TOP
h
  /  DINE & TRAVEL

โรงแรมเจดับเบิ้ลยู แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตและวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นอาหารเจและอาหารมังสวิรัติ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน จนถึง 31 ตุลาคม พ.ศ.2562 ณ ห้องอาหารกินจ้า เทสต์ และห้องอาหารอันดามัน กริลล์ เทศกาลถือศีลกินเจของชาวภูเก็ต  ถือเป็นเทศกาลสำคัญโดยเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามและเก่าแก่ ปฏิบัติสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกันมาอย่างยาวนาน  งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และไข่ ละเว้นการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต รักษาศีล ถือเป็นการชำระล้างทั้งร่วงกายและจิตใจ ตลอดช่วงเวลา 9 วัน 9 คืน โดยมีความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ถือศีลกินเจและสุขภาพแข็งแรง โปรโมชั่นสำหรับช่วงเทศกาลถือศีลกินผัก มีให้เลือก 3 รายการดังนี้ Phuket Vegetarian Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ เรียนเชิญทุกท่านมาลิ้มลองเซ็ตเมนูอาหารเจและมังสวิรัติ โปรโมชั่นระหว่างวันที่ 28 กันยายน จนถึง 7 ตุลาคมนี้เท่านั้น โดยเซ็ตเมนูมีรายการอาหารรวม 11 รายการ สำหรับทานร่วมกันกับเพื่อนหรือคนรัก เมนูเด่น ๆ ได้แก่ ส้มตำข้าวโพดเจ  ผัดไทยเจ  พักพริกไทยดำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และตบท้ายด้วยเมนูของหวานอย่าง บัวลอยน้ำขิง เป็นต้น  เซ็ตเมนู Phuket Vegetarian ราคา 1,999++ บาท สำหรับ 2 ท่าน ต่อเซ็ต ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเป็นเมนู a la carte จากเซ็ตเมนูดังกล่าวข้างต้นได้เช่นกัน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม ‘Gin Jay’ Thai Tapas Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ ร่วมเฉลิมฉลองและส่งเสริมการรับประทานผักเพื่อสุขภาพที่ดี โดยการจัดโปรโมชั่นพิเศษเมนูอาหารมังสวิรัติในรูปแบบไทยทาปาส โปรโมชั่นตลอดช่วงเดือนตุลาคม เมนูอาหารจานเล็ก ๆ ทั้ง 7 รายการ อาทิเช่น เกี๋ยมันทอดห่อฟองเต้าหู้บนเสริฟบนซอสพริกน้ำมะขาม เมนูพล่าขนุน เมนูฟักเขียวแพนงครีมซอส เมนูแกงแพนงฟักทองเสริฟ์พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ เมนูอาหารมังสวิรัติไทยทาปาส ราคา 1,299++ บาท ต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม World Vegetarian Day Set Menu: ร้านอาหารอันดามัน กริลล์ ร่วมเฉลิมฉลองวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นดินเนอร์เอาใจชาวมังสวิรัติในค่ำคีนวันที่ 2 ตุลาคมนี้เท่านั้น เมนูอาหารมังสวิรัติแบบตะวันตก เสริฟ์ในสไตล์เพื่อการลิ้มลองรสชาติอาหาร หลากหลายรายการแบบเซ็ต ราคา 1,499++ บาทต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองโต๊ะที่นั่งสำหรับอาหารค่ำ ได้ที่ ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โทร. +66 076 338 000 ต่อ 3748

โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เปิดให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ววันนี้ ด้วยจังหวัดภูเก็ตนั้นขึ้นชื่อเรื่องชายหาดที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน พร้อมทั้งวัฒนธรรมอันหลากหลาย ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตันแห่งที่ 2 ในประเทศไทย ต่อจากโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุวิท กรุงเทพฯ “ประเทศไทยมีศักยภาพ และอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เราไม่หยุดนิ่งที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยการเปิดตัวหนึ่งในแบรนด์โรงแรมซึ่งเติบโตเร็วที่สุดของเราสู่จุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต” มร.พอล ฮัทตัน รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮิลตัน กล่าว “ในขณะที่เรายังคงขยายแบรนด์โรงแรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมแล้วที่จะให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของฮิลตันซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดี” โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท สามารถทำให้คุณได้รื่นรมย์กับสถานที่พักผ่อนใจกลางหาดป่าตอง ทั้งยังได้สัมผัสกับน้ำทะเลสีฟ้าครามของทะเลอันดามันได้จากชายหาดแสนสวยที่อยู่ตรงข้าม รีสอร์ทตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูเก็ตอีกมากมาย อาทิ ซอยบางลา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลป่าตอง ศูนย์การค้าจังซีลอน และตลาดบ้านซ่าน โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีจากเมืองภูเก็ต และ 60 นาทีจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต “ในโอกาสที่ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ฉลอง 50 ปี เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์โรงแรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีโรงแรมทั่วโลกแล้วถึง 560 แห่ง ใน 45 ประเทศ” แขกผู้เข้าพักจะสามารถรื่นรมย์ไปกับตัวเลือกในการพักผ่อนอันหลากหลาย ในขณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นส่วนตัว โดยเริ่มจากการต้อนรับด้วยคุกกี้ช็อคโกแลตชิพอบร้อนๆ” กล่าวโดย มร.