcella Hansch (มาร์เซลล่า แฮนช์) เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง และผู้ก่อตั้งโครงการ Pacific Garbage Screening (PGS) และยังเป็นสถาปนิกอีกด้วย เธอได้อธิบายถึงวิสัยทัศน์ในการกำจัดขยะพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก   อะไรคือ Pacific Garbage Screening? “PGS เป็นโครงการเพื่อทำความสะอาดขยะพลาสติกในมหาสมุทร ความคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชาสถาปัตยกรรมของดิฉัน เป็นแพลทฟอร์มลอยน้ำ ที่วางไว้ในตำแหน่งวงวนของน้ำในมหาสมุทร (รูปแบบการเคลื่อนที่เป็นวงกลมของกระแสน้ำในมหาสมุทร) เพื่อคัดกรองขยะพลาสติกและไมโครพลาสติก เมื่อสองปีที่แล้ว เราได้ก่อตั้งสมาคมที่ไม่หวังผลกำไร ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เพื่อทำความคิดให้กลายเป็นจริง องค์กรนี้จึงกลายมาเป็น Pacific Garbage Screening”   เป้าหมายของโครงการคืออะไร? “เรามีสองเป้าหมาย ประการแรก คือ เพื่อพิสูจน์แนวความคิด และปรับแพลทฟอร์มให้เป็นต้นแบบที่ใช้งานได้ในแม่น้ำและปากแม่น้ำต่างๆ ประการที่สอง คือ การสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษของขยะพลาสติก และการช่วยลดการใช้พลาสติกทั่วโลก”   อะไรคือ แพลทฟอร์ม ของ Pacific Garbage Screening และมันทำงานอย่างไร? “ตัวแพลทฟอร์ม คือ วัตถุที่มีลักษณะคล้ายสมอเรือ ดังนั้นมันจึงไม่มีการขับเคลื่อน และไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และทำงานเหมือนอ่างตะกอนแบบพลิกกลับ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของมันจะช่วยทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรนิ่งสงบลง และจากนั้น เนื่องจากการหยุดนิ่งของกระแสน้ำ และความหนาแน่นที่ต่ำของพลาสติก ชิ้นส่วนพลาสติกต่างๆ ก็จะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องมีระบบตัวกรอง เช่น พวกตาข่ายต่างๆ แต่อย่างใด นั่นหมายถึงปลาและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรก็จะไม่ได้รับอันตราย”   คุณจะวางแพลทฟอร์มเหล่านี้ไว้ที่ใดบ้าง? “เราทราบว่า ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของขยะพลาสติก ไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านทาง 10 แม่น้ำสำคัญของโลก เราจะทำการวิเคราะห์พื้นที่เพื่อให้แน่ใจว่าแพลทฟอร์มจะบรรลุประสิทธิภาพขั้นสูงสุด และเกิดผลกระทบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในมหาสมุทร อีก 20 เปอร์เซ็นต์จะถูกนำไปขนทิ้งทางเรือ”   จะใช้เวลานานเท่าไรในการสร้าง? “ในขณะนี้เราอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเรื่องการออกแบบ และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการวิจัย ภายในห้าปีข้างหน้าเราวางแผนที่จะทำการจำลองแบบการคำนวณ และการทดสอบแบบจำลอง ในขั้นตอนแรกจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการพิสูจน์แนวคิด โครงการนี้จะต้องกำหนดว่าแพลทฟอร์มจะต้องมีขนาดใหญ่แค่ไหน และใช้วัสดุอะไรที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”   รุ่นแรกจะเปิดตัวได้เมื่อไหร่? “มันขึ้นอยู่กับเงินทุน และผลลัพธ์ของโครงการวิจัย แต่เป้าหมายของเราคือการเปิดตัวต้นแบบแรกในอีกห้าปีข้างหน้า”   จะทำอย่างไรกับขยะพลาสติกที่เก็บมาได้? “พลาสติกจะไม่เปล่าประโยชน์ แต่เป็นทรัพยากรบนโลกของเรา