TOP
h
  /  DINE & TRAVEL

ภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคชินเอ็ทสึอยู่ทางเหนือสุดถัดลงมาจากภูมิภาคฮอกไกโดของญี่ปุ่น มีอากาศเย็นสบายตลอดปี และโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดและหิมะลงปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสีขาวบริสุทธิ์อันหาดูได้ยาก และยังได้สัมผัสกิจกรรมสไตล์ฤดูหนาวแบบแท้ๆ ไม่ว่าจะแช่ออนเซ็นร้อนๆ ท่ามกลางหิมะ เล่นสกีที่ลานสกีระดับโลก หรือตื่นตากับเทศกาลพื้นเมืองสุดครื้นเครง รวมถึงลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย อีกทั้งคุณยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้ JR EAST PASS สุดคุ้ม รับรอบว่าคุณจะได้รับความประทับใจกันอย่างครบรสเลยทีเดียว วันนี้เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ด้วย JR EAST PASS มาฝากกัน ปีศาจหิมะแห่งซาโอะ จังหวัดมายากาตะ ภาพของปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster ที่ตั้งเรียงรายไปตามแนวเขาสูง พร้อมทัศนียภาพที่ต่างกันไปตามแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะยามบ่าย คล้อยเย็น หรือกลางดึก ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก คุณสามารถชื่นชมศิลปะผืนนี้แบบพาโนรามาได้ระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา และหากอยู่ต่อถึงช่วงค่ำคุณจะได้นั่งรถตะลุยหิมะเพื่อเข้าไปชมปิศาจหิมะประดับไฟกลางคืนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปีศาจหิมะ ภูเขาฮักโกดะ จังหวัดอาโอโมริ อีกหนึ่งสถานที่ชมปีศาจหิมะอันโด่งดัง เกิดจากต้นไม้มากมายบนภูเขาฮักโกดะทนต้านแรงลมและหิมะจนก่อเป็นรูปร่างแท่งน้ำแข็งอันสวยงามในที่สุด ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปชมมากที่สุดคือช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ซึ่งคุณจะได้พบกับโลกสีขาวโพลนสุดแสนมหัศจรรย์ นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับภาพของปีศาจหิมะที่มีทิวเขาขาวสุดกว้างไกลเป็นฉากหลังขณะนั่ง Hakkoda Ropeway ได้อีกด้วย ถือเป็นไฮไลท์เด็ดห้ามพลาดเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) แม่น้ำและทางรถไฟสายทาดามิ จังหวัดฟุคุชิมะ หากคุณต้องการนั่งรถไฟชมวิวหิมะ เราขอแนะนำทางรถไฟสาย JR Tadami Line ที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดของญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้จะพาคุณวิ่งเข้าสู่โลกของหิมะขาวสะอาดและข้ามแม่น้ำทาดามิด้วยสะพานเหล็กให้ความรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในม่านเมฆ และหากคุณพอมีเวลา อย่าลืมแวะลงที่สถานีนี้เพื่อเก็บภาพของสะพานเหล็กที่สะท้อนเงาลงบนแม่น้ำทาดามิขณะถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) นาขั้นบันได โฮชิโทเกะ จังหวัดนีกาตะ นาข้าวที่เรียงเป็นขั้นบันไดนับเป็นจุดเด่นของเมืองโทกะมาจิ ผืนนาน้อยใหญ่เรียงกันกว่า 200 ขั้นกระจายตัวดูคล้ายเกล็ดปลาเกลื่อนกลาดอยู่บนผืนหิมะระยิบระยับ ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่แสงอาทิตย์ส่อง ยามพลบค่ำตะวันตกดิน หรือยามค่ำคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า นาขั้นบันไดแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้แม้จะมาชมอีกสักกี่ครั้งก็สร้างความประทับใจได้ทุกครั้งไป พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) นิวโตออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ ท่ามกลางความหนาวเย็น หากได้แช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมชมวิวของหิมะสีขาวคงรู้สึกอุ่นกายสบายใจเป็นอย่างแน่ เราขอแนะนำมาแช่ออนเซ็นกันที่นิวโตออนเซ็น ซึ่งเป็นหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานิวโตในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมันไต ประกอบด้วยออนเซ็น 7 แห่ง แต่ละแห่งมีแหล่งกำเนิดและคุณสมบัติของน้ำแร่ที่แตกต่างกันไป ว่ากันว่าหากแช่ออนเซ็นครบทั้ง 7 แห่งนี้จะสามารถรักษาได้สารพักโรคเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ออนเซ็นลิง Snow Monkey จังหวัดนากาโนะ แหล่งท่องเที่ยวของนากาโนะอันโด่งดังไปทั่วโลกคงจะหนีไม่พ้นการมาดู Snow Monkey หรือลิงออนเซ็น ที่สวนลิงจิโกคุดานิในหุบเขาโดยมีแม่น้ำโยโคยุไหลลงมาจากที่ราบสูงชิกะโคเง็น โดยเฉพาะในฤดูหนาว คุณจะได้พบกับเหล่าลิงป่าที่หนีหนาวพากันลงมาแช่ออนเซ็นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ใบหน้าของพวกมันกลายเป็นสีแดงดูน่ารักน่าชังสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) ลานสกีฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ สำหรับใครที่สนใจเล่นสกีหรือสโนบอร์ด เราขอแนะนำจังหวัดนากาโนะอันมีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งลานสกีระดับโลก ด้วยคุณภาพของหิมะที่นุ่มละเอียดราวกับผงแป้งและลานหิมะชั้นดีที่ได้เปรียบด้วยภูมิทัศน์อันโดดเด่นของนากาโนะ นอกจากนี้ระหว่างนั่งลิฟท์ขึ้นไปบนลานสกี คุณยังจะได้พบกับทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์แดนเหนือที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวระยิบระยับสวยงามจับใจ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) เทศกาลนามาฮาเกะเซโด จังหวัดอาคิตะ จังหวัดอาคิตะขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลพื้นเมืองครื้นเครง แม้เป็นฤดูหนาวที่หิมะลงจัดชาวเมืองก็พร้อมใจกันออกมาเล่นสนุกท้าความหนาว หนึ่งในเทศกาลห้ามพลาดเลยคือเทศกาลนามาฮาเกะเซโดที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศาลเจ้าชินซัน โดยปีศาจใส่หน้ากากยักษ์ตัวแทนแห่งเทพเจ้าขุนเขาจะออกมาร่ายรำรอบกองไฟ สร้างความครื้นเครงให้แก่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน และสำหรับปีนี้คุณสามารถมาร่วมสนุกกันได้ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 18:00-20:30 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) เทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ จังหวัดอาโอโมริ หากคุณมาจังหวัดอาโอโมริทางเหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ ขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสนานในเทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ เทศกาลท้องถิ่นที่ได้รับเลือกเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น และยังเป็น 1 ใน 5 เทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย เอกลักษณ์ของเทศกาลนี้คือผู้ร่ายรำจะสวมหมวกทรงสูงตกแต่งคล้ายหัวม้าและร่ายรำโดยการโยกศีรษะอย่างแรงราวกับกำลังเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง และในปีนี้เทศกาลจะจัดในช่วงวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2020 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หม้อไฟคิริทัมโปะ จังหวัดอาคิตะ อาหารที่กินแล้วฟินที่สุดในฤดูหนาวคงหนีไม่พ้นหม้อไฟ วันนี้เราพามาลองชิมหม้อไฟคิริทัมโปะสุดแปลกของชาวอาคิตะกัน เริ่มด้วยคิริทัมโปะซึ่งก็คือแป้งบดพันรอบแท่งไม้แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอมกรุ่น จากนั้นนำไปต้มต่อในซุปไก่บ้านพันธุ์ท้องถิ่นของอาคิตะ เคี่ยวพร้อมเห็ดไมตาเกะและผักชีฝรั่งยิ่งเพิ่มรสกลมกล่อม ทานแล้วรู้สึกอบอุ่นทั้งกายและใจเป็นที่สุด พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หอยนางรม จังหวัดมิยากิ ภูมิภาคโทโฮคุขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลคุณภาพชั้นเลิศ เราขอแนะนำเมนูหอยนางรมของจังหวัดมิยากิ ด้วยบริเวณอ่าวทะเลซันริคุนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติและคุณภาพน้ำทะเลที่มีสารอาหารบ่มเพาะให้หอยนางรมมีรสชาติเข้มข้น หวานฉ่ำ และเนื้อแน่น จึงทำให้หอยนางรมของที่นี่มีรสชาติโดดเด่นกว่าที่อื่น หากคุณมาจังหวัดมิยากิ ไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยของเมนูหอยนางรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลหอยนางรมคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปูหิมะโชไนคิตะมาเอะ จังหวัดยามากาตะ ภูมิภาคโทโฮคุเรียกได้ว่าเป็นแหล่งทานอาหารทะเลรสเลิศ อีกเมนูที่น่าสนใจคือปูหิมะโชไนคิตะมาเอะที่หาดโชไน จังหวัดยามากาตะ เนื่องจากบริเวณนี้เปิดพื้นที่ให้ลงจับปูหิมะได้เร็วกว่าที่อื่นถึง 1 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป อีกทั้งขนาดของปูที่หนักกว่า 1 กิโลกรัม กับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระดองที่กว้างกว่า 13 เซ็นติเมตร โดยเมนูขึ้นชื่อที่หาดโชไนคือชาบูปูหิมะ รับรองปูสดอร่อยฟินไม่รู้ลืม พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ ถนนสายหางดง-สะเมิง ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ราว 21 กิโลเมตร "ฟลอร่า ครีค" ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามของกฤษดาดอย อุทยานดอกไม้ในตำนานของเชียงใหม่   รีสอร์ตหรูแฝงความอบอุ่น รูปแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งและบริการที่น่าประทับใจ ทุกห้องพักสวย สบายตาในโทนสีเบจ ผสมผสานกับความอ่อนหวานของดอกไม้ได้อย่างละมุนละไม อาคารที่พักแต่ละหลังตกแต่งด้วยอิฐและไม้ วางตัวเรียงราย ดูคลับคล้ายโรงนาในต่างประเทศ ลงตัวกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยดอกไม้และสายน้ำ ที่นี่มีห้องพัก 70 ห้อง ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีพูลวิลล่าที่กว้างขวางพร้อมห้องนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำให้คุณแหวกว่ายอย่างเป็นส่วนตัว ปล่อยใจเป็นอิสระ ทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ทุกห้องพักที่นี่มีบรรยากาศใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยมีพรรณไม้ดอกและกลิ่นดอกไม้เป็นนางเอก ที่จะเปลี่ยนโทนการตกแต่งห้องเป็นเฉดสีต่างๆ ไปตามฤดูกาล สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา ชวนให้กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ วันเวลาที่ ฟลอร่า ครีค อาจหมดไปกับการเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เพลิดเพลินไปกับแมกไม้ สายน้ำ และสวนสวยที่มีพื้นที่ถึง 15 ไร่ ซึ่งร่วมออกแบบจัดแต่งโดยนักจัดดอกไม้ชื่อดัง ที่นี่มีสระว่ายน้ำในบรรยากาศที่แสนเป็นธรรมชาติ เคียงขนานไปกับลำธาร โอบล้อมด้วยไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น มีฟิตเนสที่เปิดรับวิวสวนสวยภายนอก โปร่งสบายตา หรืออาจเลือกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ถึงที่สุดแห่งความสบาย กับหลากหลายทรีตเมนต์ที่ Green House Spa หากต้องการเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โรงแรมมีบริการรถรับส่ง หรือขับรถไปเองก็สะดวกง่ายดาย ที่ ฟลอร่า ครีค มีห้องอาหารให้บริการสองแห่ง คือ Creek Cafe ห้องอาหารที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บริการอาหารไทยแท้ๆ และอาหารนานาชาติให้เลือกรับความอร่อยได้ตลอดทั้งวัน หรืออิ่มเอมกับธรรมชาติ เสียงน้ำตก และสวนดอกไม้ ไปพร้อมๆ กับเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ "เฟื่องฟ้า บิสโทร" ห้องอาหารในเรือนปีกไม้หลังใหญ่ริมธารน้ำ   ฟลอร่า ครีค ยังพร้อมรองรับการประชุมสัมมนา งานแต่งงาน และงานจัดเลี้ยง ด้วยห้องประชุมที่กว้างขวาง ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา สร้างบรรยากาศให้ทุกงานน่าประทับใจ อากาศที่บริสุทธิ์สะอาด ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุ และบริการในระดับ 5 ดาว ทำให้ช่วงเวลาที่ ฟลอร่า ครีค เป็นความสุขสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม ไม่ว่าจะในฤดูไหน ที่นี่ก็มีแต่ความสวยงามน่าจดจำ      

ชวนนักเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับห้องพักแบบโดมใสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จังเกิ้ล บับเบิ้ล (Jungle Bubble) ให้แขกผู้เข้าพักได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนท่ามกลางวิวธรรมชาติในแบบ 360 องศา และโขลงช้างกลางป่าใหญ่ ณ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าอันเขียวชอุ่มกว่า 650,000 ตารางเมตร โดยตัวโรงแรมอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของ 3 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมา จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกัน โดยทุ่งหญ้าริมน้ำเบื้องล่างยังเป็นจุดเดินเล่นของช้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของรีสอร์ทอีกด้วย จังเกิ้ล บับเบิ้ล ของ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษโดย Eye In The Sky โดยใช้วัสดุผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Precontraint Serge Ferrari อันล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวเสมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของของธรรมชาติ มีจำนวนทั้งหมด 2 หลัง โดยตั้งอยู่บนระเบียงไม้ยกสูงกลางป่า ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ชมความงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ชมดาว รวมถึงโขลงช้างที่เดินผ่านไปมาได้อย่างชัดเจนตลอดการเข้าพัก ห้องพักได้รับการตกแต่งอย่างดีพร้อมเครื่องปรับอากาศและความสะดวกสบายอย่างครบครัน ในพื้นที่ขนาด 22 ตารางเมตร