TOP
h
  /  LIFESTYLE

ประดิษฐกรรมเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดของโอริส กำเนิดขุมพลังงานด้วย กลไกที่พัฒนาขึ้นเองของโอริส ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ กลไก สเกเลตันที่เปลือยเปล่า คาลิเบอร์ 115 ได้เผยให้เห็นการทำงานของพลังงานสำรองแบบ 10 วัน และหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรงที่อยู่ภายใน ความหรูหราแบบร่วมสมัยที่มุ่งเน้นถึงคุณค่าอมตะในด้านรูปแบบที่งดงามตามกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลสวิส เราอยู่กับวิศวกรอาวุโสด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโอริส Lukas Bühlmann (ลูคัส บุลห์แมนน์) ผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิต Oris Big Crown ProPilot X Calibre 115 อะไรคือ สาระสำคัญของการออกแบบที่อยู่เบื้องหลังนาฬิการุ่น Big Crown ProPilot X Calibre 115? ท้ายที่สุดแล้วใจความสำคัญก็คือ การขับเคลื่อนนาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสไปสู่คนรุ่นต่อไป เราผลิตนาฬิกาสำหรับนักบินให้กับเหล่านักบินชาวอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อะไรคือความร่วมสมัย ความหรูหรา ที่นาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสควรจะมี? อะไรเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ในการดำเนินการตามใจความ สำคัญ? หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การคำนวณหาวิธีในการรักษาสมดุลระหว่าง ตัวเรือนตามแบบประเพณีนิยม และกลไกไว้ได้อย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งคือจะออกแบบนาฬิกาให้มีความทันสมัยได้อย่างไร โดยที่ไม่ใช่นาฬิกาแนวแฟชั่น? เราต้องการที่จะสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีความร่วมสมัย โดยที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้ แม้ว่ากระแสความนิยมตามยุคสมัยจะเปลี่ยนไป คุณหาแรงบันดาลใจได้จากที่ใด? การบินและสถาปัตยกรรม แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังประดิษฐกรรมเรือนเวลาเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยกลไก และเราทำให้รูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมมีความแข็งแกร่ง บาร์เรลที่เปลือยต้องดึงดูดสายตาคุณเป็นลำดับแรก ตามด้วยสะพานจักร และเมื่อนั้นคุณก็จะเริ่มเห็นถึงรายละเอียดของล้อเฟือง ตัวเรือนนั้นเปรียบเสมือนเครื่องบินปฏิบัติการลับ ที่มีปฏิสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้นต่อกันระหว่างกลไกที่มีการเคลื่อนไหว และองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่คงที่ มีคุณลักษณะแนวฟิวเจอร์ริสติคในการออกแบบ – นั่นเป็นความตั้งใจหรือไม่? ผมไม่เรียกมันว่าการออกแบบแบบฟิวเจอร์ริสติค แต่เป็นงานออกแบบที่มุ่งสู่อนาคต โอริสมีประวัติศาสตร์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับนักบินมาอย่างยาวนาน และคุณก็สามารถที่จะเห็นได้ในการออกแบบซึ่งมีความสำคัญ มันยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโอริส คุณค่าของการออกแบบที่งดงาม รวมถึงกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลที่มีมาอย่างยาวนาน คุณคิดว่านี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่ใช่นาฬิกาสำหรับนักบินแบบธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ นี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินเรือนแรกของโอริสที่ไม่มีตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัด แต่ดีเอ็นเอที่เกี่ยวกับการบินยังคงมีอยู่ในรายละเอียดอย่างครบถ้วน เราใช้ไทเทเนียมสำหรับตัวเรือนนาฬิกา เพราะมีน้ำหนักที่เบามาก สิ่งที่ทำให้นาฬิกาสำหรับนักบินเรือนนี้มีความพิเศษก็คือคุณลักษณะทางด้านเทคนิค เทคโนโลยีเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังในเรื่องของการบินทุกวันนี้ อะไรคือสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในเรื่องของการออกแบบนาฬิกาสเกเลตัน? สิ่งที่สำคัญที่สุดประการแรกคือความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค นี่คือสิ่งที่จะอยู่คู่กับตัวดีไซเนอร์อยู่เสมอตลอดกระบวนการออกแบบ การออกแบบและฟังก์ชั่นต่างๆ ต้องทำงานร่วมไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นคุณต้องคิดหลายระดับในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทุกชิ้นส่วนมารวมกัน คุณจะได้รูปแบบอย่างที่คิดไว้ โดยรวมแล้วด้วยการคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ทำให้การทำงานต้องใช้เวลานานด้วยเช่นกัน บางครั้งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาบ้างหรือไม่? มี อย่างแน่นอน บางครั้งคุณต้องการออกแบบบางสิ่งไปในทางหนึ่ง แต่ไม่นานคุณก็จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค มันเป็นเรื่องของการปรับให้เหมาะสม ยิ่งคุณมีความเข้าใจในหลักของการออกแบบมากเท่าใด คุณก็จะยิ่งหาทางออกได้เร็วยิ่งขึ้น อะไรเป็นสิ่งที่นาฬิกาเรือนนี้จะบอกให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องความหรูหราในแบบของโอริส? ความจริงก็คือสำหรับโอริสนั้น ความหรูหราเป็นเรื่องของการดำเนินตามแนวทางของตัวเอง นั่นเพราะมันเป็นเส้นทางที่เรายึดถือ ในทางปฏิบัติแล้วนั่นหมายถึง เราออกแบบนาฬิกาขึ้นสำหรับผู้ที่ตั้งคำถาม และต้องการหาประสบการณ์ชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ประดิษฐกรรมแห่งเวลาของเราได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางผู้ซื่อสัตย์สำหรับการผจญภัยไปชั่วชีวิต ไม่ว่าคุณไปที่ไหน นาฬิกาโอริสของคุณก็จะติดตามคุณไปเสมอ อะไรที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ออกแบบมาได้ดี? รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ – ทุกมุมมองของตัวเรือน วิธีการที่สายนาฬิกาผสานเข้ากับตัวเรือนได้อย่างกลมกลืน การตัดสินใจที่จะมองข้ามตัวเลขบอกเวลา บ่าป้องกันมะยม สะพานจักร วงแหวนของหน้าปัดเซาะร่องแบบใบพัดเครื่องยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย มันเป็นการที่ทุกสิ่งมารวมกัน ดังนั้นคุณจะไม่เห็นมันเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่คุณจะเห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ทำให้รูปแบบของนาฬิกาเรือนนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ คุณทำงานตามหลักการออกแบบที่ว่า ‘รูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอย - form follows function’ ใช่หรือไม่? นาฬิกาควรจะต้องมีความหมาย และประกอบด้วยกลไกซับซ้อนที่มีประโยชน์ ส่วนรูปลักษณ์ของนาฬิกาก็ควรสะท้อนถึงสิ่งที่มันเป็น แต่คำว่ารูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอยนั้น มันฟังดูไม่มีความยืดหยุ่นเท่าไร อีกครั้งถ้าการ ‘ก้าวตามวิถีทางของตัวเอง’ เป็นแนวปณิธานของคุณแล้ว คุณจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกฎใดกฎหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ Big Crown ProPilot X Calibre 115 จะบอกถึงเกี่ยวกับการออกแบบของโอริส? ผมคิดว่ามันจะบอกได้ถึงสองประการ คือ เราไม่กลัวที่จะขยายขอบเขตของเรา และเราชำนาญในการรวมเอาทักษะความเชี่ยวชาญต่างๆ เข้าด้วยกัน จำนวนสมาชิก 10 คนที่อยู่ในทีมมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการออกแบบกลไก ตัวเรือน และสายนาฬิกา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกา ชิ้นส่วนเล็กๆหลายชิ้นถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเราทั้งหมดทุกคนภาคภูมิใจในผลลัพธ์ที่ออกมา รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน ไทเทเนียม แบบประกอบหลายชื้นส่วน ขนาด 44.00 มิลลิเมตร (1.732 นิ้ว) หน้าปัด สเกเลตัน วัสดุเรืองแสง เข็มนาฬิกา และขีดบอกเวลาเคลือบสาร Super-LumiNova® กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ คริสตัล โค้งรูปดดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลัง ไทเทเนียม ขันสกรู กระจกแซฟไฟร์ คริสตัล เผยให้เห็นกลไกภายใน อุปกรณ์ปรับตั้งเวล่า มะยมนิรภัยแบบขันเกลียวทำด้วยไทเทเนียม สายนาฬิกา สายไทเทเนียมแบบประกอบหลายชิ้น หรือ สายหนังสีดำ พร้อมเฟืองล็อคสายทำจากไทเทเนียมแบบ ‘ดึงขึ้น’ การกันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร)     สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555.