มันควรจะถูกนำกลับไปใช้เพื่อความยั่งยืน ขณะนี้เรากำลังทำการวิจัยว่าแพลทฟอร์มจะจัดการกับขยะพลาสติกที่เก็บรวบรวมมาอย่างไร ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ”   ปริมาณขยะพลาสติกมีอยู่เท่าไรในท้องทะเลขณะนี้? “เนื่องจากไม่มีวิธีที่จะวัดปริมาณขยะพลาสติกในมหาสมุทรได้อย่างแน่ชัด ตัวเลขทั้งหมดจึงเป็นค่าประมาณ แต่ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการคำนวณไว้ว่า ขยะพลาสติกประมาณ 700 ตัน กำลังไหลลงสู่มหาสมุทรทุกๆ ชั่วโมง ตัวเลขจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้น เว้นแต่ถ้า เราเรียนรู้ที่จะควบคุมการบริโภค และมีวิธีจัดการกับขยะพลาสติก เราทุกคนควรจะวิตกกังวลกันให้มาก ถ้าหากยังไม่ตื่นกลัวกับตัวเลขเหล่านี้”   อะไรคือผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม? “ปัญหาขยะพลาสติกกำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อมหาสมุทร และห่วงโซ่อาหารของโลกเรา มหาสมุทรเป็นแหล่งทรัพยากรของชีวิต และผลิตออกซิเจนประมาณร้อยละ 50 ของโลก ปลาจำนวนมากกำลังได้รับสารปนเปื้อนจากพลาสติกไปแล้ว มันเป็นปัญหาระดับโลก และผลที่ตามมาก็เป็นที่ประจักษ์ไปแล้วทั่วโลก”   เป็นความรับผิดชอบของใครในการแก้ปัญหานี้? “เราทั้งหมดต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ในฐานะผู้บริโภค ดังนั้นเราทุกคนควรที่จะแสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา แผ่นผืนขยะนั้นลอยอยู่เหนือน่านน้ำต่างๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีใครที่มีความรับผิดชอบทางกฎหมายเกี่ยวกับมัน มันจึงเป็นปัญหาในตัวของมันเอง ถึงแม้ว่ามันจะหมายถึงองค์กรอิสระต่างๆ สามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น”   เราสามารถมีบทบาทอะไรในการแก้ปัญหานี้? “ทุกคนสามารถทำได้คือ ต้องลดปริมาณการใช้พลาสติกในทุกวัน!”   ความร่วมมือกับ โอริส มีความเป็นมาอย่างไร? “เราได้รับการติดต่อผ่านทางงานแสดงภาพยนต์เกี่ยวกับมหาสมุทรสากล (International Ocean Film Tour) และเริ่มความคิดเกี่ยวกับความร่วมมือกัน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความสะอาดของมหาสมุทร ซึ่งมันชัดเจนว่า โอริส มีความทุ่มเทในเรื่องความสะอาดของมหาสมุทร”   ความร่วมมือในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง? “เรากำลังทำงานร่วมกันในการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมลพิษจากพลาสติก เราจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเราร่วมมือกัน นาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของ โอริส จะเป็นส่วนสำคัญให้การรับรู้ และสร้างความตระหนักรู้”   และสุดท้ายนี้ สำหรับคุณแล้ว การดำเนินตามวิถีของตนเอง มีความหมายว่าอะไร? “การทำสิ่งที่ดิฉันรัก และเกิดผลในเชิงบวกต่อโลกของเรา”   ห่วงโซ่อาหารที่เป็นพิษ “เมื่อไมโครพลาสติกที่มีอนุภาคขนาดเล็ก ดูดซับสารที่เป็นอันตราย พวกมันก็จะกลายเป็นพิษ เมื่อพวกมันเข้าไปสู่ทะเล มันจะเป็นการเริ่มการเดินทางที่ไปสิ้นสุดบนโต๊ะอาหารของคุณ” 1. แพลงค์ตอนพืช พืชเซลล์เดี่ยว ที่อาศัยอยู่ในชั้นพื้นผิวน้ำ และทำการสังเคราะห์แสงโดยอาศัยแสงอาทิตย์ 2. แพลงค์ตอนสัตว์ จุลินทรีย์สัตว์ ที่ดำรงชีวิตด้วยอยู่แพลงค์ตอนพืช ที่รายล้อมไปด้วยอนุภาคไมโครพลาสติกที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 3. ไมโครพลาสติก อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดไม่เกิน 5 มม.