โดยส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4.5 เมตร มาพร้อมเตียงขนาดคิงไซส์ ภายใต้โดมใส ในขณะที่ห้องน้ำตกแต่งอย่างมิดชิดเป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องยังครบครันเพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แขกผู้เข้าพัก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ สามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนใน จังเกิ้ล บับเบิ้ล ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในราคาเริ่มต้นที่ 17,700 บาท ต่อคืน สำหรับสองท่าน พร้อมตะกร้าอาหารค่ำแสนอร่อย มินิบาร์ เครื่องดื่มครบครัน พร้อมบริการรูมเซอร์วิซตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าใช้บริการบับเบิ้ลได้ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้าก่อนกลับมาผ่อนคลายในห้องพักแบบปกติของรีสอร์ทในช่วงกลางวัน อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากแคมป์ช้างที่อยู่ในความดูแลของรีสอร์ท ร่วมกับมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation หรือ GTAEF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือช้าง รวมถึงครอบครัวควาญช้างผู้เป็นเจ้าของให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูช้าง ตนเองและครอบครัว กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างของรีสอร์ท ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ดูแลช้าง สามารถหาทุนสำหรับการเลี้ยงดูช้าง โดยไม่ต้องบังคับให้ช้างทำงานหรือทำกิจกรรมที่พวกมันไม่ชอบ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ goldentriangle@anantara.com

บางที สีสันของแฟชั่นก็ดึงดูดใจ จนบดบังสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างใน “มิลาน” มิลานขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแฟชั่น เป็นเมืองธุรกิจ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอิตาลี เป็นเมืองที่หลายคนพุ่งตรงมาช้อปปิ้ง แต่ความจริงมิลานมีงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและน่าใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ Duomo di Milano – Milan Cathedral มามิลานต้องแวะ “ดูโอโม ดิ มิลาโน” หรือมหาวิหารแห่งมิลาน เพราะลานกว้างหน้ามหาวิหาร (Piazza del Duomo) เป็นเหมือนจัตุรัสกลางเมือง เป็นจุดนัดพบที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ใครมาช้อปปิ้งก็อดไม่ได้ที่จะแวะดูโอโมฯ มหาวิหารแห่งมิลานเป็นโบสถ์หินอ่อน สถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้วนี่เอง โครงสร้างหลักใช้เวลาก่อสร้าง 427 ปี โดยน่าจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 มาแล้ว เสร็จใน ค.ศ.1813 ใช้เวลาตกแต่งอีก 152 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในปี ค.ศ. 1965 รวมเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 576 ปี มีคนมหาศาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน จนมีการเรียกที่นี่ว่าเป็นโรงงาน คำว่า ดูโอโม แปลว่า มหาวิหาร ซึ่งหลายๆ เมืองในอิตาลี ต่างก็มีมหาวิหารหรือดูโอโมทั้งนั้น แต่ ดูโอโมที่มิลาน มีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “วิหารเม่น” (the porcupine) เนื่องจากลักษณะหลังคาโบสถ์ที่เป็นยอดแหลม ซึ่งมีมากถึง 135 ยอด บนยอดที่สูงที่สุดประดับรูปแม่พระ นามว่า มาดอนนินา (Madonnina) สูง 4.16 เมตร โครงสร้างทำจากสเตนเลสสตีลหุ้มด้วยทองแดง และปิดด้วยทองคำ น้ำหนักรวมเกือบหนึ่งพันตัน การติดตั้งรูปปั้นนี้ดำเนินการกันในตอนดึกสงัด ดังนั้น เช้าวันหนึ่งของเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 ผู้คนจึงต่างต้องประหลาดใจกับการปรากฏกายขึ้นของ "มาดอนนินา" เหนือท้องฟ้าของมิลาน บนยอดแหลมอื่นๆ รวมทั้งผนังด้านนอกและด้านใน ยังมีรูปปั้น รูปสลักหินอ่อนอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 3,400 รูป หินอ่อนภายนอกมหาวิหารเป็นสีขาวและชมพู ดูสว่างโดดเด่นไม่ว่ายามกลางวันหรือกลางคืน แต่ภายในกลับดูหม่นๆ สักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นหินอ่อนที่มีสีค่อนข้างดำกว่าแล้ว ยังว่ากันว่า ผนัง เพดาน และเสาหินภายในนี้ ไม่มีการทำความสะอาดเลย นานวันเข้าหินอ่อนจึงกลายเป็นสีน้ำตาลหม่น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสวย ขลัง อลังการ น่าเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ดี นอกจากเข้ามาชมด้านในแล้ว เราควรต้องไปปีนหลังคาโบสถ์กันด้วย มหาวิหารแห่งมิลานสูง 108 เมตร บันไดขึ้นถึงหลังคามี 158 ขั้น ได้ยินแล้วอย่าเพิ่งถอดใจ เขามีลิฟต์ให้บริการเป็นทางเลือก ช่วยย่นย่อเวลา ระยะทาง และความเหนื่อยได้ในระดับหนึ่ง แลกกับราคาบัตรเข้าชมที่แพงกว่า และถ้าไม่อยากต่อคิวนาน มีบัตรแบบฟาสต์แทร็กด้วย ณ หลังคาโบสถ์ เรายังต้องแหงนมองขึ้นไปอีกเกือบจะคอตั้งบ่า จึงจะเห็นมาดอนนินาสีทองอร่ามบนยอดแหลม ที่อยู่กึ่งกลางโบสถ์ อาสนวิหารทุกแห่งเกิดขึ้นจากศรัทธา สำหรับดูโอโมแห่งมิลานนี้ ต้องมีศรัทธามากเพียงใดจึงจะสามารถส่งต่อการก่อสร้างอันยาวนานเกือบหกศตวรรษ ไม่รู้กี่ชั่วอายุคน จนสำเร็จงดงามได้แบบนี้   Duomo di Milano โบสถ์: เปิดทุกวัน 8.00-19.00 น. หลังคาโบสถ์: เปิดทุกวัน 9.00-19.00 น. มีค่าเข้าชม: มหาวิหาร 3 ยูโร, หลังคาโบสถ์ 10-23 ยูโร, เด็กอายุ 6-11 ปี ราคาพิเศษ www.duomomilano.it/en/   Galleria Vittorio Emanuele II มามิลาน แวะดูโอโมฯ ก็ต้องผ่าน “กัลเลรีอา วิตโตรีโยเอมานูเอเล เซคอนโด” อาคารหลังใหญ่ข้างๆ ดูโอโมฯ นั่นแล นี่คือหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และมีโรงแรมด้วย ชื่อห้างตั้งตามชื่อกษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี คือ พระเจ้าวิตโตรีโย เอมานูเอเลที่ 2 สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่ ไม่ใช่แค่สินค้าแบรนด์เนมหรือร้านค้าสุดหรู แต่อยากให้สังเกตดูสถาปัตยกรรม ว่ากันว่า ที่นี่คือต้นแบบของศูนย์การค้าที่มีโดมหรือหลังคาเป็นกระจกในปัจจุบัน ห้างกัลเลรีอาฯ เป็นอาคารสูงแค่ 4 ชั้น แต่ดูอลังการมาก มีทางเดินผ่ากลางแบ่งอาคารออกเป็นสี่ส่วน ทางเดินคลุมด้วยหลังคากระจกโค้งตลอดทาง ณ จุดตัดตรงกลางเป็นโดมกระจก และที่พื้นตรงกลางโดมนั้น ลองมองหางานโมเสกที่เป็นรูปกระทิง เชื่อกันว่า ถ้าไปยืนอยู่ตรงอัณฑะของกระทิงแล้วหมุนตัวด้วยส้นเท้าจะโชคดี หรือได้กลับมาที่นี่อีก เพราะแบบนี้ โมเสกรูปนั้นก็เลยสึกมากกว่าจุดอื่นๆ ทุกวันนี้ชาวมิลานก็ยังนิยมนัดพบปะกินดื่มกันที่นี่ ร้าน Biffi ของ ปาโอโล บิฟฟี พ่อครัวขนมหวานของกษัตริย์อิตาลี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1852 ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ โถงทางเดินของห้างกัลเลรีอาฯ กลายเป็นเหมือนทางเดินสาธารณะ ที่มีผู้คนสัญจรมาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฟากหนึ่งของห้างคือ จัตุรัสดูโอโมฯ ที่มีคนแวะมาเยี่ยมเยียนทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น คือ ลานลา สกาลา (Piazza della Scala) มีรูปปั้นของลีโอนาร์โด ดา วินชี ตั้งอยู่กลางสวนรูปวงกลม หันหน้าสู่ โรงละครลา สกาลา อันโด่งดัง Teatro alla Scala – La Scala Theatre “ลา สกาลา” เป็นโรงละครที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1778 จนถึงวันนี้ ก็มีตารางการแสดงยาวไปจนถึงฤดูกาลแสดงปี 2020 แล้ว ประสบการณ์การแสดงที่ลา สกาลา ถือเป็นเกียรติประวัติ ที่บรรดานักร้องโอเปรา นักบัลเลต์ นักดนตรี ศิลปิน และคนในแวดวงการละครบันทึกไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนคนที่ชอบดูการแสดงแนวนี้ ก็อยากมาดูที่ 'ลา สกาลา' สักครั้ง เพราะเป็นที่เลื่องลือว่า ระบบเสียงที่นี่สุดยอดมาก ตัวอาคารภายนอกของลา สกาลา อาจดูเรียบง่ายสไตล์นีโอคลาสสิก เดินผ่านๆ ไปได้แบบไม่มีอะไรสะดุดตาเลย แต่ภายในตกแต่งอย่างอลังการ งามหรูจนชวนให้จินตนาการถึงยุควิกตอเรีย ที่สาวๆ ชนชั้นสูง สวมกระโปรงสุ่มบานฟูฟ่อง ถือพัดลูกไม้ กรีดกรายมาดูละครมาฟังดนตรีกัน เข้าไปแล้วเหมือนหลงยุค ทุกวันนี้การแต่งตัวเข้าโรงละครไม่จำเป็นต้องหรูหราจัดเต็มอะไรขนาดนั้น แต่ขอเพียงแค่ให้เกียรติสถานที่ ถ้าหากใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อยืดแขนกุดมาอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า แล้วจะไม่คืนเงินค่าตั๋วให้ด้วยนะเออ ในส่วนของโรงละครและพิพิธภัณฑ์ ลา สกาลา เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงประมาณ 5 โมงเย็น เฉพาะในช่วงที่ไม่มีการซ้อมใหญ่หรือไม่มีการแสดง โดยจะได้ขึ้นไปชมที่บริเวณที่นั่งชั้น 3 แต่ถ้าอยากชมแบบละเอียดๆ มีไกด์ให้ความรู้ด้วย จะมีให้เลือกว่าจะชมมิวเซียม ทัวร์โรงละคร หรือไปดูเจ้าหน้าที่เขาทำฉาก สร้างอุปกรณ์ประกอบฉากกัน ราคาบัตรเข้าชมก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าใครมีเวลาและชอบอยู่แล้ว น่าจะจองตั๋วชมโอเปรา บัลเลต์ หรือฟังดนตรีออร์เคสตราสักรายการหนึ่ง ของแบบนี้เมืองไทยหาชมไม่ได้ง่ายๆ   Teatro alla Scala พิพิธภัณฑ์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการ : วันที่ 7, 24 (ช่วงบ่าย), 25, 26, 31 ธันวาคม (ช่วงบ่าย), 1 มกราคม, วันอีสเตอร์, 1 พฤษภาคม, 15 สิงหาคม มีค่าเข้าชม: 9 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ฟรี www.museoscala.org/en/, www.teatroallascala.org/en/   Castello Sforzesco - Sforza Castle ณ สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองมิลาน “คาสเตลโล สฟอร์เซสโก” หรือ “ปราสาทสฟอร์เซสโก” ป้อมปราการที่เคยใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี 'ปราสาทสฟอร์เซสโก' สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.1358-1370 เพื่อเป็นที่อยู่ของตระกูลวิสคอนติ (Visconti) จนเมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเสียชีวิต ปราสาทก็ถูกเปลี่ยนมือ และบางส่วนก็ถูกทุบทำลายเสียหาย กระทั่งปี ค.ศ.1450 ฟรานเซสโก สฟอร์ซา (Francesco Sforza) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สฟอร์ซาของอิตาลี สร้างปราสาทนี้ขึ้นมาใหม่ มีการว่าจ้างสถาปนิกและประติมากรชื่อดังสมัยนั้น ให้มาออกแบบตกแต่งหอคอย การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี ใช้สถาปนิกชื่อดังและศิลปินอีกหลายคน ออกแบบตกแต่ง ซึ่งลีโอนาร์โด ดา วินชี ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความกว้างขวางและใหญ่โต ของป้อมปราการปราสาทสฟอร์เซสโก ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กมาก ตัวกำแพงดั้งเดิมนั้นหนาถึง 7 เมตร จนอดจินตนาการไม่ได้ว่า ทันทีที่ประตูข้ามคูรอบปราสาทถูกชักปิด ภายในนี้คงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากๆ ปัจจุบัน ปราสาทสฟอร์เซสโก กลายเป็นแหล่งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมของมิลาน ทั้งพิพิธภัณฑ์งานศิลปะโบราณ The Museum of Ancient Art ที่เก็บผลงานของศิลปินชื่อดัง พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์โบราณ และงานไม้ และพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านอีกหลายอย่าง ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บค่าเข้าชม แต่บริเวณปราสาทสฟอร์เซสโก เปิดให้เข้าฟรี เข้าไปเดินเล่นชมสวนดูลวดลายสวยๆ บนเพดาน หรือแค่ไปนั่งพักจิบกาแฟที่คาเฟ่ภายในเขตป้อมปราการก็ได้   Castello Sforzesco เปิดบริการทุกวัน ในเวลา 7.00-19.30 น. ฟรีค่าเข้าชม ส่วนพิพิธภัณฑ์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการในวันจันทร์ และ วันที่ 25 ธันวาคม, 1 มกราคม, 1 พฤษภาคม มีค่าเข้าชม 10 ยูโร www.milanocastello.it/en   The Last Supper มาถึงมิลานทั้งที ต้องแวะมาชมงานชิ้นนี้ให้เห็นกับตา “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์” พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดอีกชิ้นหนึ่งของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่ง เลโอนาร์โดวาดภาพนี้ไว้ที่กำแพงห้องหนึ่งของอาราม ซานตา มาเรีย เดลเล กราซีเอ (Santa Maria delle Grazie) เมื่อปี ค.ศ.1495 ภาพมีขนาด 450 x 870 เซนติเมตร เดิมทีผู้คนเข้าใจว่าภาพนี้เป็นภาพปูนเปียก หรือภาพเฟรสโก (fresco) แต่ภายหลังเมื่อภาพเริ่มแตก และมีการซ่อมแซม จึงเชื่อว่า เลโอนาร์โดวาดภาพลงบนผนังปูนธรรมดา หรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง (a secco) มีการทดลองใช้วิธีวาดภาพแบบใหม่ๆ ทำให้ไม่ต้องรีบๆ วาดเหมือนการวาดบนผนังปูนเปียก นั่นทำให้เขาสามารถวาดๆ หยุดๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาถึง 3 ปี อาคารหลังนี้ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภาพนี้กลับไม่เป็นอะไร หาใช่ปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่ แต่เป็นเพราะผู้คนช่วยกันนำกระสอบทรายมาบังกำแพงไว้ แม้ว่าภาพจะไม่เสียหายจากสงคราม แต่ก็เสียหายจากระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้มีการบูรณะภาพนี้หลายต่อหลายครั้ง ซ้ำร้ายยังบูรณะแบบผิดๆ ถูกๆ โดยครั้งสุดท้ายใช้เวลาบูรณะแก้ไขนานถึง 21 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะที่ถูกต้องที่สุด   ผนังฝั่งตรงกันข้ามกันเป็นงานจิตรกรรมของ จีโอวานนิดูนาโต ดา มอนโตร์ฟาโน (Giovanni Donato da Montorfano) ชื่อภาพ Crucifixion หรือการตรึงกางเขนของพระเยซู ซึ่งเหมือนเป็นตอนต่อจากภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็จะให้เวลากับภาพของเลโอนาร์โดมากกว่า ที่สำคัญคือ ทุกคนมีโอกาสอยู่ในห้องนี้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะห้องนี้ต้องควบคุมทั้งแสง