LYN (ลิน) แบรนด์ แอคเซสซอรี่ กระเป๋า และรองเท้า ที่อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันและดีไซน์หลากหลาย ผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ สู่แรงบันดาลใจในการออกแบบที่ตอบโจทย์ทุกลุคของสาวยุคใหม่ ภายใต้เครือบริษัท ยัสปาล จำกัด หลังจากประสบความสำเร็จด้วยการเข้าไปครองใจบรรดาแฟชั่นนิสต้า กับปรากฏการณ์เปิด Concept Store ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เมื่อปี 2018 และขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ในปี 2019 นี้ ‘LYN’ ได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “DAVIKA FOR LYN” คอลเล็คชั่นแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall / Winter 2019 ที่ได้ดาราสาวไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่’ มาเป็นมิวส์ในการสรรสร้าง และร่วมถ่ายทอดทุกความงดงาม พร้อมเป็นต้นแบบให้กับผู้หญิงยุคใหม่ที่รักในการเป็นตัวเอง มีรสนิยมทันสมัย และเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมั่นใจ การกลับมาครั้งนี้ LYN (ลิน) สร้างประสบการณ์แห่งสีสันให้กับแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall / Winter 2019 ด้วยการวาดลวดลาย และถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์อันงดงามผ่านกระเป๋า รองเท้า ที่แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ตัวตนของหญิงสาวที่ทันสมัย เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและพลังแห่งความมั่นใจ เรื่องราวของคอลเลกชันถูกบรรจงเนรมิตลงท่ามกลางตัวแทนหญิงสาวผู้ซึ่งเป็นไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่’   “สำหรับปีที่ 18 ของ LYN ในปีนี้ต้องบอกเลยว่าเราเติบโตจากการเป็นแบรนด์แฟชั่นแอคเซสซอรี่แถวหน้าของไทย และไปได้ไกลมากยิ่งกว่าปีที่ผ่านมานี้มากค่ะ โดยแบรนด์ LYN ของเราในตอนนี้ นอกจากได้รับการยอมรับและความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในต่างประเทศแล้ว เรายังขยายสาขาไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย สามารถนำแบรนด์ขยายไปได้ไกล โดยเรามีช็อป LYN อยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเวียดนาม-กัมพูชา และขยายไปถึงอินเดีย ปีนี้รวมมากกว่า 50 สาขา โดยเรายังไม่หยุดยั้งที่จะขยายการเติบโตทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอีกเป็น 80 – 100 สาขาเร็วๆ นี้” คุณสุวิตา สิงห์สัจจเทศ Group Brand Director บริษัท ยัสปาล จำกัด กล่าว คอลเลกชันนี้มีการหยิบยืมเทรนด์รันเวย์ที่กำลังมาแรงและตีความใหม่ ให้มีความจับต้องได้มากขึ้น สื่อให้เห็นฟังก์ชันและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งเอฟรี่เดย์ลุค ปาร์ตี้ลุค จนถึงออฟฟิศลุค คีย์พีซชิ้นสำคัญมาในโทนสีที่ทั้ง bright และ bold พร้อมด้วยการเล่นกับโลโก้ดีไซน์ใหม่ ที่ดูโมเดิร์นกว่าครั้งไหนๆ อาทิ กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’ ที่บุลายโลโก้แบรนด์ทั่วทั้งใบ รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’ ที่นำโลโก้แบรนด์แนวตั้งมาประดับกับสายรัดด้านหน้า สนีคเกอร์ทรงชังกี้แบบยุค 90 รุ่น ‘Barbados Logo’ ที่สกรีนโลโก้แบรนด์สไตล์สปอร์ตขนาดใหญ่ที่ด้านข้าง ในส่วนของกระเป๋าถือขึ้นรูปทรงคางหมูที่ขาดไม่ได้ทุกซีซั่น พบกับรุ่น ‘Grazzie’ ดีไซน์ที่ให้อารมณ์ ‘urban sophistication’ มาในสีน้ำเงินเนวี่บลูและแดง พร้อมชาร์มกุญแจสีทองที่เป็นกิมมิคสุดโปรดของสาวๆ หลายคน และรุ่น ‘Versa M’ ในโทนสีเบสิคอย่างชมพู ขาว และดำ     กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’     รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’     ‘Grazzie’ อีกหนึ่งจุดเด่นของซีซั่นนี้คือการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ ทำให้เกิดไอเท็มที่มีความโดดเด่นสะดุดตาเหมาะกับปาร์ตี้เกิร์ลตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นการนำคริสตัลมาปรับดับเรียงรายบนรองเท้ารุ่นไอคอน ‘Sabella Jewel’, รองเท้ารัดส้นสุดหรูหรา ‘Callasmaria’ และสายคาดประดับคริสตัลบนชังกี้สนีคเกอร์รุ่น ‘Bermudah’ ที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับคอลเล็กชันนี้ได้มากที่สุด ไปจนถึงวัสดุที่เล่นกับแสงไฟอย่างส้นสูงสายรัดเมทัลลิกสีเงิน ‘Arabesque’ แพลตฟอร์ม peep-toe รุ่น ‘Soho’ ที่มาในสีโทนแชมเปญ ระยิบระยับด้วยฟินิชแบบกลิตเตอร์/เมทิลลิก     ‘Sabella Jewel’     ‘Callasmaria’     ‘Bermudah’     ‘Arabesque’ พบกับคอลเลกชันแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall-Winter 2019 กระเป๋า รองเท้า และแฟชั่นแอคเซสเซอรี่ชิ้นอื่นๆ จาก DAVIKA FOR LYN ได้แล้ววันนี้ที่ LYN บูทีคทุกสาขา

Ecua - Andino (เอกวา อันดิโน) แบรนด์หมวกลักชัวรี่ทำมือทุกขั้นตอน ดำเนินธุรกิจสินค้าแฟชั่นมาตั้งแต่ปี 1983 เป็นแบรนด์หมวกปานามาอันดับต้นๆ ที่มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 2,800 แห่งทั่วโลก ทีมงาน Ecua - Andino ได้มีโอกาสร่วมงานแฟชั่นระดับโลก และเป็นแบรนด์แรกที่ผสมผสานศิลปะแบบเอกวาดอร์กับดีไซเนอร์มากฝีมือ เพื่อสร้างสรรค์หมวกหลากหลายรูปแบบ จนเป็นที่ชื่นชอบของแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ล่าสุด “Ecua–Andino” (เอกวา-อันดิโน) แบรนด์หมวกปานามาชื่อดังสัญชาติเอกวาดอร์นี้ ได้ร่วมคอลลาบอเรชั่น กับ “ห้างเซ็นทรัล” ออกแบบคอลเลกชั่นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อห้างเซ็นทรัลโดยฉพาะ เปิดตัวคอลเลกชั่นล่าสุดภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai Breeze” (ไทย บรีซ) โดยคีย์หลักของคอลเลกชั่น ได้สะท้อนกลิ่นอายความเป็นไทย ผ่านเทคนิคต่างๆ บนหมวกแต่ละใบ ซึ่งครีเอทลูกเล่นรูปแบบใหม่ ขบถจากความจำเจเดิมๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอคลาสสิกของแบรนด์ที่ดูโก้ สวมใส่ได้ในทุกโอกาส ธาพิดา นรพัลลภ ออมนิ-ชาแนล เมอร์ชั่นไดซิ่ง ไดเร็กเตอร์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหันมาแต่งตัวมากขึ้น ทุกคนต่างสนุกที่จะได้มิกซ์แอนด์แมชท์เสื้อผ้าในแบบที่ชอบ จนกลายเป็นสไตล์ของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่เสื้อผ้า แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อเสริมลุคสวยเท่ได้คงหนีไม่พ้นเครื่องประดับต่างๆ อย่างแว่นตา สร้อยคอ แหวน หรือหมวกหลากหลายทรง โดยเฉพาะหมวกปานามา ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยฟังก์ชั่นในการใช้งาน ที่สามารถสวมได้แทบทุกโอกาส และรูปทรงที่คลาสสิก จึงเป็นที่นิยมในหมู่แฟชั่นนิสต้าทุกเพศทุกวัย และเพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายของคนรักแฟชั่น ห้างเซ็นทรัลจึงได้เป็นตัวแทนจำหน่ายหมวกปานามา เอกวา-อันดิโน (Ecua–Andino) อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ทำให้ลูกค้าสามารถลอง หรือเลือกแบบที่ชอบได้จากสินค้าจริง ในราคาสมเหตุผล และในการเป็นพันธมิตรอันแน่นแฟ้นนี้ ห้างเซ็นทรัลภูมิใจที่ได้แบรนด์ เอกวา-อันดิโน สร้างสรรค์คอลเลกชั่นหมวกปานามาสุดพิเศษสำหรับห้างเซ็นทรัล ในชื่อ ‘Thai Breeze’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม และรอยยิ้มของคนไทย ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านจะชื่นชอบ”  ด้าน มร.อเลฮานโดร เลกาโร (Alejandro Lecaro) CEO แบรนด์ เอกวา อันดิโน กล่าวว่า “ถือเป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์ เอกวา อันดิโน ที่ได้ร่วมงานกับห้างเซ็นทรัล นับตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา และในครั้งนี้เมื่อได้รับเชิญให้ออกแบบคอลเลกชั่นสำหรับห้างเซ็นทรัลโดยเฉพาะ จึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลงทันที ความท้าทายในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้อยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เหมาะกับห้างเซ็นทรัล และต้องสื่อถึงความเป็นไทยร่วมสมัย แต่ไม่หวือหวาเกินไป และยังคงไว้ด้วยความคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเป็นที่มาของคอลเลกชั่น “Thai Breeze” โดยหยิบความประทับใจในวัฒนธรรมของไทย ภาษาไทย และรอยยิ้มอันอ่อนโยน ที่พบได้ทุกที่ทั่วไทย เสมือนสายลมที่พัดผ่านรอบตัว" จุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้ คือการใส่ความเป็นไทยคัลเจอร์ สะท้อนภาพลักษณ์ของคนไทยที่สนุกกับการแต่งตัว กล้าโชว์ความเป็นตัวเอง แต่ยังอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดีงาม โดยใช้เทคนิคการเย็บขลิบขอบปีกหมวกดูขี้เล่น หรือการใช้สีเอิร์ธโทนของริบบิ้นที่ดูสุขุมลุ่มลึก หรือการใช้ริบบิ้นที่ยาวกว่าปกติสำหรับคนขี้เบื่อ ให้สามารถสร้างสรรค์การผูกริบบิ้นได้อย่างอิสระ และการเพ้นท์ลายมวลดอกไม้สีสันสดใส ล้วนเป็นลูกเล่นที่เหมาะกับภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างปฎิเสธไม่ได้” อเลฮานโดร กล่าวต่อว่า “ด้วยรูปทรงคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย สามารถผสมผสานได้กับทุกลุคทุกสไตล์ และที่สำคัญเราคัดสรรวัสดุคุณภาพเยี่ยมจากต้นปาล์มโทคิยา ในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นปาล์มที่มีคุณสมบัติให้เส้นใยอ่อนนุม แต่มีความทนทานสูง เมื่อนำมาสานด้วยมือจึงมีความละเอียดประณีตสวยงาม สะท้อนความเป็นต้นกำเนิดหมวกปานามา ที่มาจากประเทศเอกวาดอร์ได้อย่างลึกซึ้ง”   ห้างเซ็นทรัลขอเชิญเหล่าหมวกปานามาเลิฟเวอร์ ร่วมชมคอลเล็กชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Thai Breeze” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ลาดพร้าว, บางนา, ปิ่นเกล้า, เฟสติวัลสมุย, ภูเก็ต, ป่าตอง และเซน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStrore

บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์  เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือกับ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นำเสนอมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยโฉม “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ” เรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของแมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนับเป็นเรสซิเดนซ์ระดับหรูของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป ลำดับที่ 7 ของโลก นำเสนอนิยามใหม่แห่งโครงการสถาปัตยกรรมที่เลอค่าระดับตำนานซึ่งเพียบพร้อมด้วยมาตรฐานบริการระดับสูงอันเป็นเอกลักษณ์และตำนานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ตั้งอยู่บนทำเลทองในพื้นที่ของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม เวิลด์คลาสเดสติเนชั่นแห่งใหม่และความภาคภูมิใจของของชาวไทยที่พร้อมต้อนรับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนทั่วโลกอย่างภาคภูมิ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นำเสนอห้องชุดพักอาศัยสุดหรูริมแม่น้ำที่ตกแต่งอย่างหรูหราเหนือระดับจำนวน 146 ยูนิต โดยมีทั้งแบบ 2 และ 3 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 130 – 230 ตารางเมตร รวมถึงห้องเพนท์เฮาส์และดูเพล็กซ์เพนท์เฮาส์ขนาด 380 – 710 ตารางเมตร พร้อมลิฟต์ส่วนตัว เพดานห้องโปร่งสบายด้วยความสุงถึง 3.2 เมตร และมอบพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้พักอาศัยที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการห้องชุดชั้นนำแห่งอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่แห่งการอยู่อาศัยที่หรูหราอย่างแท้จริง นอกจากการได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดสุดหรู สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของห้องชุดโครงการคือการได้รับเชิญเป็นสมาชิก Residences Elite Programme ของแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งจะได้รับบริการชั้นเลิศจากพนักงานจอดรถในโซนห้องชุดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อเข้าใช้บริการห้องพักโรงแรมในเครือแมนดาริน โอเรียนเต็ล ทั่วโลก และสิทธิ์ลูกค้าระดับวีไอพีเมื่อซื้อสินค้าและรับบริการต่าง ๆ จากร้านค้า   แบรนด์ดังภายในโครงการไอคอนสยาม นายคีรินทร์ ชูธรรมสถิตย์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจงานอสังหาริมทรัพย์และบริการ  บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า “บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างสู่เมืองไทย นับแต่เริ่มต้นพัฒนาโครงการนี้ เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการเรสซิเดนซ์ที่จะเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย ออกสู่สายตาทั่วโลก ทั้งความเป็นเลิศทั้งในแง่สถาปัตยกรรม เทคโนโลยี และงานออกแบบบนมาตรฐานและรายละเอียดขั้นสูงสุด พร้อมบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟและสถานะแห่งการอยู่อาศัยอันงามสง่าสมศักดิ์ศรีโครงการเรสซิเดนซ์ซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุดของโลก  จึงไม่น่าแปลกใจที่มีห้องชุดเหลือจำกัดเพียงไม่กี่ยูนิตซึ่งเป็นที่สนใจของผู้ซื้อที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการลงทุน” “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องตรงข้ามกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อันเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่มีชื่อเสียงระดับตำนานของไทย” มร. ริชาร์ด เบเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ แมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป กล่าว “ในฐานะโครงการเรสซิเดนซ์หรูภายใต้การบริหารงานของ แมนดาริน โอเรียนเต็ล แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ พร้อมมอบบริการแห่งการอยู่อาศัยที่เหนือชั้นระดับตำนานอันเป็นแบบฉบับของแบรนด์แมนดาริน โอเรียนเต็ล เพื่อสรรค์สร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดีเยี่ยมอย่างแท้จริงแก่เจ้าของห้องชุด โครงการแห่งใหม่ล่าสุดของแมนดาริน โอเรียนเต็ล โฮเต็ล กรุ๊ป นี้ จึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของเรสซิเดนซ์ระดับหรูในเมืองไทย รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน” นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวเสริมว่า “เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีความโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเปี่ยมเสน่ห์ภายในโครงการไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์อันเป็นนิรัดร์และเป็นศูนย์รวมความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมไลฟ์สไตล์ ร้านอาหารชั้นเลิศของไทย และร้านค้าแบรนด์ดังจากทั่วโลกซึ่งผู้มาเยือนสามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายจากหลายเส้นทาง ซึ่งทำให้ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่เปี่ยมด้วยความสวยงามและสมศักดิ์ศรีของเมืองไทยในปัจจุบัน” จอยซ์ แวง ดีไซเนอร์ชาวฮ่องกงเจ้าของรางวัลระดับโลก ได้สร้างนิยามแห่งการพักอาศัยที่หรูหราผ่านการตีความการออกแบบแนวใหม่ผ่านการรังสรรค์พื้นที่เพื่อการอยู่อาศัย การจัดแสง และการเลือกใช้วัสดุที่โดดเด่น ผสานการใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับโครงการแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น และผลิตโดยช่างฝีมือชั้นสูงอย่างพิถีพิถันจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้โครงการมีภาพลักษณ์ที่สวยงามและพิเศษไม่ซ้ำกับโครงการใด สำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร สะท้อนถึงความงดงามและสุนทรีภาพของเอกลักษณ์ในสิ่งก่อสร้างโบราณของไทย ซึ่งผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจจากการล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้พระยาเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้ห้องชุดทุกยูนิตสามารถเปิดรับทัศนียภาพอันงดงามของคุ้งน้ำจรดเส้นขอบฟ้าของมหานครกรุงเทพฯ อันยิ่งใหญ่แบบไร้สิ่งบดบัง พร้อมมอบพื้นที่สวนสวยเพื่อการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัวกว่า 1,600 ตารางเมตร เพื่อให้การอยู่อาศัยที่ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ คือความสง่างามและสภานะอันภูมิฐานของผู้อยู่อาศัยทุกคน ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา ทำให้โครงการเรสซิเดนซ์มูลค่า 11,000,000,000 บาทแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโครงการไอคอนสยาม ศูนย์รวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โปรแกรมความบันเทิงสมัยใหม่ ตลอดจนร้านค้าแบรนด์ดัง ร้านอาหารชั้นเลิศ และศิลปวัฒนธรรมไทยอันงดงามแบบครบวงจรด้วยมมูลค่าโครงการรวมถึง 54,000,000,000 บาท คืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของเมืองไทยที่แท้จริง หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์  https://www.moresidencesbangkok.com 