แยกออกจากกันในมหาสมุทรที่ดึงดูด และสะสมมลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) 4. ปลาแฮร์ริ่ง ยังชีพด้วยปลาขนาดเล็ก และแพลงค์ตอนสัตว์ บริโภคไมโครพลาสติก ดังนั้นสารเคมีต่างๆ เช่น มลพิษสารอินทรีย์ถาวร (POPs) เข้าไปสู่ระบบย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิต 5. ปลาทูน่า ยังชีพด้วยปลา เช่น ปลาแฮร์ริ่ง หลังจากเวลาผ่านการบริโภคมลพิษสารอินทรีย์ถาวรในปริมาณที่สม่ำเสมอ จะเริ่มทำให้เกิดการสะสมเป็นปริมาณมาก 6. มนุษย์ ยังชีพด้วยปลา ชาวยุโรปบริโภคไมโคร พลาสติกเข้าไปในปริมาณมากถึง 11,000 อนุภาคต่อปี จากการบริโภคปลา ปริมาณเปอร์เซ็นต์ที่ยังคงอยู่ในร่างกายมนุษย์นั้นยังไม่ทราบได้ Oris Clean Ocean Limited Edition นาฬิกา Oris Clean Ocean Limited Edition รังสรรค์ขึ้นบนฐานของตัวเรือน รุ่น Oris Aquis ประกอบด้วยเหรียญทรงกลมที่ทำขึ้นด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) บนฝาหลังของตัวเรือน รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน สเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น วงแหวนบนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว สอดเคลือบด้วยเซรามิคสีฟ้าน้ำทะเล ขนาด 39.50 มม. (1.555 นิ้ว) หน้าปัด สีฟ้าน้ำทะเล วัสดุเรืองแสง เข็ม และขีดแสดงเวลาพิมพ์ทับด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ โค้งรูปโดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน ฝาหลัง สเตนเลสสตีล ขันสกรู ประดับเหรียญทรงกลมทำด้วยพลาสติกรีไซเคิล (PET) กลไกปรับตั้งเวลา มะยมนิรภัยสเตนเลสสตีลแบบขันเกลียว สายนาฬิกา สายสเตนเลสสตีลแบบประกอบหลายชิ้น พร้อมเฟืองล็อคสายนิรภัย สเตนเลสสตีลแบบบานพับพร้อมส่วนปรับขยายสาย การกันน้ำ ถึงระดับ 30 บาร์ (300 เมตร)   กลไก หมายเลขเครื่อง Oris 733 การทำงาน เข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาทีจากจุกศูนย์กลาง หน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกปรับตั้งวันที่ กลไกปรับตั้งเวลาแบบละเอียด และกลไกหยุดเข็มวินาที การขึ้นลาน ระบบอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง จำนวนจำกัด 2,000 เรือน แต่ละเรือนบรรจุในกล่องที่ด้านนอกหุ้มด้วยวัสดุที่ทำจากสาหร่าย ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประดับด้วยพลาสติกรีไซเคิล   สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555

SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ย้อนกลับไปปี 1969 นับเป็นวินาทีประวัติศาสตร์ที่มวลมนุษยชาติต่างต้องจารึก เมื่อ “นีล อาร์มสตรอง” และ “บัซ อัลดริน” กลายเป็นมนุษย์สองคนแรกที่ประทับรอยเท้าลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้สำเร็จ โดยหนึ่งในนั้นยังสวมใส่ โอเมก้า สปีดมาสเตอร์ โปรเฟสชั่นแนล (OMEGA Speedmaster Professional) สัญลักษณ์แห่งความช่างประดิษฐ์ที่พาเราบุกเบิกสู่พรมแดนใหม่ จนได้รับการยกย่องให้เป็นนาฬิกาเรือนแรก ที่สวมใส่บนดวงจันทร์อย่างแท้จริง เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับความสำเร็จ ของภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของโครงการอพอลโล 11 ในครั้งนั้น โอเมก้า (OMEGA) จึงได้ผลิตเรือนเวลารุ่นพิเศษ ที่ชวนรำลึกถึงวันแห่งความอาจหาญ กับ SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ในจำนวนจำกัดเพียง 6,969 เรือนเท่านั้น STILL A PIONEER แม้จะล่วงเลยมากว่า 50 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 1969 ที่สปีดมาสเตอร์ (Speedmaster) ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับการสำรวจอวกาศอย่างยิ่งใหญ่ โอเมก้ายังคงส่งมอบเรือนพิเศษ เพื่อรำลึกถึงภารกิจแห่งมวลมนุษยชาตินี้เรื่อยมา ล่าสุดกับวัสดุเอ็กซ์คลูซีฟที่จดสิทธิบัตรเพื่อเป็นเอกสิทธิ์พิเศษของแบรนด์อย่าง มูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต (18K Moonshine™ gold) โดยโทนสีของทองคำชนิดใหม่นี้จะอ่อนและนวลกว่าเยลโลว์ โกลด์ที่ใช้ดั้งเดิม ทั้งยังมาพร้อมกับความทนทานของสีและเงางามตราบนานเท่านานอีกด้วย   ENGINEERING AT ITS BEST นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จของภารกิจพิชิตดวงจันทร์อพอลโล 11 เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้จึงคงความคลาสสิคของตัวเรือนสปีดมาสเตอร์เจเนอเรชั่นที่ 4 ไว้อย่างครบถ้วน กับตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ผลิตจากสแตนเลส สตีล และขอบตัวเรือนสีดำขัดเงารังสรรค์จากเซรามิก [ZrO2] ที่ผ่านกระบวนการผลิตอันซับซ้อน พร้อมประดับตัวเลขบนมาตรวัดทาคีมิเตอร์ด้วยเซร่า โกลด์ (OMEGA Ceragold™) เพิ่มความสง่างามยิ่งขึ้นด้วยอินเด็กซ์ โลโก้ และเข็มบอกเวลา รังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต ตัดกับพื้นหน้าปัดสีเทาดำอย่างลงตัว ICONIC TRIBUTES นอกจากความล้ำค่าของวัสดุพิเศษประจำปีนี้แล้ว บนพื้นหน้าปัดยังแฝงไปด้วยดีเทลที่น่าสนใจ ซึ่งทั้งหมดรังสรรค์จากมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต เริ่มต้นจาก เลข 11 ที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกา ที่สื่ออย่างตรงไปตรงมาถึงยานอพอลโล 11 ต่อด้วยภาพแกะสลักด้วยเลเซอร์ของ “บัซ อัลดริน” ขณะไต่ลงจากยานอพอลโล 11 เพื่อลงมาเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ บนวงหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เมื่อพลิกไปส่วนของฝาหลัง ก็จะได้พบกับรอยเท้าของนักบินอวกาศซ่อนอยู่ใต้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งถูกแกะสลักไว้อย่างประณีตด้วยเลเซอร์บนพื้นสีดำที่จำลองรอยเท้าที่ประทับบนพื้นผิวของดวงจันทร์ได้อย่างสมจริง ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยประโยคในตำนานของ “นีล อาร์มสตรอง” ที่ว่า “THAT’S ONE SMALL STEP FOR A MAN, ONE GIANT LEAP FOR MANKIND” ด้วยตัวอักษรชุบมูนไชน์ โกลด์ 18 กะรัต   THE CASEBACK วงแหวนฝาหลังด้านนอก ได้รับการแกะสลักข้อความว่า APOLLO 11, 50th ANNIVERSARY, LIMITED EDITION รวมถึงหมายเลขลำดับนาฬิกาที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดด้วยตัวอักษรสีดำ ขณะที่ข้อความว่า NAIAD LOCK, Cal. 3861 และ CO-AXIAL MASTER CHRONOMETER แกะสลักอย่างกลมกลืนไปกับเนื้อสแตนเลส สตีล   MOONWATCH MOVEMENT ก้าวไปอีกขั้นสำหรับมูนวอชท์ กับกลไกล่าสุด OMEGA Co-Axial Master Chronometer คาลิเบอร์ 3861 ที่ใช้เวลาในการพัฒนาถึง 4 ปี เพื่อยกมาตรฐานการแสดงเวลาของโอเมก้า ให้มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูงสุดยิ่งกว่าเดิม