ชอน แมคเคเทียร์ รองประธานอาวุโส เครือดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ด้วยห้องพักและห้องสวีทถึง 290 ห้อง มีขนาดตั้งแต่ 35 – 350 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องของโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาพร้อมระเบียงห้องพักที่ให้คุณได้รับชมวิวสวนอันเขียวขจีและเงียบสงบ และวิวสระว่ายน้ำของรีสอร์ท ทั้งนี้ยังเป็นรีสอร์ทแห่งแรกในภูเก็ตที่นำเสนอเทคโนโลยีดิจิทัลคีย์ โดยให้บริการร่วมกับการเช็คอินแบบดิจิทัล ทั้งนี้ฮิลตัน ออนเนอร์ส แอปพลิเคชัน ยังเป็นโปรแกรมสมาชิกที่แรกที่ให้ลูกค้าสมาชิกสามารถเลือกห้องพักที่ต้องการได้ผ่านทางแอปพลิเคชันอีกด้วย แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกผ่อนคลายไปกับสระว่ายน้ำฟรีฟอร์มขนาดใหญ่ทั้ง 3 สระ ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกนอนอาบแดด ณ หาดป่าตองอันมีชื่อเสียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรีสอร์ท โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท นำเสนอห้องอาหารและบาร์ 5 แห่งให้เลือกใช้บริการดังนี้: เดอะพอร์ท ให้บริการอาหารตลอดทั้งวัน เสิร์ฟเมนูที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเมนูอาหารนานาชาติและอาหารไทยโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ในช่วงมื้อกลางวัน และมื้อค่ำลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการบริเวณห้องโถงด้านใน หรือระเบียงกว้างด้านนอก เดอะชอร์ ให้แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกรับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ หรือแบบตามสั่ง ในแบบฉบับของดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ได้ทุกวัน สำหรับลูกค้าที่ต้องการจิบค็อกเทล หรือกาแฟชงพิเศษ พร้อมเพลิดเพลินอาหารว่างมื้อเบาๆ สามารถเลือกใช้บริการได้ที่ ล็อบบี้บาร์ หรือจะเลือกมานั่งที่ “บลา บลา บาร์” เพื่อรับลมชมวิวหาดป่าตองก็ได้ นอกจากนี้ยังมี สวิมอัพ บาร์ริมสระน้ำ ที่มาพร้อมที่นั่งใต้น้ำ ให้แขกผู้เข้าพักได้รื่มรมย์กับวันพักร้อน รีสอร์ทแห่งนี้ยังเหมาะสำหรับการจัดการประชุม สัมมนา และงานจัดเลี้ยงขนาดกลาง และขนาดย่อม ด้วยห้องประชุมอันดามัน ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ สามารถรับรองลูกค้าได้มากถึง 396 ท่าน ในพื้นที่ 400 ตารางเมตร มีเพดานสูง 8 เมตร พร้อมทั้งห้องโถงขนาดใหญ่ภายนอก และอุปกรณ์ภาพและเสียงอันทันสมัย รวมถึงผนังเลื่อนได้ สามารถแบ่งเป็นห้องประชุมย่อยได้ 2 ห้องอีกด้วย โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เป็นส่วนหนึ่งของฮิลตัน ออนเนอร์ส โปรแกรมสมาชิกสำหรับโรงแรมในเครือฮิลตัน 17 แบรนด์ แขกผู้เข้าพักจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากการเข้าพัก ทั้งในเรื่องยืดหยุ่นการชำระเงินที่ช่วยให้สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าจะใช้คะแนนสะสมรวมกับเงินสด ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิก รวมถึงบริการฟรีไวไฟ แบบมาตรฐาน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของรีสอร์ท เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการ ลูกค้าฮิลตัน ออนเนอร์ส รับคะแนนสะสมเพิ่ม 5,000 คะแนน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงกับรีสอร์ท 3 คืนขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ธันวาคม 2562 สอบถามเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพัก โดยเยี่ยมชมเว็บไซต์ DoubleTree by Hilton Phuket Banthai Resort หรือโทร 076 340850

วิสทารา สายการบินอินเดียที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ทาทา และสิงคโปร์แอร์ไลน์ ล่าสุดเปิดบริการเที่ยวบินในกรุงเทพฯ ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่สามในเครือข่ายสำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศ โดยวิสทาราเปิดบริการเที่ยวบินระหว่างเดลีและกรุงเทพฯ ที่นอกเหนือจากให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดแล้ว ยังเป็นเพียงสายการบินเดียวที่ให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบ Premium Economy หรือชั้นประหยัดพรีเมียม สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้โดยสายที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ยังสามารถใช้บริการเที่ยวบินของสายการบินวิสทาราเพื่อไปยังเมืองและนครอื่น ๆ ในประเทศอินเดียอีกด้วย เช่น อัมริตสา, บังคาลอร์, เจนไน, ไฮเดอราบัด, โกลกาตา และมุมไบ มร.เลสลี่ ทง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินวิสทารา กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าถึงภูมิศาสตร์ใหม่พร้อมบริการถึงกรุงเทพฯ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ด้วยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเติบโตทั้งด้านการท่องเที่ยวรวมถึงการทำธุรกิจ ทั้งนี้ วิสทาราเรียกได้ว่าเป็นสายการบินอินเดียที่ดีที่สุด ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงในการบินระดับโลกด้วยสินค้าระดับเวิลด์คลาสและบริการที่ไร้ที่ติ โดยสินค้าประเภทนวนิยายและการบริการต้อนรับแบบอินเดียที่ไม่มีใครเทียบนั้น จะทำให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ใหม่และแตกต่าง รวมถึงเพลิดเพลินไปกับการเดินทางกับสายการบินวิสทารา” ในโอกาสพิเศษนี้ วิสทาราร่วมฉลองไปพร้อมกับผู้โดยสายบนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อทำให้ประสบการณ์ครั้งใหม่นี้กลายเป็นความทรงจำที่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งทางสายการบินได้มอบของขวัญที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสาร อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังต้อนรับผู้โดยสารของสายการบินวิสทาราด้วยพิธีการแบบดั้งเดิมของไทยอีกด้วย เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สายการบินวิสทาราได้มีการเปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินจากเดลีและมุมไบไปยังประเทศสิงคโปร์ และเที่ยวบินจากมุมไบไปยังประเทศดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิสทารา นับเป็นสายการบินอินเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับบนเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Skytrax และ TripAdvisor อีกทั้งได้รับรางวัล ‘Best Airline’ หรือสายการบินที่ดีที่สุดอีกมากมาย สายการบินวิสทารายกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานและการให้บริการของอุตสาหกรรมการบินในประเทศอินเดีย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ปัจจุบันสามารถรองรับเส้นทางจุดหมายปลายทาง 27 ประเทศ และให้บริการมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโดยสารแอร์บัสรุ่น เอ320 จำนวน 23 ลำ และเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-800NG จำนวน 8 ลำ โดยสายการบินวิสทาราได้ให้บริการเที่ยวบินที่รองรับผู้โดยสารมาแล้วกว่า 16 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปีพ.ศ. 2558

เหล่าคุณแม่มักตราตรึงใจกับฉากคฤหาสน์หรือราชวังในละครย้อนยุค และนิยายประวัติศาสตร์ที่เน้นความเว่อร์วังอลังการของสถานที่ในสมัยก่อน มาร่วมสร้างความประทับใจมิรู้ลืมให้คุณแม่ ในวันแม่ที่จะถึงนี้ ด้วยการพาคุณแม่ไปดื่มด่ำกับสไตล์หรูหราแบบย้อนยุค จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปในเมื่อทุกวันนี้มีการนำคฤหาสน์แสนวิเศษมากมายซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลหรือชนชั้นสูง มาปรับปรุงฟื้นฟูซ่อมแซมเต็มรูปแบบเพื่อเปิดให้บริการในรูปแบบธุรกิจที่พัก ในปีพ.ศ. 2562 การหยุดพักสั้น ๆ เป็นหนึ่งในรูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยมที่สุด (40%* ของผู้เดินทางชาวไทยวางแผนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศไม่กี่วันในปีที่จะมาถึง) และ 43%* ของผู้เดินทางชาวไทยก็ต้องการที่จะเที่ยวเน้นด้านประวัติศาสตร์ นี่เป็นเหตุผลที่ควรรวมเทรนด์ท่องเที่ยวทั้ง 2 อย่างเข้าด้วยกันและใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์สำหรับวันแม่ ในคฤหาสน์โอ่อ่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต ที่ไม่ได้มีแค่ในละครแต่สามารถเกิดขึ้นจริง และในวันนี้เราคัดเลือก 7 ที่พักเหนือกาลเวลา ให้คุณได้พาคุณแม่ไปใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน พระยาพาลาซโซ่ ประเทศไทย บ้านของพระยา หรือ พระยาพาลาซโซ่ บ้านไทยร่วมสมัยสุดหรูริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ในอดีตเป็นบ้านของคหบดีผู้ร่ำรวยในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 อย่างที่รู้จักกันในนาม “บ้านบางยี่ขัน” ในปัจจุบันได้เปิดให้เข้าพัก เพื่อชื่นชมความงาม และความรุ่มรวยในวัฒนธรรมของช่วงสมัยนั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อสัมผัสบริการเหนือระดับแบบเหล่าชนชั้นสูง และทำตัวตามสบายเหมือนคุณเป็นหนึ่งในตัวละคร ที่โลดแล่นอยู่ท่ามกลางฉากบ้านโบราณในสมัยรัชกาลที่ 5 อันมีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ที่ถูกผสานเข้ากับสไตล์วิจิตรแบบไทยอย่างลงตัว ภายนอกตัวบ้านให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางบ้านตากอากาศในยุโรป ส่วนภายในก็ถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ย้อนยุค ลองชิมอาหารไทยแบบแท้ ๆ เพื่อเพิ่มความอินให้กับไลฟ์สไตล์แบบขุนนาง หรือจะจิบชาอาฟเตอร์นูนทีแบบชนชั้นสูงชาวยุโรป เพื่อใช้เวลาวันหยุดอย่างสุนทรีย์ด้วยวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จอร์จทาวน์ ประเทศมาเลเซีย Cheong Fatt Tze - The Blue Mansion เป็นคฤหาสน์อันโดดเด่นซึ่งได้รางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของจอร์จทาวน์ ที่นี่สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยส่วนตัวของพ่อค้านามเฉิงฟัตเจ๋อ ตัวคฤหาสน์ออกแบบอิงตามหลักฮวงจุ้ย รวมถึงมีลานภายในแสนสวยสไตล์จีน นอกจากนี้ก็ยังโดดเด่นด้วยภายนอกที่ทาสีน้ำเงินสดและตกแต่งด้วยกระจกสีสไตล์อาร์ตนูโวตลอดทั่วที่พัก ระหว่างเข้าพักคุณสามารถยืมหนังสือจากห้องสมุดของคฤหาสน์ และนั่งชิลในสวนเขตร้อนเพลิดเพลินกับยามบ่าย หรือจะเที่ยวสถานที่ยอดนิยมอีกแห่งอย่างวัดเก็กลกสี่ ซึ่งเป็นวัดทางพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย นิวพอร์ต สหรัฐอเมริกา ย้อนสู่ช่วงเวลาในอดีตและสัมผัสความสง่างามแห่งยุคเก่าอย่างแท้จริงได้ที่ The Chanler at Cliff Walk ซึ่งเป็นที่พักเพียงแห่งเดียวในบริเวณเส้นทางเดินเลียบหน้าผาอันโด่งดังของนิวพอร์ต ที่พักแห่งนี้เป็นหนึ่งในที่พักซึ่งเก่าแก่ที่สุดในนิวอิงแลนด์ เป็นคฤหาสน์หรูหราซึ่งสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1870 โดยสมาชิกรัฐสภานิวยอร์กนาม จอห์น วินธรอร์ป แชนเลอร์ เพื่อเป็นบ้านพักช่วงฤดูร้อน ตัวอาคารมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วง 140 กว่าปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นยังรอดพ้นจากอัคคีภัยครั้งใหญในปี ค.