ดีเจแคช มันนี่ (DJ Cash Money) ดีเจผู้เป็นตำนาน กับประสบการณ์การเล่นแผ่นเสียงในระดับบนของนิวยอร์ก มาตั้งแต่ยุคทองของดนตรีฮิปฮอป เเละนับตั้งแต่ปี 2527 ดีเจเเคช มันนี่  ได้เป็นผู้บุกเบิก ศิลปะดนตรีแนวเทิร์นเทเบิลริซึ่ม (Turntablism) ซึ่งใช้การใส่ลูกเล่นกับแผ่นเสียงเพื่อแทนเสียงขับร้อง เเละเป็นแนวดนตรีที่ชื่นชอบของดีเจชั้นนำมากมาย อาทิ ดีเจแจ๊สซี่ เจฟฟ์ กับ เดอะเฟรช ปรินซ์ (DJ Jazzy Jeff and the Fresh Prince), เอ็มซี คูล บรีซ สตีฟ (MC Kool Breeze Steve), เอ็มซี มาร์เวลัส (MC Marvelous) และดีเจแกรนด์ วิซาร์ด ราชีน (DJ Grand Wizard Rasheen) ดีเจแคช มันนี่ เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในโลกของดีเจ เขาเป็นที่รู้จักในวงการเพลงในฐานะ ดีเจ, นักเล่นเพลงเทิร์นเทเบิล รวมถึงนักแต่งเพลง เขาได้ประพันธ์และสร้างดนตรีผสม (remixed) ให้กับศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง สนูปดอกก์ (Snoop Dogg), บุสตา รีห์มส์ (Busta Rhymes), พับลิก อีเนมี (Public Enemy), แมนทรอนิกซ์ (Mantronix) และพีเอ็ม ดอว์น (PM Dawn) และเป็นที่รู้จักในฐานะสุดยอดดีเจหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเทียบได้ ในวงการดนตรีแนวเทิร์นเทเบิล ที่คว้ารางวัลชนะเลิศถึงสองครั้งในปีเดียวกัน โดยกวาดเอารางวัลชนะเลิศทั้ง 3 รางวัลมาครอง ได้แก่ The New York Music Seminar DJ Battle ที่ นิวยอร์ก, The DMC American DJ Championships ที่ อเมริกา และ The DMC World DJ Championships ที่ลอนดอน เเละเป็นดีเจคนแรก ที่ถูกจารึกนามไว้ในหอเกียรติยศของดีเจ (Technics DJ Hall of Fame) เตรียมพบกับสุดยอดดีเจชื่อดังระดับโลก ดีเจแคช มันนี่ จะมาสปินเเผ่นให้ฟังกันสดๆ ที่ เชาว์ คาเฟ่ เเอนด์ บาร์ (CHOW Cafe & Bar) แหล่งสังสรรค์แห่งใหม่ย่านทองหล่อ ณ โรงแรมเมโทรโพล กรุงเทพฯ (Metropole Bangkok) ที่จะมอบบรรยากาศอันหรูหราและอบอุ่น ในสไตล์จีนร่วมสมัย ผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมตะวันออกเเละตะวันตก ที่มาพร้อมนิยามเก๋ไก๋ ‘บริสโทรเธ็ค’ (Bristrotheque) ด้วยการตกแต่งสไตล์นิวยอร์คลอฟท์แบบโมเดิร์น ไปสนุกพร้อมกัน ในวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป สนับสนุนความมันส์ระดับโลกโดย เจมสัน (Jameson) และ โค้ด เรด เอเจนซี่ (Code Red Agency) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเเละสำรองที่นั่งล่วงหน้า ได้ที่ https://web.facebook.com/events/1138349019708349/ หรือ โทร. 0 2318 2273

นอร์วูด ยัง (Norwood Young) ศิลปินเพลงอาร์แอนด์บีโซล ผู้ชนะรางวัลเเผ่นบันทึกเสียงอเมริกัน (Award-Winning American Recording Artist ) และผู้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ( Grammy Award Nominee) ที่วันนี้เลือกปักหมุดชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทย   เชื่อแน่ว่าใครที่เป็นเจนเนอร์เรชั่น X เกิดในยุค 70 และ 80 ต้องคุ้นเคยกับศิลปินเพลงสัญชาติอเมริกัน "นอร์วูด ยัง" เป็นแน่ ในเวลานั้นเป็นยุคทองของศิลปินเพลงผิวสีที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคน และหนึ่งในนั้นก็คือชายหนุ่มผิวสีผู้ที่มีดีกรึรางวัลระดับโลก การันตีความสามารถทางดนตรีคนนี้ นอร์วูด ยัง ฉายแววพรสวรรค์ทางด้านดนตรีและการแสดง ตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 6 ขวบ เขาได้สั่งสมประสบการณ์การร้องเพลงตั้งแต่ยังเด็ก ในการเป็นส่วนหนึ่งของนักร้องประสานเสียงที่โบสถ์ และพัฒนาการร้องเพลงจนสามารถรับงานร้องเพลงในงานแต่งงาน และไนท์คลับ เส้นทางดนตรีของเขาเป็นที่น่าจับตามอง จนได้รับเชิญไปปรากฏตัวในสถานีโทรทัศน์ช่องข่าวของรัฐฟิลาเดลเฟีย ในรายการ City Lights เป็นครั้งแรก จากนั้นเขาก็ได้รับการทาบทามจากสังกัดเพลงชื่อดัง และทำสัญญาเพื่อบันทึกเสียงออกอัลบั้มเพลงชุดแรกในชีวิต กับค่ายเพลง เอ็มซีเอ เรคอร์ทส์ (MCA Records/Magnolia Sound) ที่มีชื่อเสียงในอเมริกาเป็นอย่างมากในปี ค.ศ.1987 (พ.ศ. 2530) ด้วยวัย 17 ปีของเขา กับอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า “ไอ คานท ์ เล็ท ยู โก” (I can’t Let You Go) จนสามารถดันให้ 2 เพลงในอัลบั้ม “Should Have Been Us Together” และ “Feels So Good” ทะยานขึ้นติดอันดับเพลงฮิตติดชาร์ตเพลงในประเทศอังกฤษ เขากลายเป็นศิลปินเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน เป็นที่รู้จักและมีแฟนเพลงไปทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป เปรู ที่เขาได้ไปทัวร์คอนเสิร์ต https://www.youtube.com/watch?v=e5lZZOp9tYw หลายปีถัดมา เขาย้ายไปพำนักที่นิวยอร์ก และได้ร่วมงานกับค่ายเพลง อีเอ็มไอ เรคอร์ท (EMI Records) ที่เชื้อเชิญเขาร่วม วง Pieces of a Dream ในฐานะนักร้องนำ แนวเพลงผสมผสานระหว่างเพลงแจ๊สในตำนาน กับแนวเพลงริทึมแอนด์บลูส์ (R&B) พวกเขาร่วมกันทำอัลบั้มเพลงชื่อชุด “เบาท ์ แดท ไทม”์ (Bout Dat Time) ที่ทำให้ นอร์วูด ยัง ได้รับรางวัลอัลบั้มทองคำ จากเพลงยอดนิยม “วอท แคน ไอ ดู" (What Can I Do?) ต่อมา นอร์วูด ยัง ได้ร่วมบันทึกเพลง “ยังแมน โอลเดอร์ วูแมน” (Young Man, Older Woman) กับ เมลลี่ แจ๊คสัน (Mille Jackson) ศิลปินผู้เข้าชิงรางวัลเเกรมมี่ และได้ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบในการเดินสายทางดนตรี ที่ใช้ชื่อเพลงไปเป็นชื่อการเดินสายครั้งนั้น   นอร์วูด ยัง โลดแล่นเข้าสู่วงการละครเพลงบรอดเวย์ ตามความหลงใหลที่เขามีต่อการแสดง ซึ่งเขาได้รับบทนำใน "เจมส์ ธันเดอร์ เออร์ลี่ บรอดเวย์" (James Thunder Early Broadway) ในละครเพลงเรื่อง “ดรีมเกิร์ลส์” และเขายังคงเดินหน้าทำหน้าที่นักเเสดงของเขาต่อไป ด้วยบทบาทของ "โพนี่ เทล พรีเชอร์" (Pony-tails Preacher) ในละครเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเรื่อง "มัมมา ไอวอนท์ ทู ซิง" ภาคสอง (Momma I want to Sing, Part 2) เเละ “ดอนท์ เก็ท ก็อด สตาร์ทิด” (Don’t Get God Started) จนกระทั่ง ในปี 2558 เพลงยอดนิยมอัลบั้มเดี่ยวของ นอร์วูด ยัง ที่ชื่อ "ไอ เฟล อินเลิฟ วิธ ยู เฟิร์สท ์" (I Fell In Love with you first) ได้ถูกนำเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเเกรมมี่ https://www.youtube.com/watch?v=IlvnsQPW0W8 "เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางมาเมืองไทย และตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่ เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ผมได้เดินทางไปทำแสดงที่ประเทศมาเลเซีย กัมพูชา ฮ่องกง และสิงคโปร์ เลยไม่ค่อยได้อยู่ที่เมืองไทยเท่าไรนัก"   นี่คือประโยคแรกที่ "นอร์วูด ยัง" ได้กล่าวกับ Mercedes Magazine เราได้รับเกียรติพูดคุยเป็นการส่วนตัว และมีโอกาสใกล้ชิดศิลปินชื่อดังระดับโลก พร้อมเข้าชมการแสดงสดแบบเอ็กคลูซีฟ ไลฟ์โชว์ของ "นอร์วูด ยัง" (Norwood Young) ในค่ำคืนสุดพิเศษของ "เเม็กกี้ ชูส์" ที่ "เดอะ เพนท์เฮาส์" กรุงเทพฯ นั่นคือความพิเศษ และเซอร์ไพร์ส ที่ได้รู้ว่าต่อจากนี้แฟนเพลงชาวไทย จะได้มีโอกาสติดตามฟังเพลงและชมการแสดงของเขาได้โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงต่างแดน เเม็กกี้ ชูส์ บาร์เอเชียชื่อดังผสานกลิ่นอายของคาบาเร่ชั้นใต้ดินย่านสีลม เจ้าภาพผู้เนรมิตให้เกิดค่ำคืนเอ็กคลูซีฟปาร์ตี้ ได้ทะยานขึ้นฟ้าสู่เเสงสีเเห่งมหานครครอบครองพื้นที่ชั้น 35 เเห่ง “เพนท์เฮาส์ บาร์ เเอนด์ กริลล์” โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ (Park Hyatt Bangkok) ช่างเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ มนต์เสน่ห์เเละสีสันเเห่งยุค Shanghai 1930 เเละยุค Roaring’20 รับกับบทเพลงแจ๊สผสานอาร์แอนด์บีโซล ที่ นอร์วูด ยัง เลือกมาทำการแสดง สะกดเหล่านักฟังเพลงให้เคลิบเคลิ้มไปกับเสียงร้องอันทรงพลังสไตล์ (Black Voice) ทุกสายตาจับจ้องไปกับลีลาอันสนุกสนาน และเครื่องแต่งกายที่ดูพิเศษ ส่งให้ นอร์วูด มีเสน่ห์เซ็กซี่ขยี้ใจแบบสุดๆ เขาได้พาทุกคนเข้าสู่ภวังค์แห่งแจ๊ส พาพวกเราย้อนกลับไปสู่ยุค 80 ผ่านบทเพลงเพราะอันเป็นอมตะ สมกับความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ระดับโลก   ช่วงเบรคพักการแสดง นอร์วูดให้ความเป็นกันเอง นั่งพูดคุยกับ Mercedes Magazine ถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ ในการเลือกเมืองไทยเป็นจุดหมายของชีวิต "หากพูดถึงกรุงเทพฯ ที่นี่เป็นเมืองที่คนชอบแนวเพลง Black Music เยอะนะครับ เดิมทีผมแพลนจะไปอยู่ฮ่องกง ตามคำแนะนำของเพื่อน แต่แล้วค้นพบมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ว่ามีผู้คนที่น่ารัก เป็นมิตร และค่าครองชีพไม่สูง แต่อีกสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คนไทยชื่นชอบและหลงรักในเสียงเพลง และพวกเขามีวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตที่งดงาม ในทุกวันศุกร์ เสาร์ สุดสัปดาห์ ผมจะทำการแสดงที่ Maggie Choo's ด้วยการขับกล่อมบทเพลงให้ผู้รักในเสียงเพลงได้เพลิดเพลิน ผ่อนคลายไปกับช่วงเวลาแห่งพักผ่อนของพวกเขา หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ จริงๆ ผมตั้งใจไว้ว่า อยากเปิด Soul Food Soul Music Club ที่นี่ เพราะเท่าที่ผมสังเกตุ กรุงเทพมีร้านอาหารจีน อาหารไทย แต่ยังไม่มีร้านอาหารอเมริกัน ที่เป็นแนว Soul Food แบบรสชาติต้นตำรับขนานแท้ และมี Soul Music ดีๆ ชิคๆ ในสถานที่เดียวกัน นั่นถือเป็นความฝันของผม"   คุณเลือกปักหลักบั้นปลายชีวิต ที่ประเทศไทย?  "อย่างที่คุณทราบ ปัจจุบันนี้ที่ประเทศอเมริกา สถานการณ์ทางการเมืองเข้มข้นและกดดันมาก มันเลยทำให้ผมมองหาสถานที่หรือประเทศที่มีความสวยงาม และวัฒนธรรมที่สามารถพาผมออกจากภวังค์ของห้วงอารมณ์เดิมๆ ได้ ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ชื่อของประเทศไทย ขึ้นมาเป็นอันดับแรกที่ผมนึกถึงทันที เพราะที่ผ่านมา ผมได้ยินได้ฟัง ถึงเรื่องราวประเทศเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความงดงามของแถบเอเชียอันน่าหลงไหล และอีกสิ่งที่มีความพิเศษมากๆคือ อาหารไทยรสชาติเป็นเอกลักษณ์และจัดจ้าน นี่เป็นเหตุผลหลักๆ เลย ที่ผมตัดสินใจเลือกพำนักอยู่ประเทศไทย เพราะผมรักอาหารไทยมาก"   คุณมีสไตล์การแต่งตัวที่พิเศษ "ในค่ำคืนที่ผู้คนต่างมีจุดมุ่งหมาย เลือกมาสถานที่ที่ให้ความรู้สึกอยากผ่อนคลาย พร้อมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตัวโปรด เครื่องประดับที่พวกเขาเลือกอย่างบรรจง ส่งประกายความงามให้ความรู้สึกที่พิเศษ เพื่อมาฟังดนตรี นี่คือรสนิยม ดวงไฟจากสปอร์ตไลท์ และแสงไฟระยิบระยับอันเต็มไปด้วยสีสันแห่งไนท์ไลฟ์ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ชนแก้วเครื่องดื่มพร้อมเสียง Cheers สัญญาณแห่งความครึกครื้นสนุกสนาน ช่วงเวลาแห่งปาร์ตี้ และเสียงเพลงกำลังจะเริ่มขึ้น แน่นอนว่าผมรับหน้าที่ขับร้อง นั่นถือเป็นหน้าที่สำคัญ ถ้าเปรียบว่านี่คือเรือที่เรากำลังจะล่องไปด้วยกัน ผมรับหน้าที่กัปตันคุมบังเหียนเรือก็คงไม่แปลก ดังนั้นผมจึงตั้งใจ ใส่ใจในทุกรายละเอียด ในทุกมิติของการแสดงบนเวที ผมเลือกสวมชุดของ Louis Vuitton เพราะผมคือ "ศิลปินร้องนำ" หน้าที่คือทำให้ผู้คนเพลินเพลิน เอ็นจอย มีความสุข ดังนั้นผมต้องนำเสนอความสวยงามผ่านเสียงเพลงที่มาจากตัวผม และความงดงามผ่านเท็กเจอร์บนเสื้อผ้าอันประณีต และเครื่องประดับที่ระยิบระยับอยู่บนเรือนร่าง เมื่อผมยืนอยู่บนเวที ผมจะให้เกียรติผู้ชมที่เสียเงินตั้งใจเข้ามาชมการแสดง และวัฒนธรรมการฟังเพลงของผู้คนสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปด้วย พวกเขาไม่ได้ชื่นชอบแค่เสียงร้องเพียงเท่านั้น หลายๆ คนหลงรักในสไตล์และแฟชั่นเครื่องแต่งกายของนักร้อง บางทีผมอาจจะเป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดคนที่รักเสียงเพลง ให้ได้ซึมซับแฟชั่นไปในเวลาเดียวกัน โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวก็เป็นได้ หรือผมอาจจะทำให้คนที่เป็นเหล่าแฟชั่นนิสต้าตัวยง ให้หยุดมองมาที่ผม จากเครื่องแต่งกายที่ผมเลือกมาอย่างบรรจง แล้วฟังเสียงร้องของผมก็ได้เช่นกัน ในโลกของดนตรีหรือโลกของแฟชั่น มันคือศิลปะที่งดงามที่ผสมผสานไปด้วยกัน มันอาจแตกต่างแค่เพียงตัวสะกด แต่มันใช้จิตวิญญาณของศิลปะแขนงเดียวกัน ถ้าคุณได้สัมผัสแล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะตกหลุมรัก จนยากที่จะถอนตัว ถ้าคุณจะเห็นอย่างศิลปินเพลง ลูเธอร์ แวนดรอส (Luther Vandross) หรือ ไดอาน่า รอสส์ (Diana Ross) ผมก็อยากเป็นอย่างนั้น เวลาที่เขาทำการแสดงบนเวที เครื่องแต่งกายของเขาจะเปล่งประกายเจิดจรัส ยามกระทบแสงไฟ แสงแฟลชตลอดการแสดง และเมื่อคุณต้องร้องเพลง Sexy Music อย่างเพลง "A House Is Not A Home" คงไม่ใช่ชุดยีนส์ เสื้อแจ๊คเก็ต ผมคงต้องแอบกระซิบเบาๆ ว่า มันช่างดูไม่สนุกเอาเสียเลย ลองเปลี่ยนเป็นหยิบชุดโปรดตัวแซ่บออกมาใส่ แล้วสาดลีลาสีสันบนเวที พร้อมร่ายเวทมนต์ สะกดทุกสายตาไว้ที่คุณ ลองดู!" แฟนเพลงสามารถติดตามคุณได้ที่ไหน  "ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเพลงสไตล์แจ๊ส และ อาร์แอนด์บีโซล และถ้าคุณเป็นแฟนเพลงของ ลูเธอร์ แวนดรอส (Luther Vandross), สตีวี วันเดอร์ (Stevie Wonder), ไลโอเนล ริชชี (Lionel Richie) และ เท็ดดี้ เพนเดอร์กราส (Teddy Pendergrass) คุณต้องไม่พลาดบทเพลงเหล่านั้น และติดตามผมได้ที่ "แม็กกี้ ชูส์" ผมจะมาขับกล่อมบทเพลงพาคุณสู่โลกของอาร์แอนด์บีโซล ซึ่งผมทำการแสดงทุกคืนวันศุกร์เเละวันเสาร์ ตั้งเเต่เวลา 22.00 น.เป็นต้นไป หากใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศบาร์ผสานกลิ่นอายของคาบาเร่ ชั้นใต้ดินย่านสีลมที่ผมทำการแสดงแห่งนี้แล้วล่ะก็ ผมขอเชิญทุกคนนะครับ เรามารู้จักกันให้มากขึ้น เพราะผมรอที่จะเป็นเพื่อนกับคุณ  หรือสามารถติดตามข่าวคราวผมผ่านทางเฟสบุ๊กเพจ Maggie Choo’s หรือโซเชี่ยลมีเดียส่วนตัวของผม ที่ เฟสบุ๊ค Norwood Young, Twitter @justnorwood และ อินสตาแกรม @justnorwood ครับ  

ซิตี้แบงก์ ร่วมกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวยิ่งใหญ่บัตรเครดิต “ซิตี้ เมอร์เซเดส” ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ความเหนือระดับจะติดตามไปทุกที่ พร้อมเผยโฉม 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ “อภินรา ศรีกาญจนา - ภูวนาท คุนผลิน - บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์” ร่วมสะท้อนแรงบันดาลใจให้ความสำเร็จไปได้ไกลยิ่งกว่า มอบชีวิตเหนือระดับขึ้นอีกขั้น เมื่อสองพันธมิตรระดับโลก ซิตี้แบงก์ จับมือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมกันเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ของบัตรเครดิต “ซิตี้ เมอร์เซเดส” บัตรเครดิตที่จะขับเคลื่อนความเหนือระดับไปกับลูกค้าคนสำคัญได้ทุกที่ พร้อมสิทธิประโยชน์ระดับเวิลด์คลาส ภายในงานพบกับ 3 แบรนด์เอ็นดอร์สเซอร์ ตัวแทนความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดแรงขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน อย่างนักธุรกิจสาวมากความสามารถ “ปราง” อภินรา ศรีกาญจนา ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เติมเต็มความฝัน และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, พิธีกรและดีเจชื่อดัง “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ตัวแทนของผู้ที่มีความมั่นคงในชีวิตและครอบครัว รวมทั้งหนุ่มนักธุรกิจและนักร้องมาดเท่ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ตัวแทนของคนที่มีความใฝฝัน และมีความมุ่งมั่นที่จะทำฝันนั้นให้สำเร็จและสมบูรณ์ที่สุด ในงานมี มร. เซอร์จิโอ ซาแนตติ หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซิตี้แบงก์ ภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิค และผู้บริหารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย มร. ทีบอร์ พานดิ กรรมการผู้จัดการใหญ่, วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ, มร.ซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล พร้อมกับผู้บริหารจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร และมร.