TOP
h
  /  LIFESTYLE

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ ถนนสายหางดง-สะเมิง ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ราว 21 กิโลเมตร "ฟลอร่า ครีค" ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามของกฤษดาดอย อุทยานดอกไม้ในตำนานของเชียงใหม่   รีสอร์ตหรูแฝงความอบอุ่น รูปแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งและบริการที่น่าประทับใจ ทุกห้องพักสวย สบายตาในโทนสีเบจ ผสมผสานกับความอ่อนหวานของดอกไม้ได้อย่างละมุนละไม อาคารที่พักแต่ละหลังตกแต่งด้วยอิฐและไม้ วางตัวเรียงราย ดูคลับคล้ายโรงนาในต่างประเทศ ลงตัวกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยดอกไม้และสายน้ำ ที่นี่มีห้องพัก 70 ห้อง ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีพูลวิลล่าที่กว้างขวางพร้อมห้องนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำให้คุณแหวกว่ายอย่างเป็นส่วนตัว ปล่อยใจเป็นอิสระ ทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ทุกห้องพักที่นี่มีบรรยากาศใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยมีพรรณไม้ดอกและกลิ่นดอกไม้เป็นนางเอก ที่จะเปลี่ยนโทนการตกแต่งห้องเป็นเฉดสีต่างๆ ไปตามฤดูกาล สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา ชวนให้กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ วันเวลาที่ ฟลอร่า ครีค อาจหมดไปกับการเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เพลิดเพลินไปกับแมกไม้ สายน้ำ และสวนสวยที่มีพื้นที่ถึง 15 ไร่ ซึ่งร่วมออกแบบจัดแต่งโดยนักจัดดอกไม้ชื่อดัง ที่นี่มีสระว่ายน้ำในบรรยากาศที่แสนเป็นธรรมชาติ เคียงขนานไปกับลำธาร โอบล้อมด้วยไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น มีฟิตเนสที่เปิดรับวิวสวนสวยภายนอก โปร่งสบายตา หรืออาจเลือกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ถึงที่สุดแห่งความสบาย กับหลากหลายทรีตเมนต์ที่ Green House Spa หากต้องการเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โรงแรมมีบริการรถรับส่ง หรือขับรถไปเองก็สะดวกง่ายดาย ที่ ฟลอร่า ครีค มีห้องอาหารให้บริการสองแห่ง คือ Creek Cafe ห้องอาหารที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บริการอาหารไทยแท้ๆ และอาหารนานาชาติให้เลือกรับความอร่อยได้ตลอดทั้งวัน หรืออิ่มเอมกับธรรมชาติ เสียงน้ำตก และสวนดอกไม้ ไปพร้อมๆ กับเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ "เฟื่องฟ้า บิสโทร" ห้องอาหารในเรือนปีกไม้หลังใหญ่ริมธารน้ำ   ฟลอร่า ครีค ยังพร้อมรองรับการประชุมสัมมนา งานแต่งงาน และงานจัดเลี้ยง ด้วยห้องประชุมที่กว้างขวาง ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา สร้างบรรยากาศให้ทุกงานน่าประทับใจ อากาศที่บริสุทธิ์สะอาด ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุ และบริการในระดับ 5 ดาว ทำให้ช่วงเวลาที่ ฟลอร่า ครีค เป็นความสุขสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม ไม่ว่าจะในฤดูไหน ที่นี่ก็มีแต่ความสวยงามน่าจดจำ      

ชื่อของ อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ (Alexander Popov) จะถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะหนึ่งในนักว่ายน้ำยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ที่ภายหลังอำลาสระ เขาได้ให้คำจำกัดความใหม่กับตัวเองอย่างไร "เป็นการตัดสินใจที่ธรรมดา แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผม" อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ เล่าถึงช่วงเวลาอันยากลำบาก ที่เขาตัดสินใจโยนผ้ายุติเส้นทางการเป็นนักว่ายน้ำ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก และนักว่ายน้ำจากรัสเซีย ผู้สร้างสถิติไว้มากมาย นั่งอยู่ในมุมที่เงียบสงบของ คาเฟ่ปุชกิน (Café Pushkin) อันหรูหราในกรุงมอสโก ปล่อยให้ครัวซองต์ในจานที่เพิ่งมาอบมาใหม่ๆ เย็นลงอยู่เบื้องหน้า ยังไม่เที่ยงดี แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของอาคารสไตล์บาโรกที่งดงาม