ศ. 1944 ซึ่งสร้างความเสียหายหลายส่วนในบริเวณชั้น 3 ทุกวันนี้คฤหาสน์ได้กลายมาเป็นที่พักสุดตระการตาและเปรียบเหมือนสถานที่หลบมาพักผ่อนอย่างเงียบสงบสำหรับผู้เดินทางซึ่งต้องการผ่อนคลาย พลางมองผืนน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกส่องประกายระยิบระยับ หรือเดินเล่นในสวนที่ตัดแต่งอย่างดีรอบ ๆ ที่พักสุดงดงามแห่งนี้ กุสโก ประเทศเปรู คฤหาสน์อันเก่าแก่อย่าง Inkaterra La Casona Relais & Chateaux มีทั้งโคมไฟระย้าโบราณ ตกแต่งด้วยหินอ่อนและมีเสาสไตล์บาโรก โดยครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสถานที่ฝึกกองทัพชั้นสูงของนักรบอินคา คฤหาสน์หลังใหญ่จากศตวรรษที่ 16 แห่งนี้ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองโบราณกุสโก ซึ่งเป็นประตูสู่ป้อมปราการอินคาสุดตระการตาอย่างมาชูปิกชูอันเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ของโลก หากคุณและคุณแม่เป็นผู้หลงใหลประวัติศาสตร์ตัวจริ งและการได้นอนหลับในอาคารโบราณที่มีกำแพงโอบล้อมนี้ยังไม่ฟินพอที่จะหยุดความสงสัยหรือจิตวิญญาณรักการผจญภัยที่กำลังเพิ่มขึ้น ก็ขอแนะนำให้ลัดเลาะไปตามถนนหินกรวดที่แคบและลาดชัน เดินขึ้นเนินเขาที่อยู่รอบ ๆ เพื่อชมวิวตระการตาของเทือกเขาแอนดีส รวมถึงภาพพระอาทิตย์ขึ้น (หรือตก) เหนือเส้นขอบฟ้าเมืองกุสโกที่เต็มไปด้วยแนวหลังคาปูกระเบื้องดินเผา เกาะสเปทเซส ประเทศกรีซ Mare Monte Luxury Suites เป็นคฤหาสถ์หินสไตล์ดั้งเดิมซึ่งแรกเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1762 สำหรับตระกูลชนชั้นสูงซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะสเปทเซสของประเทศกรีซ ทุกวันนี้ได้แปลงโฉมเป็นยูนิตอพาร์ตเมนต์ย่อย ๆ สุดหรูหราที่มีกรุเพดานไม้แบบดั้งเดิมและเครื่องเรือนเฟอร์นิเจอร์แบบมีคลาส เกาะขนาดเล็กแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ทรงเสน่ห์ที่สุดของกรีซ และเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ชนชั้นสูงสไตล์ดั้งเดิมจำนวนมากเช่นเดียวที่พักนี้ อันเป็นบ้านพักโอ่อ่าโดดเด่นซึ่งได้รับอิทธิพลหลัก ๆ มาจากสถาปัตยกรรมเวเนเชียน เกาะสเปทเซสนั้นอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมทางการเดินเรือ เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายหลากวัฒนธรรมที่ชาวเอเธนส์นิยมมาพักผ่อนสุดสัปดาห์ เพราะมีทั้งรถม้า ทางเดินยาวริมทะเล หาดเงียบสงบเป็นส่วนตัว และท่าจอดเรือยอชท์ เรียกได้ว่าทั่วทั้งเกาะมีบรรยากาศของความหรูหราในอดีต กลอสเตอร์เชอร์ สหราชอาณาจักร De Vere Tortworth Court เป็นคฤหาสน์สไตล์โกธิค รายล้อมด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แสนเงียบสงบบริเวณขอบ ๆ ของย่านคอตส์โวลด์ ที่พักนี้ถือเป็นสิ่งก่อสร้างภายใต้การพิทักษ์ในสหราชอาณาจักรที่มีความสำคัญระดับ เกรด II* และมีหนึ่งในสวนรุกขชาติที่งดงามที่สุดของเกาะบริเตน ซึ่งมีต้นไม้หายากสายพันธุ์คุ้มครองกว่า 300 ต้นทั่วพื้นที่ 76 ไร่ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินเล่นสบาย ๆ ยามเช้าแบบชนชั้นสูง คฤหาสน์แห่งนี้สร้างขึ้นช่วงค.ศ. 1848-1853 สำหรับตระกูล Ducie โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกใช้เป็นฐานฝึกกองทัพนาวิกโยธิน หากคุณต้องการเพลิดเพลินกับฤดูร้อนของสหราชอาณาจักรอย่างสง่างามที่สุด ก็ขอแนะนำให้นำชุดน้ำชายามบ่ายมานั่งจิบบริเวณลานระเบียง หรือหากอากาศไม่เป็นใจก็เปลี่ยนไปทานอาหารว่างสุดเลิศซึ่งเสิร์ฟในห้องโถงเพดานสูงเกือบ 20 เมตรสุดตระการตา รัวโคลาติ ประเทศฟินแลนด์ Rantalinna Boutique Hotel สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1913 ตั้งอยู่บนยอดเนินเขาบริเวณชายฝั่งทะเลสาบไซมา แต่ก่อนเคยเป็นที่ประทับของซาร์ (ตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุด) แห่งรัสเซีย ปัจจุบันปราสาทเก่าแก่แห่งนี้ยังคงรักษาความโอ่อ่าและการตกแต่งแต่เดิมได้อยู่มากโข จึงเป็นโอกาสที่คุณจะได้หวนนึกถึงวันวานอันรุ่งโรจน์ในจักรวรรดิแต่ก่อนของสถาปัตยกรรมสุดยิ่งใหญ่แห่งนี้ ไม่ว่าจะอิ่มอร่อยกับอาหารเช้ามื้อสบาย ๆ ในห้องทานอาหารสุดทางการ หรืออาศัยช่วงฤดูร้อนในฟินแลนด์ที่มีกลางวันยาวนานกว่าปกติเพื่อทานอาหารค่ำช่วงดึกบริเวณสนามหญ้า อากาศบริสุทธิ์และกิจกรรมกลางแจ้งก็ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายหลัก ๆ ของการมาพักผ่อนในชนบทตามแบบฉบับราชวงศ์   ข้อมูล: Booking.com

ตึกเอ็มไพร์สเตท (ESB) ขอประกาศเฟสสองของโครงการ Observatory Experience โฉมใหม่ โดยเป็นโครงการมูลค่าสูงถึง 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป พื้นที่ที่เปิดใหม่นี้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวของนครนิวยอร์กที่เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-02.00 น. ตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของตึกที่ได้ชื่อว่าเป็นไอคอนระดับโลกแห่งนี้ พิพิธภัณฑ์ใหม่นี้เป็นห้องแสดงผลงานพื้นที่รวมกัน 10,000 ตารางฟุต เพื่อให้ผู้เข้าชมทุกท่านได้สัมผัสกับความเป็นมาของตึกเอ็มไพร์สเตท ย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจวบจนถึงทุกวันนี้ ตึกเอ็มไพร์สเตท ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแลนด์มาร์คที่มีผู้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรมมากที่สุดของสหรัฐ จากการศึกษาของ Sony Mobile และห้องแสดงผลงานใหม่นี้ พร้อมนำเสนอผลงานจัดแสดงเชิงโต้ตอบอันสมจริง ที่จะเข้ามาเติมเต็มความปรารถนาของนักท่องเที่ยวยุคนี้ในการแบ่งปันประสบการณ์อย่างแท้จริง ขณะที่พวกเขาเหล่านี้มุ่งหน้าเดินขึ้นไปยังหอชมวิวชั้น 86 เพื่อสัมผัสกับทัศนียภาพที่หาไม่ได้จากที่ไหน โครงการเฟสสองนี้นำโดยดีไซเนอร์มากประสบการณ์อย่าง Thinc พร้อมทีมงานอย่าง IDEO, Squint Opera, Beneville Studios, Diversified., Intersection, Kubik Maltbie, Otis Elevator Company และ Tenguerian Model โดยเป็นเฟสต่อเนื่องจากเฟสแรก ซึ่งได้แก่ทางเข้าใหม่ฝั่ง 20 