ไฮโกะ นิทส์เช่ รองประธานบริหารฝ่ายการเงิน ร่วมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ “ชมพู่” อารยา เอ ฮาร์เก็ต ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และเซเลบริตี้ผู้มีไลฟ์สไตล์เหนือระดับ อาทิ เจย์ - จริยดี สเปนเซอร์, พิมดาว พานิชสมัย และ ศุภชัย กาญจนศักดิ์ชัย, รินทร์รตา อินทามระ, จงจินต์ จึงสุระ, หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสพิเศษนี้ พร้อมชมคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก “นนท์” ธนนท์ จำเริญ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ควอเทียร์ แกลลอรี่ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ชั้น M   วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เปิดเผยถึงการประกาศความร่วมมือกับเมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย ผู้นำแห่งยนตรกรรมหรูระดับโลก ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมามากกว่าครึ่งศตวรรษ ว่าถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่สองพันธมิตรระดับโลกร่วมกันออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินสุดพิเศษ “บัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส” ที่จะขับเคลื่อนความเหนือระดับไปกับลูกค้าคนพิเศษทุกที่ และให้สิทธิประโยชน์มากมายที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ของผู้เป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งนี้ ลูกค้าบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส จะได้รับเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ  อาทิ ส่วนลด 15% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ ส่วนลดเพิ่ม 15% เมื่อใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด เท่ากับยอดใช้จ่าย และรับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 8X เมื่อจองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ใหม่ หรือคะแนน 4X เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ที่ผู้จำหน่ายฯ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อีกมากมาย เช่น รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 2X เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ทุกการใช้จ่ายทั้งในและต่างประเทศ มีบริการห้องพักรับรองพิเศษ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และ บริการลีมูซีนด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากบ้านถึงสนามบินสุวรรณภูมิ บริการที่จอดรถสำรองพิเศษ ณ ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมชั้นนำ ลูกค้าบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส ยังสามารถรับเครดิตเงินคืน 3% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมง และ อื่น ๆ อีกมากมาย ด้าน มร.โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยยอดขาย 15,785 คัน ในปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่เคยหยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่เรายึดถือมาตลอด คือ ‘เบสท์ คัสตอมเมอร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์’ (Best Customer Experience) ที่ผสานแนวทางทางการดำเนินงาน ทั้งในด้านการตลาด การขาย และการบริการหลังการขายเข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ของแบรนด์ได้อย่างสอดคล้องกัน ในทุกช่องทางการสื่อสาร นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในทุกตลาดทั่วโลก รวมถึงการสะท้อนค่านิยมขององค์กร (Core Value) ที่มุ่งเน้นในความเป็นพรีเมียมแบรนด์ ผ่านทางมาตรฐานของสินค้า คุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์”   “ซึ่งความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และ ซิตี้แบงก์ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ของการมอบประสบการณ์อันทรงคุณค่า ให้กับลูกค้าผู้เป็นเจ้าของ "บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส" โดยนอกจากบริการทางการเงิน ที่ทางซิตี้แบงก์เตรียมมอบให้กับลูกค้าผู้ถือบัตรฯ แล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เตรียมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ มอบให้กับลูกค้าตลอดทั้งปี อาทิ กิจกรรมทดสอบสมรรถนะรถยนต์รุ่นใหม่ บนสนามทดสอบรถยนต์ระดับประเทศ และไลฟ์สไตล์เวิร์คชอปต่างๆ เป็นต้น เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้า และสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส ทุกท่าน ที่ให้ความเชื่อมั่น ในแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยดีเสมอมา” มร.โรลันด์ กล่าวปิดท้าย   สำหรับการร่วมเปิดตัวบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ครั้งนี้ ทั้งสองบริษัทระดับโลกได้เลือก 3  Brand Endorsers  ซึ่งเป็นผู้ใช้จริงของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน 3 กลุ่ม เป็นตัวแทนถ่ายทอดบัตรซิตี้ เมอร์เซเดส ภายใต้แนวคิด Privileges Always Drive With You ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ พร้อมร่วมเผยเรื่องราวความสำเร็จที่สร้างแรงบันดาลใจที่เหนือกว่า เริ่มจาก กลุ่มแรก Practicalist คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในขณะที่อายุยังน้อย ซึ่ง “ปรางค์” อภินารา ศรีกาญจนา จะเป็น Endorser ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และในฐานะผู้บริหารแอพพลิเคชั่น U Drink I Drive พลิกความฝันที่อยากเห็นคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย กลายเป็น Challenge ใหม่จนสามารถทำได้สำเร็จ   “การเริ่มต้นทำธุรกิจ Startup มีอุปสรรคมากมาย และต้องเผชิญกับความท้าทายเสมอ แต่เพราะเรามีความฝัน ความศรัทธา และความมุ่งมั่น ที่อยากจะเห็นคนไทยทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยทุกคืน ปรางค์จึงไม่หยุดความพยายาม การทำงานของปรางค์ต้องขับรถไปไหนมาไหน ทำให้เติมน้ำมันบ่อย ดังนั้นสิ่งที่ถูกใจสุดๆ คือ รับเครดิตเงินคืน 3% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ และด้วยความที่มีเวลาว่างน้อย ว่างเมื่อไหร่ก็จะไปช้อปปิ้งค่ะ เวลาขับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์คู่ใจ ไปห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องหาที่จอดรถไม่ได้ เพราะมี reserved parking  บริการ สะดวกมาก นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ตอบโจทย์เจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่เป็นผู้หญิง อย่างบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องความปลอดภัยที่ประทับใจมากค่ะ” กลุ่มที่ 2 Luxury Owner สื่อถึงคนที่มีอายุมากขึ้น มีความรับผิดชอบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น นั่นตือ “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน" นอกจากประสบความสำเร็จในฐานะ ดีเจ นักร้อง และนักแสดง ที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงของประเทศ เขายังมีอีกบทบาทเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต คือ การดูแลธุรกิจของครอบครัว เป็นความรับผิดชอบที่สูงมากยิ่งขึ้น   “แรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดในทุกด้าน คือ ครอบครัว ผมใช้ความรักของครอบครัวนำทาง และประคับประคองให้เราอยากประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจทั้งตัวเราเองและคนที่เรารัก ความสุขของชีวิตในตอนนี้ คือ การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว แต่ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญให้งานด้วย เคล็ดลับของการบริหารที่ประสบความสำเร็จของอั๋นคือ การหาผู้ช่วยที่รู้ใจครับ อย่างบัตรเครดิตสำหรับอั๋นต้องเป็นอะไรที่สามารถมอบสิทธิประโยชน์ได้เหนือกว่าบัตรเครดิตอื่นๆ อย่างบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ที่มีสิทธิพิเศษที่เกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยตรง อาทิ เมื่อนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการก็จะได้ ส่วนลด 15% สำหรับค่าอะไหล่และค่าแรงด้วย แถมเมื่อใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ดเท่ากับยอดใช้จ่าย ก็ได้ส่วนลดเพิ่มอีก 15% อีกด้วย” กลุ่มสุดท้าย Indulger กลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ต้องการเติมเต็มบางสิ่งที่ต้องการในชีวิต นั่นคือ "บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์" ที่หลายคนรู้จักในฐานะนักร้องนำ วงกรูฟ ไรเดอร์ ซึ่งการเป็นนักร้องนั้น เป็นการทำตามความหลงใหลอย่างเต็มที่ จนประสบความสำเร็จ   “ผมเป็นคนที่ถ้ามีความแพสชั่นกับอะไรแล้ว จะทำให้เต็มที่ ทุกๆ อย่างที่ทำมาจากใจรัก และเมื่อได้ลงมือทำแล้ว จะไม่มีวันทอดทิ้ง ถือเป็นปรัชญาในชีวิตของตัวเอง ทั้งการทำธุรกิจรถยนต์ ร้านอาหาร และการร้องเพลง ผมว่าตลอดชีวิตนี้แรงบันดาลใจมันหาได้เรื่อยๆ ครับ ยิ่งเราเดินทางไปในที่ที่ไกลกว่า หรือเจอประสบการณ์ที่แตกต่างจากคนอื่น เราก็ยิ่งมีแรงบันดาลใจมากขึ้น ทุกวันนี้ผมเลยเดินทางไปต่างประเทศค่อนข้างบ่อย และการมีบัตรเครดิตดีๆ สักใบ ก็ทำให้การเดินทางของผมสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บริการห้องพักรับรองพิเศษที่สนามบินสุวรรณภูมิ  รวมถึงบริการรถลีมูซีน ด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากบ้านถึงสนามบินสุวรรณภูมิ และเวลาไปต่างประเทศ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการช้อปปิ้งเสื้อผ้า แผ่นเสียง ซึ่งทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ก็จะได้รับคะแนนสะสม 2 เท่า เรียกว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่ตอบทุกโจทย์ได้สมบูรณ์แบบจริง ๆ ” สัมผัสสิทธิประโยชน์ในทุกรูปแบบของการใช้ชีวิตที่เหนือกว่า ด้วยบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ สามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.citibank.co.th