เมืองพัทยาพร้อมแล้วสำหรับการกลับมาของปรากฎการณ์ระดับโลก งานเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา (Pattaya International Fireworks Festival) วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2562 การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาเมืองพัทยา ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน ของทุกปี และยังถือเป็นการมอบของขวัญแห่งความสุขในช่วงบรรยากาศส่งท้ายปีด้วยการเนรมิตทั่วผืนฟ้าเมืองพัทยายามค่ำคืนให้สว่างไสวและเจิดจรัสภายใต้แนวความคิด “The Grand Illumination” ซึ่งภายในงานพลุหลากสีสุดอลังการจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนติน่า แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เยอรมัน และฟิลิปปินส์ จะถูกจุดประกายความสวยงามอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละชาติ ผสานกับจังหวะดนตรีบรรเลงประกอบที่จะเรียกเสียงปรบมือและสร้างตราตรึงใจ พร้อมด้วยคอนเสิร์ตสุดประทับใจจากศิลปินชั้นนำของประเทศ สถานที่ บริเวณถนนสายชายหาดพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 19.30 : ​พิธีเปิด 20.00 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 ไทย - เจิดจรัสเบิกฟ้าพัทยาประชาสุขใจ 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 อาร์เจนติน่า - Radiance over the sea 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 แคนาดา - Dancing Stars 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Musketeers 21.35 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - Reach for the stars 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 เยอรมัน - Brightening the horizons 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 6 ฟิลิปปินส์ - Sparkle Sensation วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 20.00 : ​พิธีเปิด 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 อาร์เจนติน่า - Enchanted Dreams 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 แคนาดา - Razzle-dazzle 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Yes’sir Days 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - The Magnificence over the Rainbow 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 เยอรมัน - Flame up the dark 22.20 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 ฟิลิปปินส์ - Glorious Finale 22.35 : ​การแสดงคอนเสิร์ต 25Hours

วันแรก – ตะลุยหิมะ เพลิดเพลินกับกิจกรรมหลังการเล่นสกี (Après-ski) สนุก ตื่นเต้น เร้าใจไปกับการลื่นไถลบนลานสกีที่มีความยาวถึง 600 กิโลเมตร สกีรีสอร์ท L’Apogée Courchevel เป็นประตูสู่ Les Trois Vallées ซึ่งเป็นลานสกีที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยระยะทางเชื่อมต่อกันถึง 600 กิโลเมตร นั่นหมายความว่าไม่ว่าคุณจะมาเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้กี่ครั้งก็จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่เสมอเพราะมีพื้นที่หลากหลายความชันให้คุณได้ลองเล่นไม่ว่าจะบนความชันแบบเรียบๆ หรือบนความชันระดับสูงที่สร้างความท้าทายให้กับคุณ ถ้าคุณอยากลองเล่นในระดับยากบนพื้นที่มีความชันระดับสูงต้องไปที่ Combe Pylon หรือถ้าเพิ่งเคยเล่นสกีเป็นครั้งแรกเราสามารถอำนวยความสะดวกให้คุณได้ลองสัมผัสกับประสบการณ์การเล่นสกีอันน่าตื่นเต้นนี้ได้ บุกป่าตะลุยหิมะ มาลองทำกิจกรรมใหม่ๆ บนพื้นที่ลาดชันกันบ้าง เตรียมตัวให้พร้อมใส่รองเท้าหิมะ ผูกเชือกรองเท้าให้แน่นเพื่อออกเดินทางสำรวจ บุกป่าเพื่อค้นพบสิ่งอันน่าตื่นเต้น นี่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ สำหรับทุกคน เรามีไกด์คอยให้คำแนะนำขณะเดินทางบนเส้นทางปกคลุมไปด้วยหิมะ ในระหว่างทางคุณอาจจะประจันหน้ากับเลียงผา หมาป่า หรืออาจจะพบมันซ่อนตัวของในพุ่มไม้สนปกคลุมไปด้วยหิมะ เปิดประสบการณ์กับมื้ออาหารกลางวันบนเทือกเขา ร้านอาหาร Cave des Creux ให้บรรยากาศการนั่งรับประทานอาหารบนยอดเขาอย่างแท้จริง คุณสามารถดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาสูงขณะรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งนี้ดำเนินธุรกิจโดยสองพี่น้องชาวฝรั่งเศสและเพื่อนของพวกเขาที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำการเล่นสกี จากกระท่อมเล็กๆ ที่ใช้เป็นที่พักสำหรับคนเลี้ยงแกะหรือถ้ำชีสในปัจจุบันได้เติบโตเป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟมื้อกลางวันอันแสนวิเศษบนเทือกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารพื้นเมืองของชาวฝรั่งเศส สัมผัสวัฒนธรรมที่ L’Art au sommet นอกจากลานสกีอันน่าทึ่งแล้วคุณยังมีโอกาสได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมเมื่อมาเยี่ยมเยือนคูร์ชแวล เมื่อไปถึงยอดเขาคุณจะพบ L’Art au sommet  พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งจัดแสดงรูปปั้นหิมะขนาดใหญ่ คุณจะได้เจอกับรูปปั้นแพนด้ายักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ นอกจากนี้ยังมีงานเพ้นท์ลวดลาย ใช้สีสัน บนลิฟท์กอนโดลาโดยฝีมือสตรีทอาร์ติสชื่อดังให้คุณได้ชมอีกด้วย ผลงานที่จัดแสดงล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของสตรีทอาร์ติสจากทั่วโลกซึ่งรวบรวมจัดแสดงโดย Galeries Bartoux ผ่อนคลายหลังการเล่นสกี เปิดประสบการณ์ใหม่กับการทำสปาทรีทเม้นท์บนยอดเขาได้ที่สปา L’Apogée โดย ลา แพร์รี่ (La Prairie) Bania Suite เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่จะช่วยบำบัดหลังเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้าจากการเล่นสกี ที่นี่มีบริการทำทรีทเม้นท์ที่ผสมผสานการบำบัดสไตล์รัสเซียโดยใช้ใบจากต้นเบิช (Birch) ที่มีกลิ่นหอมซึ่งจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ตามด้วยไฮโดรเธอราพี (hydrotherapy) ศาสตร์การบำบัดและผ่อนคลายผิวด้วยน้ำ ลงไปแช่ตัวในสระน้ำอุ่นสักพักเพื่อผ่อนคลายในบรรยากาศอันเงียบสงบ หรืออาจจะเลือกการนวดเพื่อคลายเครียด หรือฟื้นฟูสภาพผิวด้วยการนวดบำรุงผิวสวย เนียนนุ่น ด้วยผลิตภัณฑ์จาก ลา แพร์รี่ นั่งจิบค็อกเทลให้สบายใจ มานั่งจิบค็อกเทลที่ Le Bar de L’Apogée เม้าท์กับเพื่อนอย่างสบายใจถึงเรื่องราวการผจญภัย ท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติอย่างอบอุ่นบนยอดเขาในช่วงเย็น