West 34thStreet ที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ห้องแสดงผลงานแห่งใหม่นี้ พร้อมให้การต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านที่ต้องการขึ้นชมวิวอันโด่งดังของตึกเอ็มไพร์สเตทจากใจกลางของมหานครนิวยอร์ก สำหรับผลงานจัดแสดงมีดังนี้ - ภาพถ่ายที่ตั้งช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920: ภาพถ่ายพาโนรามาสีขาวดำ ที่เผยให้เห็นที่ตั้งเดิมของโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ขณะที่ตึกเอ็มไพร์สเตทกำลังเริ่มก่อสร้าง นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังมองเห็นท้องถนนมหานครนิวยอร์กในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1920 ที่จัดแสดงอย่างสมจริงด้วย - การก่อสร้าง: ด้วยแรงบันดาลใจจากถ่ายภาพอันโด่งดังของ Lewis Hine พร้อมพาผู้มาเยือนทุกท่านย้อนเวลากลับไปยังอดีต ใต้หมุดโลหะร้อนและคานเหล็กที่แกว่งไปมาอยู่เหนือหัว และเสียงของมหานครนิวยอร์กที่รายล้อมอย่างสมจริง ผู้มาเยือนยังสามารถโต้ตอบกับรูปปั้นคนงานก่อสร้างที่หล่อขึ้นมาเป็นพิเศษในท่าทำงานและทานอาหารกลางวัน - วันเปิดตึก: ถ่ายทอดบรรยากาศอันน่าตื่นเต้นของวันเปิดตึก ด้วยภาพเด็กขายหนังสือพิมพ์ที่กำลังประกาศข่าวเปิดตึกเอ็มไพร์สเตทขณะขายหนังสือพิมพ์ บนท้องถนนมหานครนิวยอร์กสมัยคริสต์ทศวรรษ 1930 - สิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่: เปิดพื้นที่จัดแสดงสิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ในโซน Modern Marvel ที่คอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ตึกเอ็มไพร์สเตทเป็นผู้นำระดับโลกในด้านความยั่งยืน และเป็นตัวอย่างอันดีในเรื่องการประหยัดพลังงาน - ลิฟต์ Otis: Otis ได้ส่งมอบเทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำให้ความสูงตระหง่านของตึกเอ็มไพร์สเตทเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ โดย Otis ขอเปิดโซนจัดแสดงพิเศษ ที่ไม่ได้มีขึ้นเพื่อโชว์การทำงานของลิฟต์ที่ใช้งานสมัยก่อนเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้แก่ผู้มาเยือนเกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดในติดตั้งในลิฟต์รุ่นใหม่ด้วย ซึ่งทำหน้าที่รองรับผู้เช่าและผู้มาเยือนหอชมวิวรวมกันปีละกว่า 10 ล้านราย นอกจากนี้ ผู้มาเยือนยังจะได้เดินผ่านพื้นที่จำลองช่องลิฟต์ พร้อมสัมผัสกับความตื่นตาตื่นใจของตัวลิฟต์ที่เคลื่อนไหวให้เห็นใกล้ ๆ - โซน Urban Campus: คงมีผู้มาเยือนตึกเอ็มไพร์สเตทไม่มากนักที่ทราบว่า ด้านในของพื้นที่สูงเกือบ 100 ชั้นที่ตนไม่มีโอกาสเห็นนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทางตึกจึงขอเปิดโซนพิเศษอย่าง Urban Campus เพื่อให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสเห็นพื้นที่ให้เช่าและสิ่งอำนวยความสะดวกหลัก ๆ ตลอดจนวิวลับที่ต้องทำงานที่นี่เท่านั้นถึงจะมีโอกาสสัมผัส โซนจัดแสดงนี้ชูให้เห็นการทำงานของธุรกิจยุคอินเทอร์เน็ต ที่ผู้มาเยือนมองเห็นได้ผ่านช่องมอง เพื่อให้เห็นการทำงานของสำนักงานไฮเทคเหล่านี้เสมือนเป็นคนใน - อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก: ติดตั้งจอแสดงภาพกว่า 70 ตัว พร้อมดนตรีประกอบที่แต่งขึ้นเพื่อการจัดแสดงนี้ เพื่อชูบทบาทสำคัญของตึกเอ็มไพร์สเตทที่ปรากฏให้เห็นในวัฒนธรรมป๊อปตามทศวรรษต่าง ๆ ไล่มาตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยผู้มาเยือนจากทั่วโลกจะได้เห็นภาพยนตร์ รายการทีวี โฆษณา การ์ตูน หนังสือการ์ตูน และวิดีโอเกมรวมกันกว่าหลายร้อยรายการ ที่ปรากฎให้เห็นภาพของอาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกแห่งนี้ - คิงคอง: ผู้มาเยือนเดินเข้าสำนักงานแห่งหนึ่งจากช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยมีเจ้าคิงคองตัวยักษ์อันโด่งดังสอดนิ้วเกาะกำแพงเพื่อห้อยตัวขณะกำลังหลบเครื่องบินขับไล่ยุคก่อน ซึ่งถ้าผู้มาเยือนคนนั้นกล้าพอก็ไปยืนบนมือคิงคองได้เลย แต่ช้าก่อน! ระวังเจ้าคิงคองแผ่รังสีอำมหิตจนเผ่นไปเสียเลยนะ - เปิดโผคนดัง: ตึกเอ็มไพร์สเตทเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับบรรดาคนดังระดับเอลิสต์และผู้มากความสามารถทั่วโลก โดยมีคนดังจากทั่วโลกมากมายที่เคยเยือนหอชมวิวชั้น 86 อันโด่งดังของตึกนี้ ทางตึกจึงขอเปิดพื้นที่จัดแสดงเพื่อเผยให้เห็นภาพและของที่ระลึกพร้อมลายเซ็นจากคนดังบางท่านที่เคยมายังที่แห่งนี้ ทั้งนักกีฬา นักดนตรี และนักแสดง เพื่อให้แขกทุกท่านร่วมชื่นชมตลอดแนวกำแพงขณะมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ ที่จะพาพวกเขาไปยังจุดหมายต่อไป นั่นคือ NYC: Above & Beyond บนชั้น 80 "ทัศนียภาพจากหอชมวิวชั้น 86 นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่ตึกเอ็มไพร์สเตทเองก็มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ เต็มไปด้วยเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นและโครงการสุดล้ำที่เราพร้อมนำเสนอผ่านพื้นที่จัดแสดงชั้นสอง" คุณแอนโทนี อี มัลกิน ประธานและซีอีโอของเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ กล่าว "เราได้เริ่มโครงการนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ด้วยการย้ายทางเข้าไปยังฝั่ง 34th Street และต่อเนื่องในวันนี้ด้วยการเปิดห้องจัดแสดงบนชั้นสอง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนร่วมเรียนรู้และสัมผัสกับความพิเศษ ที่พบได้ในตึกอันเป็นไอคอนของทั้งนครนิวยอร์กและของโลกอย่างตึกเอ็มไพร์สเตทเท่านั้น โดยความเชี่ยวชาญของพันธมิตรผู้ออกแบบของเรานั้น จะทำให้ห้องจัดแสดงใหม่เหล่านี้ให้การต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ติดตามข่าวสารอัปเดทได้ผ่านแฮชแท็ก #ESBReimagined โดยสามารถวางแผนการเยี่ยมชมและซื้อบัตรได้ทาง www.empirestatebuilding.com