สามารถต้านทานต่อสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 gauss และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงในระดับมาสเตอร์ โครโนมิเตอร์ (Master Chronometer) โดยยังคงสัดส่วนของกลไกให้มีขนาดเท่ากับ คาลิเบอร์ 1861 ทุกประการ   ASTRONAUT KIT เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้มาพร้อมสายนาฬิกาสแตนเลส สตีลขัดเงาตัดสลับขัดด้าน ที่สำคัญยังประทับตราสัญลักษณ์โอเมก้าสไตล์วินเทจ Ω ลงบนบานพับสำหรับล็อกสายนาฬิกาตามแบบฉบับตัวเรือนสปีดมาสเตอร์เจเนอเรชั่นที่ 4 อีกด้วย กล่องนาฬิกาออกแบบพิเศษในสไตล์ NASA ภายในประกอบด้วย SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition ที่จัดแสดงอย่างสง่างามบนดิสเพลย์ดีไซน์คล้ายกับยานสำรวจดวงจันทร์ (Lunar Module) มาพร้อมอุปกรณ์เปลี่ยนสาย และสายสำรองที่ออกแบบพิเศษ โดยใช้วัสดุเดียวกับฉนวนกันความร้อนที่ช่วยให้ลูกเรือของจรวด Saturn V รอดพ้นจากความร้อนมหาศาล ขณะปล่อยตัวออกจากฐานไปสู่นอกโลก   SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition บนตัวเรือนสแตนเลส สตีล ผลิตจำกัดเพียง 6,969 เรือน ในราคา 335,000 บาท   สัมผัสนวัตกรรมชั้นเลิศและประสบการณ์เหนือระดับไปกับ OMEGA ได้ที่บูติคสาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซี โทร. 02-160-5959 สาขาสยามพารากอน โทร.02-129-4878 และ สาขาดิ เอ็มโพเรียม โทร.02-664-9550

หลังจากที่ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแฟลกชิป ‘กาแลคซี่ เอส 10’ ไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดได้คว้าตัว “ลิซ่า-ลลิษา” สาวไทยหนึ่งเดียวในเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี ‘แบล็กพิงก์’ ที่ตอนนี้กำลังติดลมบนโด่งดังไปทั่วโลกมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เจเนอเรชั่นใหม่อย่างแท้จริง ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หน้าจอไร้ขอบ Infinity-O ที่ให้การแสดงผลอย่างเต็มจอ กล้องหน้าและกล้องหลังระดับ 4K รวมถึงดีไซน์ภายนอกที่ถูกออกแบบมาให้ดูดีมีระดับ ทำให้ตอบรับความต้องการคนเจเนอเรชั่นใหม่ที่รักในการเป็นผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ทั้งรูปแบบของการถ่ายภาพและการถ่ายวิดีโอ   หลังจากที่ซัมซุงสร้างความฮือฮาด้วยการมอบประสิทธิภาพอันเหนือชั้น บนพื้นฐานความต้องการในอนาคตให้กับผู้บริโภคแล้ว ครั้งนี้จะเป็นการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ด้วยการดึงซุปเปอร์สตาร์รุ่นใหม่ของวงการเคป๊อป อย่าง ‘ลิซ่า-แบล็กพิงก์’ ผู้สร้างปรากฏการณ์ความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการเพลงเกาหลีใต้ อีกทั้งยังสามารถสร้างตัวตนบนโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามถึง 19 ล้านคน และ Vlog ส่วนตัวบนยูทูป จนวันนี้ได้ขยายกลุ่มแฟนคลับไปทั่วโลก สอดคล้องกับแนวคิดของซัมซุงที่จะมาช่วยตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการก้าวข้ามการใช้งานสมาร์ทโฟนแบบเดิมๆ   ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า-แบล็กพิงก์ เด็กสาวมากความสามารถสายเลือดไทยคนนี้ จะเป็นตัวแทนที่สะท้อนคุณสมบัติของคนเจเนอเรชั่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ตั้งใจที่จะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เพื่อทำตามความฝัน