ทั้งยังได้ฟังเพลงอันไพเราะจากนักร้องสาวแสนสวย เสียงดี สลับกับเพลงจังหวะสนุกๆ ที่ดีเจเลือกให้คุณช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนให้สมบูรณ์แบบ เปิดประสบการณ์มื้อค่ำสุดพิเศษบนเทือกเขาที่สูงที่สุด เพื่อสานต่อความสุขของคุณอย่างต่อเนื่องเราจะพาคุณไปรับประทานอาหารค่ำที่ Le Comptoir de L'Apogée ซึ่งเป็นหนึ่งย่านร้านอาหารหรูชั้นนำที่เต็มไปด้วยสีสันของคูร์ชแวลซึ่งเป็นสกีรีสอร์ทในเทือกเขาแอลป์ ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ผ่อนคลาย เปี่ยมไปด้วยทัศนียภาพทางธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ มาลิ้มลองเมนูชั้นเลิศระดับโลก และอาหารพื้นบ้านของซาวัว (Savoie) วันที่ 2 เต็มอิ่มกับกิจกรรมท้าความหนาวบนลานหิมะ สนุกกับสุนัขลากเลื่อน เป็นกิจกรรมเปี่ยมเต็มไปด้วยพลัง เพียงคุณขึ้นยืนบนเลื่อนสุนัขเพื่อคุมบังเหียนรถลาก หลังจากนั้นออกคำสั่งโดยเรียกชื่อหัวหน้าทีม พวกมันก็เริ่มปฏิบัติการลากรถเลื่อนไปตามไหล่เขาข้ามทุ่งหิมะ ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ สร้างความตื่นเต้น สนุกสนานให้กับคุณ เหินเวหากับเครื่องร่อน สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น บีบหัวใจไปกับเครื่องร่อนบินไปในอากาศ มีนักบินบังคับเครื่องร่อนอยู่คุณแค่ลื่นไถลเบาๆ ไปตามทางลาดชัน โดยมีลมที่พัดผ่านคอยพยุงใต้ปีกเครื่องร่อนทำให้คุณเหินเวหาอยู่กลางอากาศ แม้ว่าเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นนกบินยู่บนท้องฟ้า แล้วเครื่องร่อนลงแตะพื้นอย่างนุ่มนวลและมาหยุดที่สกีของคุณ พักรับประทานมื้อกลางวันที่ L’Apogée นั่งสบายๆ บนโซฟาในมุมส่วนตัวของร้านอาหาร L’Apogée เพื่อรับประทานมื้อเที่ยงเบาๆ ด้วยอาหารแคลอรีต่ำที่ดีต่อสุขภาพ ไม่หนักท้อง มาลองเมนูพิเศษที่ทางร้านนำมาทวิสต์ (twist) ในสไตล์ตัวเอง อาทิ  แฮมเบอร์เกอร์ชีสฝรั่งเศส reblochon (burgers with reblochon) คลับแซนวิชกุ้งล็อบสเตอร์ (lobster club sandwich) เนื้อวัวย่างกับตะไคร้ (lemongrass beef skewers) ห้ามพลาดซูชิอันแสนอร่อยจาก Koori โชว์ลีลาไอซ์สเก็ต แวะลานสเก็ตน้ำแข็งในที่ร่มของคูร์ชแวลเพื่อโชว์ทักษะการเล่นสเก็ตน้ำแข็งด้วยการกระโดดแบบ salchow หรือในแบบ toe loop หลังจากนั้นไปสนุกต่อกับการร้องเพลงคาราโอเกะในช่วงเย็น เพลิดเพลินไปกับการช้อปปิ้ง มีร้านมากมายให้คุณได้ช้อปปิ้ง 1850 PARFUM เป็นศูนย์รวมน้ำหอมและเครื่องสำอางชื่อดังระดับโลก ร้าน Côté Neige ขายของแต่งบ้านสุดหรูสำหรับไอเดียการแต่งบ้านบนภูเขาในสไตล์คอนเทมโพรารี ถ้าคุณกำลังมองหาร้านอุปกรณ์สกีคุณภาพเยี่ยมเราขอแนะนำร้าน L’Apogée Courchevel นอกจากนี้ยังมีร้านบูติคที่โรงแรมซึ่งมีของสวยๆ งามๆ ให้เลือกมากมาย อาทิ เสื้อทำจากขนแคชเมียร์ (cashmere) อันแสนนุ่ม สเวตเตอร์และเดรสดีไซน์เก๋ ปาร์ตี้บนยอดเขา La Folie Douce เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุณสามารถพักผ่อนหลังเหน็ดเหนื่อยจากการเล่นสกี มานั่งรับประทานอาหารเบาๆ ในบรรยากาศแบบไนต์คลับที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงคาบาเร่ย์ ร่วมงานปาร์ตี้กับกลุ่มเพื่อนเพื่อเรียกคืนความสดชื่นในท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม พนักงานของเราสามารถดำเนินการจองให้คุณได้ ผจญภัยไปกับสโนว์โมบิล ตอนเย็นเป็นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้น ท้าทายกับการขับขี่สโนว์โมบิล อันที่จริงมันขับได้ไม่ยาก แต่หากคุณไม่สะดวกให้ไกด์เป็นคนขับแล้วคุณนั่งข้างหลังยานพาหนะได้ และลื่นไถลลงไปบนลานสกี ผ่านพุ่มไม้ลงไปในป่า ขณะเล่นคุณยังได้ดื่มด่ำกับวิวอันงดงามโดยรอบที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนภายใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนที่มีประกายสีนวลเสมือนดั่ง มง บล็อง (Mont Blanc) ดินเนอร์สุดหรูที่ Koori ในช่วงค่ำมาดินเนอร์ในร้านอาหารสุดหรูชื่อว่า Koori ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “น้ำแข็ง” เหมาะกับคอนเซ็ปของร้านเพราะอาหารแต่ละจานที่ทางร้านเสิร์ฟจะเน้นเรื่องความเย็นเป็นหลัก ซูชิมาสเตอร์เตรียมพร้อมเสมออยู่ที่ Le Comptoir เพื่อบรรจงประดิษฐ์ซูชิอย่างงดงาม ปั้นแต่งอย่างประณีต มีศิลปะเพื่อให้คุณเข้าถึงรสชาติแบบคำต่อคำ ทางร้านเน้นการคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่เสมอ ห้ามพลาดเมนูพิเศษ ดรากอน คูริ โรล (Dragon Koori Rolls) และเมนูหอยเชลล์รสเลิศที่มีส่วนผสมของ shichimi togarashi, combava, chizo และ lotus shoots วันที่ 3 อัดแน่นความสนุกกับวันสุดท้าย สุดยอดความท้าทาย มาเป็นดาวเด่นที่ the Grand Couloir เมื่อทุกสายตาต่างจับจ้องการโชว์ลีลาสกีขั้นเทพของคุณ หรือจะร่วมทริปสกีที่ La Masse ซึ่งเป็นสนามแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 1992  (the 1992 Olympic Ladies Downhill course) เพื่อออกลีลาวาดลวดลายสกีกระตุ้นอะดรีนาลีน หรือจะร่วมฝึกทักษะการสกีในระดับกลาง  มีลานสกีสำหรับฝึกซ้อมอยู่ใต้ Courchevel’s Altiport นี่เป็นวันแห่งความท้าทายความสามารถทางสกีของคุณ และช่วยสร้างโอกาสในการพัฒนาและเรียนรู้ทักษะการสกีใหม่ๆ ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ที่ The Spa L'Apogée by La Prairie เป็นแหล่งบำบัดสุขภาพท่ามกลางความเงียบสงบ ด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติแห่งเทือกเขา ใช้เวลาที่เหลือไม่กี่ชั่วโมงก่อนกลับให้คุ้มค่าด้วยการทำสปาทรีทเม้นท์ในห้องสปาใต้พื้นดินเพื่อช่วยปรับร่างกายหลังจากที่ต้องอยู่ในอากาศหนาวเป็นเวลานาน ตามด้ายการนวดผ่อนคลาย ทุกเมนูการนวดของเราจะช่วยลดกรดแลคติกที่สะสมในกล้ามเนื้อ ทำให้ลดอาการปวด ตึง หลังจากออกแรงอย่างหนักในการเล่นสกี และทำกิจกรรมอันท้าทาย แล้วมาทำทรีทเม้นท์ฟื้นฟูผิวหน้าต่อ เพื่อช่วยเติมน้ำให้ผิวกลับมาดูชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง สดใส ดังเดิม บอกลาเพื่อนร่วมทริป มาเจอเพื่อนร่วมทริปที่ Le Bar de L’Apogée เพื่อระลึกถึงประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น ประทับใจเกี่ยวกับการแข่งขัน ทักษะการสกี การกำจัดคู่แข่ง และชัยชนะ ตลอดจนกิจกรรมหลังการเล่นสกี ศิลปะการกินอาหาร และร่วมดื่มฉลองก่อนการจากลา เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในทริปอันแสนสนุกในปีหน้า รับรองได้ว่าคุณจะได้สัมผัสกับการต้อนรับที่อบอุ่นอย่างแน่นอน L'Apogée Courchevel สกีรีสอร์ทสุดหรูเหมาะสำหรับนักสกีที่มีความเชี่ยวชาญ หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงามบนเทือกเขา มีอุปกรณ์เล่นสกีชั้นเลิศ ห้องสปาใต้พื้นดินสุดหรู