ผู้หลงใหลการสังสรรค์ในกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน ห้ามพลาด! “เเม็กกี้ ชูส์ (Maggie Choo’s)” จะเข้ามาร่ายมนต์เสน่ห์เเห่งยุคเซี่ยงไฮ้ 1930 ที่ “เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์” (Penthouse Bar+ Grill) ภายในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคมนี้ ตั้งเเต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป เเม็กกี้ ชูส์ บาร์เอเชียชื่อดังกับกลิ่นอายของคาบาเร่ใต้ดินแห่งเซี่ยงไฮ้ยุค 1930 จะทยานขึ้นฟ้าสู่เเสงสีเเห่งมหานครครอบครองพื้นที่ชั้น 35 เเห่ง “เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์” โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ (Park Hyatt Bangkok) ตั้งเเต่เวลา 20.00 น. – 02.00 น. ในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของมนต์เสน่ห์เเละสีสันเเห่งยุค Shanghai 1930 เเละยุค Roaring’20 เเม็กกี้ ชูส์ จะมาสร้างความบันเทิงให้กับเเขกผู้มีเกียรติของ เพนท์เฮาส์ บาร์ แอนด์ กริล ด้วยโชว์สุดพิเศษจากสาวเซี่ยงไฮ้เเสนสวยของ เเม็กกี้ ชูส์ (Maggie Choo’s Shanghainese girls) พร้อมเพลงเเจ๊สเพราะๆ จากศิลปินเเจ๊สชั้นนำ เเละเครื่องดื่มค็อกเทลผสานกลิ่นอายเเห่งเอเชีย (Asian-inflused signature Cocktails) เอกลักษณ์เฉพาะของทางร้าน ผ่านการรังสรรค์จากมิกโซโลจิสต์​ (Mixologist) มือฉมังของเเม็กกี้ ชูส์ “แอนเดร์สโอลเซ่นต์” เเละ “ก้อง-วรชัย ด้วงคง” ที่จะมาปรุงซิกเนเจอร์ค็อกเทล (Signature Cocktails) 4 เมนูของเเม็กกี้ ชูส์ ได้เเก่ ลามัวร์ เดอร์ช็อคโก (L’Amour De Choco), รัม อิน ที (Rum in Tea), แบล็ค – บลัด (Black-Blood) เเละ เรดอินทาวน์ (Red in Town) ในราคาเพียง 320 บาท++ ให้เเก่เเขกผู้มีเกียรติ ในค่ำคืนสุดพิเศษนี้ที่ เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์ มาร่วมแบ่งปันความสุขความบันเทิงด้วยกันในค่ำคืนของ แม็กกี้ ชูส์ ที่ เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์ ห้ามพลาด! โชว์สุดแสนประทับใจจากสาวๆ เซี่ยงไฮ้นีสเกิร์ล สัญลักษณ์อันเป็นมนต์เสน่ห์ของเเม็กกี้ ชูส์ ความงามเเห่งยุค1930 ในเวลา 21.00 น. 22.00 น. เเละ 23.00 น. พร้อมดื่มด่ำกับดนตรีเเจ๊สเพราะๆ ตั้งเเต่เวลา 21.00 น.ถึงเที่ยงคืน เเล้วสนุกกันต่อกับเพลงมันส์ๆ จากเหล่าดีเจของ เพนท์เฮาส์ ตั้งเเต่เวลาเที๋ยงคืนเป็นต้นไป   ต้อนรับทุกท่านฟรี โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเข้างาน ยืนยันการร่วมงานได้ที่ https://www.facebook.com/events/613225359185503/ รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถาม : Penthouse Bar + Grill โทร. 02-011-7480. 34th – 36th Floor, Park Hyatt Bangkok, 88 ถนน วิทยุ แขวง ลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330  

เทศกาลท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาพิเศษที่คุณไม่ควรพลาด โดยเฉพาะในภูมิภาคคันโตที่มีเทศกาลดอกไม้ไฟมากมายมาแต่งแต้มสีสันให้กับท้องฟ้ายามค่ำคืนโดยมีทัศนียภาพที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง การสวมชุดยูกาตะออกไปชมดอกไม้ไฟพร้อมกับรับลมเย็นๆ ยามค่ำคืน ถือเป็นเสน่ห์ของฤดูร้อนแบบฉบับญี่ปุ่นที่ต้องไปลองสัมผัสด้วยตัวคุณเองสักครั้ง ในวันนี้เรามีเทศกาลดอกไม้ไฟทั้งในโตเกียวและจังหวัดในภูมิภาคคันโตที่มีชื่อเสียงและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาฝากกัน เทศกาลดอกไม้ไฟโยโกฮาม่า Sparkling Twilight (คานากาวะ) ดื่มด่ำกับวิวยามค่ำคืนที่สวยงามของอ่าวโยโกฮาม่า พร้อมชมดอกไม้ไฟที่จุดอย่างตระการตามากกว่า 3,000 ดวง โดยมีความพิเศษคือการออกแบบโชว์โดยใช้ดอกไม้ไฟที่มีทั้งลวดลายสวยงามตามแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม และลวดลายที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ได้อย่างน่าสนใจ วัน: เสาร์ที่ 13 กรกฎาคม และอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562 เวลา: 19:30 - 20:00 น. สถานที่จัดงาน: สวนยามาชิตะ โยโกฮาม่าซิตี้ การเดินทาง: เดิน 5 นาทีจากสถานีรถไฟ Motomachi-Chukagai งานแสดงดอกไม้ไฟ แม่น้ำโทะเนะ ครั้งที่ 34 (อิบาระกิ) เทศกาลดอกไม้ไฟที่ขึ้นชื่อในเรื่องการแสดงประกอบเสียงดนตรี ที่เรียกกันว่า สตาร์ไมน์ (Starmine) อย่างตื่นตาตื่นใจเพราะมีการจุดดอกไม้ไฟมากกว่า 23,000 ดวงเริงระบำบนท้องฟ้าไปตามเสียงเพลง รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์แสนพิเศษที่ไม่เหมือนที่ไหนอย่างแน่นอน วัน: เสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2562 เวลา: 19:30 - 21:00 น. สถานที่จัดงาน: สวน Kasenjiki Green Park ริมแม่น้ำโทะเนะ การเดินทาง: ลงรถไฟที่สถานี Tobu-Dobutsukoen แล้วนั่งรถบัสต่ออีก 40 นาที เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ ครั้งที่ 42 (โตเกียว) ถือเป็นเทศกาลดอกไม้ไฟที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ในงานมีการจุดดอกไม้ไฟมากกว่า 20,000 ดวงอย่างสว่างไสวเหนือย่านอาซากุสะ ระหว่างชมการจุดดอกไม้ไฟคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองเก่าในย่านนี้ จึงให้ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปชมดอกไม้ไฟในสมัยเอโดะเลยทีเดียว วัน: เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 เวลา: 19:30 - 20:30 น. สถานที่จัดงาน: จุดแรก เริ่มจุดตั้งแต่บริเวณปลายสะพานซากุระ ไปจนถึงต้นสะพานโคโตโตอิ / จุดที่ 2 เริ่มจุดตั้งแต่บริเวณปลายสะพานโคมากาตะ ไปจนถึงต้นสะพานอุมายะ การเดินทาง: ลงรถไฟที่สถานี Asakusa แล้วเดินเท้าต่อ 15 นาที เทศกาลดอกไม้ไฟ อุทสึโนมิยะ 2019 (โทชิกิ) เทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคคันโต ในงานมีการจุดดอกไม้ไฟมากกว่า 30,000 ดวงแต่งแต้มท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองอุทสึโนมิยะ ในปีนี้จะจัดขึ้นในธีมสายสัมพันธ์หรือ Kizuna ที่นำดอกไม้ไฟหลากสีสันมาจุดร้อยเรียงสัมพันธ์กันเป็นเรื่องราวเพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้ชมอย่างไม่รู้ลืม วัน: เสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2562 เวลา: 18:30 - 20:30 น. สถานที่จัดงาน: สวน Dojojuku Greenspace อุทสึโนมิยะซิตี้ การเดินทาง: ลงรถไฟที่สถานี JR Utsunomiya จากนั้นต่อรถบัส 30 นาที แล้วเดินเท้าอีก 16 นาที ท่องเที่ยวภูมิภาคคันโตอย่างสนุกยิ่งขึ้นด้วย JR EAST PASS คันโตเป็นภูมิภาคขนาดใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ การเดินทางจะสะดวกสบายและคุ้มค่ายิ่งขึ้นหากคุณใช้ JR EAST PASS (Tohoku Area) เพราะสามารถขึ้นรถไฟสาย JR TOHOKU ได้แบบไม่จำกัดจำนวนเที่ยวเป็นเวลา 5 วัน จึงท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและเจาะลึกมากขึ้น โดยตั๋วผู้ใหญ่จำหน่ายในราคา 19,000 เยน และตั๋วเด็กราคา 9,500 เยน (ราคาสำหรับการซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่น ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ JR-EAST) รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ https://www.jreast.co.jp/e/eastpass_t/index.html คุณยังสามารถเดินทางได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยบริการจองที่นั่งบนรถไฟ JR-EAST ล่วงหน้าผ่านอินเตอร์เน็ตก่อนเดินทางมาประเทศญี่ปุ่น ได้ที่เว็บไซต์ https://www.eki-net.com/pc/jreast-shinkansen-reservation/English/wb/common/Menu/Menu.aspx

คนรักอาหารญี่ปุ่นพลาดไม่ได้กับร้านนี้อย่างเด็ดขาด จัดหนักจัดเต็มด้วยเมนูอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม จาก อาซากุสะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งโดย "ทานิฮาระ อาคิมิซึซัง" เจ้าของรางวัลเหรียญทอง “King of Tempura” ถึง 5 สมัยติดต่อกัน ซึ่งรางวัลนี้เปรียบเสมือนโนเบลแห่งวงการเทมปุระ เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับในวงการอาหารญี่ปุ่น ขอแนะนำจานเก่งของร้านคือ Akimitsu Tendon “อาคิมิซึ เทนด้ง”, Ebi Tendon “ เอบิ เทนด้ง” , Godaime Tendon “ ไกไดเมะ เทนดง” เทมปุระชิ้นโตๆ ที่วางบนข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ ราดด้วยโฮมเมดซอสรสกลมกล่อม ด้วยประสบการณ์การทำเทมปุระ เทนด้ง กว่า 128 ปี และการันตีความอร่อยด้วยรางวัลเหรียญทอง “Japan Donburi  Awards” 5 สมัยซ้อน จนทำให้ได้รับชื่อเสียงโด่งดังฉายา “King of Tempura” และได้ขยายสาขาไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว นอกจากเทมปุระแล้ว ทางร้านยังได้คิดค้นสูตรความอร่อยหลากหลายเมนูและเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพทั้งสดและใหม่ อิมพอร์ตมาจากญี่ปุ่น อาทิเช่น เอบิ เทนด้ง, ปูนิ่ม เทนด้ง, ไกไดเมะ เทนด้ง, ทามาโกะยากิปู, เต้าหู้เทมปุระ, โคโรเกะปู, สลัดอาคิมิซึ, สลัดแซลมอน, โวคาโนโรล, แซลมอนซาซิมิ, สเต็กปลาหิมะ, ทงคัตสิหมู, อะคิมิซึ เทมปุระ และยังมีเมนูของหวานแสนอร่อย อย่างเช่น ทิรามิสุชาเขียว และ เมลอนโซดาโฟลท ซึ่งตอนนี้ อาคิมิซึ เทนด้ง ได้เดินทางมาเปิดสาขาที่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชิญลิ้มลองรสชาติความอร่อยได้ที่ ห้างสรรพสินค้าแพชชั่น ช๊อปปิ้ง เดสติเนชั่น ชั้น 1 จังหวัดระยอง  

กลุ่มโรงแรมอนันตรา เตรียมรุกตลาดโรงแรมหรู บนเกาะมอริเชียสกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยประกาศเปิดตัว ‘อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท’ (Anantara Mauritius Resort) ที่พักสุดหรูแห่งใหม่บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ โดยมีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ของปี 2562 นี้ รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาชายฝั่งแบบบูรณาการ ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติเซอร์ ซีวูซากูร์ รามกูลัม (Sir Seewoosagur Ramgoolam International Airport) เพียง 15 นาที และอยู่ใกล้กับอุทยานทางทะเลบลูเบย์ (Blue Bay Marine Park) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการอนุรักษ์ ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอินเดียที่ใสราวคริสตัล และหาดทรายขาวละเอียด อีกทั้งแนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบลูเบย์ ทำให้ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสุดยอดของจุดหมายปลายทาง ของผู้ชื่นชอบการดำน้ำอีกด้วย   อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท มีห้องพักและห้องสวีทรวมทั้งหมด 164 ห้อง โดยมีพูลวิลล่าสุดหรู 8 หลัง แบ่งเป็น พูลวิลล่าแบบสองห้องนอน จำนวน 2 หลัง และพูลวิลล่าแบบสี่ห้องนอน จำนวน 6 หลัง ซึ่งวิลล่าเหล่านี้จะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 สิ่งอำนวยความสะดวกที่รีสอร์ท ไม่ว่าจะเป็น ห้องอาหารสไตล์กริลล์และซีฟู้ด ซี.ไฟร์.