เนื่องในโอกาส “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี” อันเป็นโอกาสมหามงคลยิ่งของประเทศไทย โทรคาเดโร ไทม์ หนึ่งในผู้นำธุรกิจนำเข้านาฬิกา ร่วมกับ คลาสโฟร์ทีน (Klasse14) แบรนด์นาฬิกาแฟชั่นจากประเทศอิตาลี ได้น้อมจัดทำนาฬิการุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และร่วมแสดงถึงความจงรักภักดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระปรีชาสามารถหลากหลายด้าน ทรงปฏิบัติภารกิจมากมายด้วยความอุตสาหะ มุ่งมั่น ทรงห่วงใยเรื่องความเจ็บป่วยและปรารถนาให้พสกนิกรของพระองค์มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอันเป็นปัจจัยสำคัญของการมีชีวิตอย่างมีความสุข และทรงพระราชทานกิจกรรมมากมายเพื่อทำนุบำรุงสุขให้แก่ราษฎรของพระองค์ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา อันรวมถึงการริเริ่มโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยทุกคนหันมาร่วมแรงร่วมใจกันในการดูแลสังคม แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างมีศีลธรรมด้วยความสมัครสมานสามัคคี และได้ถูกนำมาสืบสานอย่างมีมิตรสัมพันธ์ในทุกหนแห่งของแผ่นดินไทย โดยความพิเศษของนาฬิการุ่นเฉลิมพระเกียรตินี้ อยู่ที่การได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญ “ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒” มาประดับไว้บนหน้าปัดที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาของนาฬิกา คลาสโฟร์ทีน (Klasse14) ซึ่งเป็นแบรนด์นาฬิกาล่าสุดในเครือ พื้นหน้าปัดสีขาว ตัวเรือนสเตนเลสสตีลสีโรสโกลด์ รับกับสายหนังสีน้ำเงิน Royal Blue ตัดเย็บอย่างปราณีตสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ ดูหรูหรา สวยสง่า และงดงาม ผลิตขึ้นจำนวนทั้งสิ้น 1,000 เรือน แบ่งเป็นรุ่นสำหรับคุณสุภาพบุรุษ ตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตร จำนวน 600 เรือน และรุ่นสำหรับสุภาพสตรี ตัวเรือนขนาด 36 มิลลิเมตร จำนวน 400 เรือน พร้อมสลักหมายเลขประจำตัวเรือนไว้ที่ฝาหลังทุกเรือน บรรจุในกล่องสีเหลืองที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ และมีจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น นับเป็นโอกาสอันดีของปวงชนชาวไทยที่จะได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลนี้ ที่จะได้มีนาฬิการุ่นพิเศษอันทรงคุณค่านี้ไว้ในครอบครอง ซึ่งโอกาสนี้ทาง โทรคาเดโร ไทม์ จะเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษอันทรงคุณค่านี้ พร้อมรับจองครั้งแรก ในงาน Siam Paragon Watch Expo 2019 ระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม ถึง 7 สิงหาคม 2562

งานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ กำลังจะกลับมาสร้างความสุขให้กับผู้ชม พร้อมจุดประกายให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและความรื่นรมย์อีกครั้ง ด้วยสุดยอดการแสดงอันหลากหลาย ทั้งโอเปรา บัลเลต์ ดนตรี การเต้นรำ กายกรรม และอีกมากมาย นับเป็นปีที่ 21 ของมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ โดยในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 กันยายน ถึง 23 ตุลาคม 2562 เป็นการคัดสรรการแสดงและดนตรีโดยสุดยอดศิลปินระดับตำนานและชื่อดังระดับนานาชาติมาเยือนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนรมิตช่วงเวลา 6 สัปดาห์ของการจัดงานเป็นช่วงเวลาแห่งความสุนทรีย์จากศิลปะการแสดง ตั้งแต่คลาสสิกไปจนถึงร่วมสมัย ที่ผู้รักในศิลปะไม่อาจพลาดได้  เปิดม่านงานมหกรรมฯ ด้วยการแสดงโอเปราคลาสสิกสองชุด คือ ตูรันโด (Turandot) และ รูซัลกา (Rusalka) จากคณะเอคาเตอรินเบิร์ก (Ekaterinburg Opera Theatre) คณะโอเปราชั้นนำที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซีย และยังคงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมการแสดงที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี คณะนี้ยังได้รับการการันตีด้วย 15 รางวัล “หน้ากากทองคำ” หรือ Golden Mask Awards (จากการเสนอชื่อเข้าชิง 83 ครั้ง) รางวัลนี้ถือว่า มีชื่อเสียงเทียบเท่ากับรางวัลออสการ์ของวงการภาพยนตร์ อีกทั้งยังได้รับการยอมรับว่า เป็นรางวัลที่ทรงเกียรติและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีที่สุดในโลกศิลปะการแสดงอีกด้วย Turandot (11 กันยายน) ผลงานการประพันธ์ของเกียโคโม ปุชชินี เป็นการแสดงชุดแรกที่คณะเอคาเตอรินเบิร์ก โอเปรา เธียเตอร์ นำเสนอในรูปแบบโอเปราสององก์ ขับร้องเป็นภาษาอิตาลี เรื่องราวเกิดขึ้นในอาณาจักรจีน เมื่อเจ้าชายคาลาฟตกหลุมรักเจ้าหญิงตูรันโด ผู้มีหัวใจเย็นชา เพื่อเอาชนะใจและได้แต่งงานกับเธอ เจ้าชายหนุ่มต้องไขปริศนาสามข้อ หากตอบผิดจะถูกประหาร แม้เจ้าชายจะผ่านบททดสอบ แต่เจ้าหญิงตูรันโดยังยืนกรานปฏิเสธการแต่งงาน เจ้าชายจึงยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นทางออกให้เจ้าหญิงผู้เป็นที่รัก หากเจ้าหญิงตูรันโดทราบชื่อของเขาก่อนรุ่งสาง เมื่อแสงอาทิตย์แรกมาถึงเจ้าชายจะถูกประหาร การแต่งงานจะไม่เกิดขึ้น Turandot บนเวทีมหกรรมฯ จะโดดเด่นด้วยผลงานการแสดงของ เปาโล ลาดินโซเน นักร้องโอเปราระดับเสียงเทเนอร์ชาวอิตาลี ผู้รับบทเจ้าชายคาลาฟ เขาเป็นศิลปินผ่านประสบการณ์ด้านการแสดงมาแล้วมากมาย เคยฝากผลงานไว้บนเวทีโรงอุปรากรชั้นนำมากมายรวมทั้งที่ La Scala แห่งเมืองมิลาน และยังได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงด้วยหลากหลายรางวัลที่คว้ามาครองได้  ในการรับบทเจ้าชายคาลาฟครั้งนี้ เปาโลต้องใช้ความสามารถอย่างสูง แม้จะต้องขับขานบทร้องมากกว่าใครในบทร้องคู่ (main duet) เพลง “Nessun dorma” ซึ่งสร้างชื่อให้โอเปราชุดนี้ แต่เขาสามารถทำได้อย่างไร้ที่ติ ส่วนผู้รับบท ตูรันโด คือ โซยา เซเรรินา นักร้องเจ้าของระดับเสียงโซปราโน จากเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ผู้ประสบความสำเร็จในฐานะนักร้องโอเปรา  สำหรับอุปรากรชุดนี้ มีเรื่องน่าสนใจว่า ปุชชินีได้เสียชีวิตก่อนที่จะประพันธ์ได้เสร็จสมบูรณ์ หน้าที่จึงได้ถูกส่งต่อให้กับ ฟรังโก อัลฟาโน ซึ่งต่อเติมเรื่องราวไปตามโครงเรื่องที่ปุชชินีได้ร่างไว้ นอกจากนี้  Turandot ยังเต็มไปด้วยบทร้องเดี่ยวที่ชวนตะลึง และท่วงทำนองที่บีบคั้นอารมณ์ ซึ่งคณะเอคาเตอรินเบิร์ก โอเปร่าได้ถ่ายทอดทุกสิ่งออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ วันที่ 13 กันยายน คณะเอคาเตอรินเบิร์ก โอเปรา เธียเตอร์ จะนำเสนอการแสดงโอเปราจากผลงานการประพันธ์ของ อันโตนิน ดโวชาค เรื่อง รูซัลกา (Rusalka) โอเปราสามองก์ ขับร้องเป็นภาษาเช็ค จากโอเปราทั้งหมดสิบเรื่องที่ดโวชาคได้ประพันธ์ขึ้น Rusalka นับเป็นเรื่องเอกที่คณะโอเปราชื่อดังมากมายนำไปใช้แสดงอยู่เสมอ หาก Little Mermaid คือ มนต์เสน่ห์ Rusalka ย่อมเป็นความน่าหลงใหลอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเนื้อหาที่ไม่ซับซ้อน เมื่อพรายน้ำผู้เป็นอมตะเกิดตกหลุมรักเจ้าชายรูปงาม จึงเกิดความปรารถนาจะเปลี่ยนเป็นมนุษย์ ดโวชาคได้ประพันธ์ดนตรีที่มีท่วงทำนองที่แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งเทพนิยายออกจากกันอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็ได้ทำการสำรวจโลกอันวุ่นวายของเทพนิยายสลาฟเรื่องนี้ไปด้วย ดนตรีของดโวชาคได้นำไปสู่แก่นแกนความแตกต่างระหว่างมนุษย์และสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจเชื่อมต่อกันได้ รูซัลกา คือ พรายน้ำสาวแสนโรแมนติก คิดบวก แต่เธอก็ต้องยอมรับความจริงในที่สุด บทรูซัลกาได้รับการถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบโดย เยเลนา พาฟโลวา บทเจ้าชายหนุ่มแสดงโดย อิลแกม วาเลียฟ ศิลปินเกียรติยศแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และผู้ชนะเลิศรางวัล Golden Mask Jury Special Award  ดนตรีประกอบโอเปราทั้งสองเรื่องเป็นผลงานการบรรเลงโดยวงออร์เคสตรา ภายใต้การควบคุมวงของ คอนสแตนติน ชูดอฟสกี วาทยกรเจ้าของรางวัลมากมาย และยังได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Financial Times ให้เป็นหนึ่งใน 25 