สไตล์การตกแต่งของรีสอร์ททำให้แขกผู้เข้าพักรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย เชิญคุณเข้าพักสกีรีสอร์ทที่มีเส้นทางไปสู่ลานสกี เรามีแพ็คเกจสุดพิเศษสำหรับคุณ แขกทุกท่านจะมาเจอกันที่สนามบินเจนีวาและเดินทางไปยัง L’Apogée Courchevel โดยลีมูซีน เพื่อพักผ่อนอย่างมีสไตล์ในบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ผู้เข้าพักจะได้รับบัตรผ่านสำหรับการเล่นสกี (Ski pass) ทุกวันขณะพักที่โรงแรมของเรา คลิกลิ้งค์นี้หากต้องการจองที่พัก 3 คืน book your 3 night stay now คลิกลิ้งค์นี้หากต้องการจองที่พัก 6 คืน book your 6 night stay now แพ็กเกจประกอบไปด้วย สำหรับการพัก  6 คืน 7 วัน ราคา half-board (ที่พักรวมค่าอาหารเช้า และอาหารเย็น ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม) เริ่มต้นที่ 1,469 ยูโร ต่อคืน สำหรับการพัก 3 คืน 4 วัน ราคา half-board (ที่พักรวมค่าอาหารเช้า และอาหารเย็น ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม) เริ่มต้นที่ 1,647 ยูโร ต่อคืน

โรงแรมเจดับเบิ้ลยู แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตและวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นอาหารเจและอาหารมังสวิรัติ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน จนถึง 31 ตุลาคม พ.ศ.2562 ณ ห้องอาหารกินจ้า เทสต์ และห้องอาหารอันดามัน กริลล์ เทศกาลถือศีลกินเจของชาวภูเก็ต  ถือเป็นเทศกาลสำคัญโดยเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามและเก่าแก่ ปฏิบัติสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกันมาอย่างยาวนาน  งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และไข่ ละเว้นการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต รักษาศีล ถือเป็นการชำระล้างทั้งร่วงกายและจิตใจ ตลอดช่วงเวลา 9 วัน 9 คืน โดยมีความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ถือศีลกินเจและสุขภาพแข็งแรง โปรโมชั่นสำหรับช่วงเทศกาลถือศีลกินผัก มีให้เลือก 3 รายการดังนี้ Phuket Vegetarian Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ เรียนเชิญทุกท่านมาลิ้มลองเซ็ตเมนูอาหารเจและมังสวิรัติ โปรโมชั่นระหว่างวันที่ 28 กันยายน จนถึง 7 ตุลาคมนี้เท่านั้น โดยเซ็ตเมนูมีรายการอาหารรวม 11 รายการ สำหรับทานร่วมกันกับเพื่อนหรือคนรัก เมนูเด่น ๆ ได้แก่ ส้มตำข้าวโพดเจ  ผัดไทยเจ  พักพริกไทยดำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และตบท้ายด้วยเมนูของหวานอย่าง บัวลอยน้ำขิง เป็นต้น  เซ็ตเมนู Phuket Vegetarian ราคา 1,999++ บาท สำหรับ 2 ท่าน ต่อเซ็ต ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเป็นเมนู a la carte จากเซ็ตเมนูดังกล่าวข้างต้นได้เช่นกัน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม ‘Gin Jay’ Thai Tapas Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ ร่วมเฉลิมฉลองและส่งเสริมการรับประทานผักเพื่อสุขภาพที่ดี โดยการจัดโปรโมชั่นพิเศษเมนูอาหารมังสวิรัติในรูปแบบไทยทาปาส โปรโมชั่นตลอดช่วงเดือนตุลาคม เมนูอาหารจานเล็ก ๆ ทั้ง 7 รายการ อาทิเช่น เกี๋ยมันทอดห่อฟองเต้าหู้บนเสริฟบนซอสพริกน้ำมะขาม เมนูพล่าขนุน เมนูฟักเขียวแพนงครีมซอส เมนูแกงแพนงฟักทองเสริฟ์พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ เมนูอาหารมังสวิรัติไทยทาปาส ราคา 1,299++ บาท ต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม World Vegetarian Day Set Menu: ร้านอาหารอันดามัน กริลล์ ร่วมเฉลิมฉลองวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นดินเนอร์เอาใจชาวมังสวิรัติในค่ำคีนวันที่ 2 ตุลาคมนี้เท่านั้น เมนูอาหารมังสวิรัติแบบตะวันตก เสริฟ์ในสไตล์เพื่อการลิ้มลองรสชาติอาหาร หลากหลายรายการแบบเซ็ต ราคา 1,499++ บาทต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองโต๊ะที่นั่งสำหรับอาหารค่ำ ได้ที่ ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โทร. +66 076 338 000 ต่อ 3748

โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เปิดให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ววันนี้ ด้วยจังหวัดภูเก็ตนั้นขึ้นชื่อเรื่องชายหาดที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน พร้อมทั้งวัฒนธรรมอันหลากหลาย ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตันแห่งที่ 2 ในประเทศไทย ต่อจากโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุวิท กรุงเทพฯ “ประเทศไทยมีศักยภาพ และอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เราไม่หยุดนิ่งที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยการเปิดตัวหนึ่งในแบรนด์โรงแรมซึ่งเติบโตเร็วที่สุดของเราสู่จุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต” มร.พอล ฮัทตัน รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮิลตัน กล่าว “ในขณะที่เรายังคงขยายแบรนด์โรงแรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมแล้วที่จะให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของฮิลตันซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดี” โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท สามารถทำให้คุณได้รื่นรมย์กับสถานที่พักผ่อนใจกลางหาดป่าตอง ทั้งยังได้สัมผัสกับน้ำทะเลสีฟ้าครามของทะเลอันดามันได้จากชายหาดแสนสวยที่อยู่ตรงข้าม รีสอร์ทตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูเก็ตอีกมากมาย อาทิ ซอยบางลา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลป่าตอง ศูนย์การค้าจังซีลอน และตลาดบ้านซ่าน โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีจากเมืองภูเก็ต และ 60 นาทีจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต “ในโอกาสที่ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ฉลอง 50 ปี เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์โรงแรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีโรงแรมทั่วโลกแล้วถึง 560 แห่ง ใน 45 ประเทศ” แขกผู้เข้าพักจะสามารถรื่นรมย์ไปกับตัวเลือกในการพักผ่อนอันหลากหลาย ในขณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นส่วนตัว โดยเริ่มจากการต้อนรับด้วยคุกกี้ช็อคโกแลตชิพอบร้อนๆ” กล่าวโดย มร.