ซอลท์ (Sea.Fire.Salt) ที่มีบริเวณเอาท์ดอร์เป็นสนามหญ้าและชายหาด ห้องอาหารแบบออลเดย์ไดน์นิ่ง ห้องอาหารส่วนตัวพร้อมห้องเก็บไวน์ คาเฟ่ที่เน้นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บาร์เครื่องดื่มบริเวณริมสระว่ายน้ำและชายหาด รวมถึงสระว่ายน้ำแบบโอโซนความยาว 30 เมตร ห้องออกกำลังกาย อนันตราสปา และคิดส์คลับ รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบสร้างสรรค์โดย กราวด์ เคนท์ (Ground Kent Architects) บริษัทออกแบบชื่อดังจากออสเตรเลียที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ร่วมกับสำนักงานสถาปัตยกรรมของมอริเชียส (the Office of Global Architecture) และนักออกแบบตกแต่งภายใน จาก อบาคัส ดีไซน์ (Abacus Design) ประเทศไทย การออกแบบรีสอร์ทแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของการหลอมรวมประเทศ โดยได้รับอิทธิพลการออกแบบจากมรดกทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ดังที่เห็นได้จากเมืองพอร์ตหลุยส์ (Port Louis) ซึ่งเป็นเมืองหลวง และสถาปัตยกรรมอีกมากมายโดยรอบเกาะ วัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่นมีความสำคัญ ในการช่วยให้รีสอร์ทมีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ และด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล ทำให้ได้บรรยากาศที่ผ่อนคลายในแบบของบ้านริมทะเลเขตร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความรู้สึกโมเดิร์นอย่างชัดเจน   การใช้แสง การตกแต่งด้วยหินบะซอลต์และหินภูเขาไฟ ขอนไม้ ผสานลวดลายแพทเทิร์นระลอกคลื่น และโทนสีทรายธรรมชาติ ช่วยให้บรรยากาศในร่มและกลางแจ้งเกิดความกลมกลืน ผืนผ้าและงานศิลปะที่ได้รับการคัดสรรมาสำหรับตกแต่งห้องพัก เป็นการผสมผสานระหว่างคู่สีตรงข้ามทั้ง สีส้ม น้ำเงินสด และสีเหลือง เพื่อสื่อถึงกับน้ำทะเลสีฟ้าใสราวคริสตัลในอ่าวบลูเบย์ หาดทรายสีทอง และสีสันยามพระอาทิตย์ตกในตำนาน   แขกผู้มาพักจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารแบบครีโอลดั้งเดิม (creole cooking) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจากหลากหลายชาติ อาทิ ฝรั่งเศส สเปน แอฟริกาตะวันตก อเมริกันอินเดียน เฮเตียน เยอรมัน และอิตาเลียน ไปจนถึงอาหารแบบไฟน์ไดน์นิ่ง ที่ผสมผสานประสบการณ์อาหารแบบ ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา โดยวัตถุดิบและส่วนผสมส่วนใหญ่จะมาจากในพื้นที่ เนื่องจากมอริเชียสมีดินที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก อีกทั้งล้อมรอบด้วยมหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นเยี่ยม   เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของแบรนด์อนันตราที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทางรีสอร์ทจะใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการทำน้ำร้อนในห้องพักทุกห้องเพื่อลดการใช้พลังงาน และยังมีโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ การปลูกพืชท้องถิ่นในโรงแรม การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เพื่อการชลประทานและการทำความสะอาด การนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ในการตกแต่งรีสอร์ท รวมถึงการงดใช้หลอดพลาสติก ซึ่งเป็นมาตรฐานของโรงแรมเครืออนันตราทั่วโลก และในอนาคตอาจมีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ สำหรับซัพพลายเออร์ของห้องอาหารของรีสอร์ท มอริเชียส เป็นประเทศเล็กๆ มีลักษณะเป็นเกาะ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย และเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความหลากหลายของพืชและสัตว์สายพันธุ์ท้องถิ่น ที่มีอยู่บนเกาะแห่งนี้เท่านั้น โดยเฉพาะ “นกโดโด” (dodo) นกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งได้สูญพันธุ์ไปในราวยุค1600 ซึ่งเกาะมอริเชียสนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเฉพาะแห่งเดียวของมัน เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ ผู้มาเยือนสามารถเช่าเรือเพื่อตกปลาทะเลน้ำลึก เพลิดเพลินกับการพายเรือคายัคที่ท้องเรือเป็นกระจกใส ชมน้ำทะเลสีฟ้าใส ดำน้ำตื้นชมปะการังได้ด้วย ดูนกบนเกาะใกล้เคียง การสำรวจสวนพฤกษศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย กอล์ฟเป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกรายการหนึ่งสำหรับผู้มาเยือน บนเกาะแห่งนี้มีสนามกอล์ฟที่มีทัศนียภาพสวยงามให้เลือกกว่า 12 แห่ง รวมถึงสนามกอล์ฟ 18 หลุม พร้อมวิวทะเล ห่างจากรีสอร์ทเพียง 30 นาที ส่วนนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบวัฒนธรรม จะได้เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และสำรวจบ้านยุคอาณานิคมที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ด้วยระเบียงกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบทรอปิคอล   แขกของอนันตราจะสามารถเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ทิวทัศน์อันงดงาม รวมถึงกิจกรรมผจญภัย ได้บริเวณทางตอนใต้ของเกาะ อาทิ เมืองมาเฮบอร์ก (Mahebourg) เมืองหลวงแห่งแรกของมอริเชียส ใช้เวลาขับรถเพียง 15 นาที จากรีสอร์ท เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับตลาดท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการ และการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ห่างออกไปอีกเล็กน้อย คือ อุทยานแห่งชาติ แบล็ค ริเวอร์ จอร์จ (Black River Gorges National Park) มีน้ำตกและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะแก่การเดินป่า ส่วนกิจกรรมสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยก็มีทั้ง รถเอทีวี และซิปไลน์