ชาวรัสเซียที่น่าจับตาในฐานะหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนและสร้างความสั่นสะเทือนให้กับประเทศ  วันที่ 16 และ 17 กันยายน เป็นการแสดงบัลเลต์ที่ตลกเสียดสีล้อเลียนโดยคณะ เลส์ บัลเลต์ ทร็อคคาเดโร เดอ มอนติ คาร์โล (Les Ballets Trockadero de Monte Carlo) จากนิวยอร์ก คณะนักบัลเลต์ชายล้วนที่นำเสนอการแสดงในรูปแบบของบัลเลต์คลาสสิกและระบำร่วมสมัย Les Ballets Trockadero de Monte Carlo หรือ  เดอะ ทร็อคส (The Trocks) ประสบความสำเร็จมานานนับทศวรรษจากการนำเสนอที่ล้อเลียน การแสดงบัลเลต์คลาสสิกในแบบฉบับของพวกเขา ซึ่งสร้างความสุขให้กับผู้ชมทุกเพศ ทุกวัยทั่วโลก และยังสร้างปรากฏการณ์บัตรชมการแสดงจำหน่ายหมดในทุกรอบการแสดงทั่วโลก ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส อิตาลี แคนาดา ญี่ปุ่น อเมริกาใต้ แอฟริกาใต้ เยอรมนี ออสเตรีย ฟินแลนด์ สวีเดน ไอร์แลนด์ สาธารณรัฐประชาชนจีน และอีกหลายประเทศ   หนังสือพิมพ์ New York Times ได้เขียนถึงค่ำคืนอันแสนพิเศษกับการแสดงของ เดอะ ทร็อคส ไว้ว่า “เป็นการแสดงตลกของเหล่าดีวาที่แสนสนุก เป็นการแสดงอันยอดเยี่ยม เหนือการคาดเดา และน่าประทับใจยิ่ง เป็นความดีเลิศในแบบฉบับของ เดอะ ทร็อคส์  ที่ผู้ชมยากจะกลั้นเสียงหัวเราะ เมื่อนักเต้นชายพยายามจะพอยท์เท้าให้ได้บาลานซ์ ในบทบาทเจ้าหญิงหงส์, หญิงสาวผู้บอบบาง, พรายน้ำที่ไม่มีตัวตน ไปจนถึงบทของหญิงสาวในยุควิคตอเรีย ความเชี่ยวชาญในเทคนิคการเต้นอันน่าประทับใจของพวกเขายิ่งเน้นถึงความสำคัญของบัลเลต์คลาสสิกแบบดั้งเดิม”    ค่ำคืนวันที่ 21 และ 22 กันยายน พบกับการแสดงชุด La Verità ของคณะกอมปาเญีย ฟินซี ปัสกา (Compagnia Finzi Pasca) จากสวิตเซอร์แลนด์ การแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ได้ผ่านการพัฒนาในตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ด้วยแรงบันดาลใจจากความเหนือจริงผสมผสานการแสดงกายกรรม, ละคร, ระบำ และดนตรีสู่การถ่ายทอดโดยเหล่านักร้อง, นักเต้น และนักกายกรรมผู้มากด้วยพรสวรรค์ คณะกอมปาเญีย ฟินซี ปัสกา เคยนำเสนอการแสดงผ่านสายตาผู้ชมมาแล้วใน 63 เมือง 24 ประเทศ และยังได้ฝากผลงานอันโดดเด่น กับการออกแบบการแสดงสำหรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 3 ครั้ง, การแสดงโอเปรา 5 รายการให้กับคณะชั้นนำของโลก (Mariinsky Theatre, Teatro San Carlo และ English National Opera), ออกแบบการแสดงให้กับ Cirque du Soleil สองการแสดง (Luzia ในปี 2016 และ Corteo ในปี 2005) ซึ่งผ่านตาผู้ชม 9 ล้านคนทั่วโลกในการทัวร์การแสดง 10 ปี ไปจนถึงการสร้างสรรค์การแสดงชุด Avudo ให้กับเมืองมอนทรีออล เป็นต้น หนังสือพิมพ์ El Mundo ของสเปน เรียกการแสดงของพวกเขาว่า “เป็นโชว์ที่ผสมผสานภาษแห่งกายกรรมเข้ากับภาพที่ราวกับอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน”  จากนั้น ได้เวลากลับสู่โลกแห่งจินตนาการของเทพนิยายกันอีกครั้ง กับการแสดงสองชุดจากคณะดิ อิมพิเรียล ไอซ์ สตาร์ส (The Imperial Ice Stars) จากสหราชอาณาจักร ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะคณะ สเก็ตที่ขยายขอบเขตของการเต้นระบำบนลานน้ำแข็งออกไปด้วยทักษะความเชี่ยวชาญและความแข็งแกร่งในแบบฉบับของนักกีฬา ผ่านความสร้างสรรค์และรูปแบบการเล่าเรื่องที่ทรงพลัง จนได้ฝากผลงานการแสดงต่อหน้าผู้ชมเกือบสามล้านคนในห้าทวีปทั่วโลก  คณะดิ อิมพิเรียล ไอซ์ สตาร์ส จะเนรมิตเวทีของหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยให้กลายเป็นลานน้ำแข็งขนาดยักษ์ 14 ตัน เพื่อนำพาผู้ชมสู่ความเพลิดเพลินด้วยการแสดงชุด Swan Lake on Ice ในวันที่ 26 และ 27 กันยายน  และ Cinderella on Ice ในวันที่ 28 และ 29 กันยายน ศกนี้   ดนตรีประกอบของสวอน เลค อันโด่งดังของไชคอฟสกี มีส่วนสำคัญที่ส่งให้การแสดงบนลานน้ำแข็ง ผ่านการออกแบบท่าเต้นใหม่ที่มีความโดดเด่นมากขึ้น เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดคลาสสิก โดยนักสเต็ตมากกว่า 35 คน ซึ่งล้วนเป็นนักกีฬาฟิกเกอร์สเก็ตในระดับแชมป์ทั้งระดับโลก ระดับยุโรป และระดับประเทศ พวกเขานำเสนอลีลาการแสดงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนกับท่าเต้นอันซับซ้อน ซึ่งเพิ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยยังไม่มีชื่อเรียกเสียด้วยซ้ำ โทนี เมอร์เซอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ของคณะดิ อิมพิเรียล ไอซ์ สตาร์ส กล่าวว่า “การออกแบบท่าเต้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากท่วงทำนองดนตรีดั้งเดิม และความตั้งใจของไชคอฟสกีที่มีต่อสวอน เลค ผมต้องการให้ทั้งการตีความและการถ่ายทอดผ่านการแสดงบนลานน้ำแข็งมีความสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น จึงได้สร้างสรรค์การแสดงรูปแบบใหม่เป็นการแสดงบนลานน้ำแข็งกับฉาก แสงสี ในแบบการแสดงละครเวทีเต็มรูปแบบ” เช่นเดียวกันกับการแสดงชุด ซินเดอเรลลา ออน ไอซ์ ได้ดำเนินตามครรลองที่โทนี เมอร์เซอร์กำหนดเอาไว้ ตั้งแต่การตีความเนื้อหา ฉากสุดตระการตา และเครื่องแต่งกายที่สวยงาม ทั้งสองชุดการแสดงจึงออกมาเป็นการแสดงที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย  ค่ำคืนของวันที่ 5 และ 6 ตุลาคม งานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ จะนำเสนอความละเมียดละไมของศิลปะการแสดงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน กับการแสดงชุด “หวัง จ้าวจวิน” (Lady Zhaojun) การตีความเรื่องราวคลาสสิกของหนึ่งในตำนานสตรีผู้เลอโฉมที่สุดในประวัติศาสตร์จีนให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ถ่ายทอดโดย หลีอวี้กัง (Li Yugang) นักร้องเจ้าของรางวัลมากมาย ผู้เป็นตำนานและยังเป็นศิลปินผู้ได้รับยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคลของจีน โดยมีแฟนคลับผู้ติดตามทั้งในจีนและประเทศต่างๆ ในเอเชียนับล้านคน สำหรับมหกรรมฯ ในปีนี้ หลีอวี้กังพร้อมด้วยนักร้อง นักแสดง และนักเต้นอีก 70 ชีวิต จะนำเสนอการแสดงชุดนี้นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ด้วยโปรดักชันสุดยิ่งใหญ่ ฉากและเครื่องแต่งกายสุดอลังการ มาพร้อมกับการแสดงซึ่งเชื่อมต่ออดีตเข้ากับยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างลงตัว โดยผ่านศิลปะการแสดงอุปรากรจีนแบบดั้งเดิม ทั้งดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ในขณะเดียวกันก็ได้นำนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานเพื่อให้การนำเสนอเส้นทางชีวิตทั้งสุขและทุกข์ของจ้าวจวิน สาวงามผู้อุทิศตัวเพื่อความสงบสุขของราชวงศ์ฮั่น และอาณาจักรเซี่ยงหนูให้เต็มไปด้วยพลังอย่างน่าทึ่ง  วันที่ 11 ตุลาคม เป็นช่วงเวลาแห่งความน่าประทับใจของการแสดงร่วมสมัยกับคณะอินโทรดันส  (Introdans) คณะบัลเลต์ร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ผลงานออกมามากที่สุดของเนเธอร์แลนด์ในฐานะคณะระบำชั้นแนวหน้าของประเทศ  คณะอินโทรดันสมีชื่อเสียงทั้งในเรื่องของการเป็นคณะที่เต็มไปด้วยนักเต้นผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ งานออกแบบท่าเต้นที่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงอันน่าประทับใจ สิ่งที่คณะอินโทรดันส แต่งเติมเข้าไปในศาสตร์แห่งบัลเลต์ ไม่ได้มีเพียงศิลปะของการเต้นร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังมีความสร้างสรรค์ความมีชีวิตชีวา เสน่ห์ที่น่าหลงใหล และรูปแบบการแสดงที่ท้าทายต่อแรงโน้มถ่วงรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของเหล่านักออกแบบท่าเต้นชั้นนำที่ได้ร่วมกันรังสรรค์ผลงานที่แสนมหัศจรรย์ ซึ่งถูกนำไปถ่ายทอดผ่านภาษากายได้อย่างงดงามโดยศิลปินนักเต้นที่เปี่ยมด้วยทักษะชั้นสูง คณะอินโทรดันส มีความเชื่อว่า ภาษาของศิลปะการเต้นเป็นสากล สามารถสื่อสารกับคนรุ่นต่างๆ ให้  มาร่วมเคลื่อนไหวไปด้วยกันได้ ในงานมหกรรมฯ ครั้งนี้ คณะอินโทรดันสจะนำเสนอการแสดง ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบท่าเต้นของสามนักออกแบบท่าเต้นชื่อดัง คือ “Polish Pieces และ Black Cake” โดย ฮันส์ ฟาน มาเนน, “Ella” พร้อมดนตรีประกอบของเอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ โดยโรเบิร์ต แบทเทิล และ “In Memoriam” โดย ซีดิ ลาร์บิ เชอร์ครัวอี และทั้งหมดนี้คือ ความเบิกบานของศิลปะการเต้นโดยแท้จริง   จากนั้นจะเป็นช่วงเวลาแห่งมนต์ขลังของดนตรีคลาสสิกกับคอนเสิร์ตคอนแชร์โต บูดาเปสต์ ซิมโฟนี ออร์เคสตรา (Concerto Budapest Symphony Orchestra) คืนวันที่ 13 ตุลาคม คณะซิมโฟนีออร์เคสตราชั้นที่มีอายุเก่าแก่ถึง