ชอน แมคเคเทียร์ รองประธานอาวุโส เครือดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ด้วยห้องพักและห้องสวีทถึง 290 ห้อง มีขนาดตั้งแต่ 35 – 350 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องของโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาพร้อมระเบียงห้องพักที่ให้คุณได้รับชมวิวสวนอันเขียวขจีและเงียบสงบ และวิวสระว่ายน้ำของรีสอร์ท ทั้งนี้ยังเป็นรีสอร์ทแห่งแรกในภูเก็ตที่นำเสนอเทคโนโลยีดิจิทัลคีย์ โดยให้บริการร่วมกับการเช็คอินแบบดิจิทัล ทั้งนี้ฮิลตัน ออนเนอร์ส แอปพลิเคชัน ยังเป็นโปรแกรมสมาชิกที่แรกที่ให้ลูกค้าสมาชิกสามารถเลือกห้องพักที่ต้องการได้ผ่านทางแอปพลิเคชันอีกด้วย แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกผ่อนคลายไปกับสระว่ายน้ำฟรีฟอร์มขนาดใหญ่ทั้ง 3 สระ ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกนอนอาบแดด ณ หาดป่าตองอันมีชื่อเสียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรีสอร์ท โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท นำเสนอห้องอาหารและบาร์ 5 แห่งให้เลือกใช้บริการดังนี้: เดอะพอร์ท ให้บริการอาหารตลอดทั้งวัน เสิร์ฟเมนูที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเมนูอาหารนานาชาติและอาหารไทยโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ในช่วงมื้อกลางวัน และมื้อค่ำลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการบริเวณห้องโถงด้านใน หรือระเบียงกว้างด้านนอก เดอะชอร์ ให้แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกรับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ หรือแบบตามสั่ง ในแบบฉบับของดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ได้ทุกวัน สำหรับลูกค้าที่ต้องการจิบค็อกเทล หรือกาแฟชงพิเศษ พร้อมเพลิดเพลินอาหารว่างมื้อเบาๆ สามารถเลือกใช้บริการได้ที่ ล็อบบี้บาร์ หรือจะเลือกมานั่งที่ “บลา บลา บาร์” เพื่อรับลมชมวิวหาดป่าตองก็ได้ นอกจากนี้ยังมี สวิมอัพ บาร์ริมสระน้ำ ที่มาพร้อมที่นั่งใต้น้ำ ให้แขกผู้เข้าพักได้รื่มรมย์กับวันพักร้อน รีสอร์ทแห่งนี้ยังเหมาะสำหรับการจัดการประชุม สัมมนา และงานจัดเลี้ยงขนาดกลาง และขนาดย่อม ด้วยห้องประชุมอันดามัน ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ สามารถรับรองลูกค้าได้มากถึง 396 ท่าน ในพื้นที่ 400 ตารางเมตร มีเพดานสูง 8 เมตร พร้อมทั้งห้องโถงขนาดใหญ่ภายนอก และอุปกรณ์ภาพและเสียงอันทันสมัย รวมถึงผนังเลื่อนได้ สามารถแบ่งเป็นห้องประชุมย่อยได้ 2 ห้องอีกด้วย โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เป็นส่วนหนึ่งของฮิลตัน ออนเนอร์ส โปรแกรมสมาชิกสำหรับโรงแรมในเครือฮิลตัน 17 แบรนด์ แขกผู้เข้าพักจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากการเข้าพัก ทั้งในเรื่องยืดหยุ่นการชำระเงินที่ช่วยให้สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าจะใช้คะแนนสะสมรวมกับเงินสด ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิก รวมถึงบริการฟรีไวไฟ แบบมาตรฐาน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของรีสอร์ท เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการ ลูกค้าฮิลตัน ออนเนอร์ส รับคะแนนสะสมเพิ่ม 5,000 คะแนน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงกับรีสอร์ท 3 คืนขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ธันวาคม 2562 สอบถามเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพัก โดยเยี่ยมชมเว็บไซต์ DoubleTree by Hilton Phuket Banthai Resort หรือโทร 076 340850

วิสทารา สายการบินอินเดียที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ทาทา และสิงคโปร์แอร์ไลน์ ล่าสุดเปิดบริการเที่ยวบินในกรุงเทพฯ ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่สามในเครือข่ายสำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศ โดยวิสทาราเปิดบริการเที่ยวบินระหว่างเดลีและกรุงเทพฯ ที่นอกเหนือจากให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดแล้ว ยังเป็นเพียงสายการบินเดียวที่ให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบ Premium Economy หรือชั้นประหยัดพรีเมียม สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้โดยสายที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ยังสามารถใช้บริการเที่ยวบินของสายการบินวิสทาราเพื่อไปยังเมืองและนครอื่น ๆ ในประเทศอินเดียอีกด้วย เช่น อัมริตสา, บังคาลอร์, เจนไน, ไฮเดอราบัด, โกลกาตา และมุมไบ มร.เลสลี่ ทง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินวิสทารา กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าถึงภูมิศาสตร์ใหม่พร้อมบริการถึงกรุงเทพฯ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ด้วยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเติบโตทั้งด้านการท่องเที่ยวรวมถึงการทำธุรกิจ ทั้งนี้ วิสทาราเรียกได้ว่าเป็นสายการบินอินเดียที่ดีที่สุด ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงในการบินระดับโลกด้วยสินค้าระดับเวิลด์คลาสและบริการที่ไร้ที่ติ โดยสินค้าประเภทนวนิยายและการบริการต้อนรับแบบอินเดียที่ไม่มีใครเทียบนั้น จะทำให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ใหม่และแตกต่าง รวมถึงเพลิดเพลินไปกับการเดินทางกับสายการบินวิสทารา” ในโอกาสพิเศษนี้ วิสทาราร่วมฉลองไปพร้อมกับผู้โดยสายบนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อทำให้ประสบการณ์ครั้งใหม่นี้กลายเป็นความทรงจำที่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งทางสายการบินได้มอบของขวัญที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสาร อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังต้อนรับผู้โดยสารของสายการบินวิสทาราด้วยพิธีการแบบดั้งเดิมของไทยอีกด้วย เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สายการบินวิสทาราได้มีการเปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินจากเดลีและมุมไบไปยังประเทศสิงคโปร์ และเที่ยวบินจากมุมไบไปยังประเทศดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิสทารา นับเป็นสายการบินอินเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับบนเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Skytrax และ TripAdvisor อีกทั้งได้รับรางวัล ‘Best Airline’ หรือสายการบินที่ดีที่สุดอีกมากมาย สายการบินวิสทารายกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานและการให้บริการของอุตสาหกรรมการบินในประเทศอินเดีย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ปัจจุบันสามารถรองรับเส้นทางจุดหมายปลายทาง 27 ประเทศ และให้บริการมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโดยสารแอร์บัสรุ่น เอ320 จำนวน 23 ลำ และเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-800NG จำนวน 8 ลำ โดยสายการบินวิสทาราได้ให้บริการเที่ยวบินที่รองรับผู้โดยสารมาแล้วกว่า 16 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปีพ.ศ. 2558