อีกมุมหนึ่งเธอยังเป็น ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ที่เล่าประสบการณ์การทำงาน ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ ในรูปแบบวิดีโอคอนเทนต์ผ่านชาแนลส่วนตัว ‘Lili’s Film’ บนยูทูป   ประสิทธิภาพอันทรงพลังของ ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 จะช่วยส่งเสริมให้เหล่าครีเอเตอร์สามารถผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพและวิดีโอ ใน คุณภาพระดับ 4K ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมกับฟีเจอร์ Super Steady เทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวระบบดิจิทัล เลนส์ Ultra Wide ที่จะช่วยให้เก็บภาพมุมกว้างได้ถึง 123 องศา เสมือนภาพที่มองเห็นด้วยตาจริง รวมถึงฟีเจอร์ Composition Guide หรือการแนะนำการจัดวางภาพที่ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ภาพที่ออกมามีองค์ประกอบที่ลงตัว เฉกเช่นเดียวกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์มืออาชีพอย่างแท้จริง สามารถติดตามรายละเอียด ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 และรุ่นอื่น ๆ ได้ที่  https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-s10/

เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้ง เปิดตัวรถสปอร์ตสมรรถนะสูง 5 รุ่นใหม่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG เอาใจคนรักความเร็ว และแรงโดยเฉพาะ ยกทัพมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และรูปร่างที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมที่จะยกระดับประสบการณ์ ในการขับขี่รถสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น มร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวทั้ง 5 รุ่นในวันนี้ จะไม่เพียงแค่สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 18 รุ่น ครอบคลุมทั้งตระกูล 43, 45, 53, 63, 63 S และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีที โดยในปีนี้ ทางบริษัทฯ ยังเตรียมมอบเซอร์ไพรส์ให้กับทุกท่าน ด้วยการวางแผนนำเสนอรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่นทั้งรุ่นนำเข้าและรุ่นประกอบ ในประเทศ ซึ่งนอกจากรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว ทางบริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรม สานสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทุกท่าน จึงได้จัดเตรียมกิจกรรมไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น AMG Private Lounge คอมมูนิตี้สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีโดยเฉพาะ เพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางบริษัทฯ จัดขึ้นทั้งในประเทศไทย และกิจกรรมจากค่ายเอเอ็มจีทั่วโลกอีกด้วยด้วย นอกจากนี้ เรายังเตรียมจัด AMG Driving Academy เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ผู้ชื่นชอบความเร็วแรงทุกท่าน ได้สัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างใกล้ชิด ภายใต้คำแนะนำของทีมนักขับมืออาชีพ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่ง ทั่วประเทศที่พร้อมมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ” ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