คาเฟ่ปุชกิน เปรียบได้ดั่งไทม์แมชชีน ที่จะนำพาผู้มาเยือนย้อนคืนสู่ช่วงเวลาที่รัสเซียยังอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบซาร์ และเป็นสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ เหมาะสมยิ่งสำหรับการสัมภาษณ์โปปอฟ ประการแรก เขามีสไตล์การว่ายน้ำที่สวยงาม จนทำให้ได้รับสมญานามว่า “ซาร์” และประการที่สอง เพราะดูเหมือนว่าเวลาจะค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างช้าๆ ภายในคาเฟ่ปุชกิน บรรยากาศที่มีความสงบเงียบแผ่ซ่านอยู่ในทุกอณู เชิญชวนให้เกิดการย้อนสะท้อนมองตัวเอง และยอดนักว่ายน้ำวัย 47 ผู้นี้ ก็มีหลากหลายสิ่งให้สะท้อนมองกลับไป โปปอฟเคยเผชิญกับความท้าทายอันน่าหวาดหวั่นที่ว่า “ผมจะมีชีวิตใหม่ที่น่าพึงพอใจได้อย่างไร ในเมื่อได้รับความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่ต้องการมาแล้ว”   Beach days อเล็กซานเดอร์ วลาดีมิโรวิช โปปอฟ เติบโตที่เยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาอูราล ตอนเล็กๆ เขาเป็นเด็กที่กลัวน้ำ แต่ก็สามารถเอาชนะความกลัวนี้ได้ในเวลาต่อมา เมื่อเอาชนะความกลัวน้ำได้ กลับทำให้เกิดความทะเยอทะยาน ผลักดันเขาสู่การ เป็นเจ้าของรางวัล 4 เหรียญทอง จากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลนา ขณะมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น จากนั้น โปปอฟยังสามารถคว้าชัยจากการแข่งขันว่ายน้ำรายการต่างๆ ได้อีกมากมาย ทั้ง 6 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์โลก และอีก 21 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์ยุโรป ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักว่ายน้ำ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของรัสเซีย แต่ทั้งหมดมาถึงจุดหักเหในปี ค.ศ. 2004 หลังจากโอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ เป็นเวลากว่า 10 ปีที่เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในกีฬาว่ายน้ำ โปปอฟรู้ว่า เขาพอแล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะการกลับบ้านมือเปล่าโดยไม่ได้รับเหรียญรางวัลแม้แต่เหรียญเดียว แต่ยังเป็นเพราะเขารู้สึกเต็มอิ่มกับกีฬาว่ายน้ำแล้ว “เหมือนกับว่าผมอ่านหนังสือจบเล่มแล้ว” โปปอฟอธิบายง่ายๆ “คุณพลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย ปิดหนังสือ แล้วนำกลับไปเก็บไว้บนชั้น และไม่คิดจะเปิดอ่านอีกแล้ว เพราะรู้เนื้อหาในนั้นทะลุปรุโปร่งตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย”   ทันทีที่โอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ปิดฉากลง เพื่อนคนหนึ่งของโปปอฟชวนให้เขาไปหาที่ฟิจิ โดยโปปอฟและภรรยาเป็นแขกเพียงไม่กี่คน ที่ไปยังหมู่เกาะสวรรค์แห่งแปซิฟิกใต้ที่แสนพิเศษนี้ “ผมตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะยังเคยชินกับการตื่นเช้าตามโปรแกรมฝึกซ้อม นั่งเงียบๆ บนเก้าอี้ชายหาด เฝ้ามองท้องทะเล แล้วก็คิดว่า ‘นี่แหละชีวิต’ โปปอฟยิ้มแย้มตลอดเวลายามเล่าเรื่องของตัวเอง ราวกับว่า เขารู้สึกผ่อนคลายโดยธรรมชาติ เมื่อตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเข้าสู่ชีวิตใหม่ “ตอนนั้นผมอยู่ในที่ที่ใช่ ในช่วงเวลาที่ใช่ และผมทราบแล้วว่าชีวิตต่อจากนี้ จะเดินหน้าไปอย่างไรหลังจากเลิกว่ายน้ำ ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้ผมมาก”   At one with the elements เหตุที่การเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ของโปปอฟเป็นไปอย่างราบรื่น ยังเกิดจากทัศนคติและมุมมองที่มีต่อชีวิต หรือกล่าวได้ว่า เป็นความสามารถของเขาในการรับมือกับช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน และมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผลชัดเจน ซึ่งกว่าทัศนคติและมุมมองเช่นนี้จะเกิดได้ต้องใช้เวลานานหลายปี “เมื่ออยู่ในน้ำคุณจะถูกจำกัดด้วยกฎแห่งฟิสิกส์ ฉะนั้น ในฐานะนักว่ายน้ำ คุณจะต้องกลมกลืนเป็นหนึ่งไปกับพลังของน้ำ” โปปอฟอธิบาย “มันเป็นเหมือนกระบวนการของการสร้างสรรค์วิธีคิด ซึ่งผมตัดสินใจแล้วว่าผมยอมรับในความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีขีดจำกัด” ยิ่งสามารถคว้าเหรียญมาครองได้มากเพียงใด โปปอฟก็ยิ่งไม่สนใจต่อเสียงยกย่องสรรเสริญเท่านั้น ศัตรูที่แท้จริงของเขากลับเป็นตัวตนของตัวเอง และองค์ประกอบแวดล้อม ช่วงเวลาแห่งการเอาชนะตัวเอง และกาลเวลา ได้สร้างความมั่นใจ ซึ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ไปไกลเกินกว่ากรอบอาชีพนักกีฬาของโปปอฟอีกครั้ง นับจากปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา เขาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งรัสเซีย และได้ก่อตั้งการแข่งขันรายการ Alexander Popov Cup เพื่อช่วยเหลือนักกีฬาเยาวชน ในการเตรียมตัวแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขายังกลับไปมุ่งมั่นเรียนหนังสือจนสำเร็จปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สาขาการเงินการธนาคาร โปปอฟได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นหนึ่งในบอร์ดเจ้าหน้าที่พิเศษของอะดิดาส ผู้ผลิตชุดกีฬาชื่อดังของเยอรมนีในปี 2009 และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2014 ก่อนจะลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตนเอง   New-found freedom งานของโปปอฟ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและวางแผน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาทั่วโลก ขณะที่ธุรกิจของเขามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมอันเป็นบ้านเกิด แต่เขากลับบริหารงานจากมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมของการตัดสินใจทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์มาหลายปี มอสโกได้กลายเป็นบ้านอีกหลังของเขา สิ่งซึ่งมีความหมายต่อโปปอฟมากเสียยิ่งกว่าความสำเร็จในอาชีพของเขา ก็คือ "อิสรภาพ" ที่ได้มาภายหลังจากชีวิตเลิกว่ายน้ำ ไม่มีการฝึกซ้อมวันละแปดชั่วโมง เจ็ดวันต่อสัปดาห์อีกต่อไป โปปอฟอธิบายระหว่างที่พวกเราขึ้นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เพื่อเดินทางไปยังสระว่ายน้ำไชกา ที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเครมลิน กลางกรุงมอสโก “ผมสามารถจะกำหนดตารางชีวิตของตัวเองได้แล้ว” ไม่กี่ปีก่อน โปปอฟพร้อมด้วยภรรยาและลูกๆ อีกสามคน (ลูกชายสองและลูกสาวหนึ่ง) เดินทางท่องเที่ยวแบบโรดทริปไปทั่วทวีปยุโรปด้วย รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส ทั้งครอบครัวแวะเที่ยวที่บัลแกเรีย โครเอเชีย และอิตาลี ก่อนจะขับผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี และโปแลนด์บนเส้นทางกลับสู่รัสเซีย โรดทริปนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “อิสรภาพที่จะเดินทางไปที่ใดก็ได้ตามใจปรารถนา กินอะไรก็ได้ตามที่อยากจะกิน และแวะนอนที่ใดก็ได้ตามที่ต้องการ” เขาย้ำ   Freedom For The Whole Family : THE V-CLASS เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเป็นทั้งรถแวนสำหรับครอบครัวที่มอบความสะดวกสบาย เป็นเพื่อนร่วมทางที่วางใจได้ของผู้ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง เป็นรถยนต์ที่ทรงพลัง และยานพาหนะที่หรูหรามีสไตล์ เสน่ห์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส อยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยและความเป็นอิสระ โดดเด่นในความกว้างขวาง และแนวคิดด้านการตกแต่งภายใน เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาสนำเสนอทุกสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อการเลือกใช้งานตามความปรารถนา บางคนอาจบอกว่าเป็นความสะดวกสบาย อเนกประสงค์ แต่เราเรียกสิ่งนี้ว่า "อิสรภาพ"   เรื่อง: HENDRIK LAKEBERG ภาพ: DAVID FISCHER, MAIN IN MAIN PRODUCTIONS

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

Federer The human superstar โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ คือหนึ่งในนักเทนนิสยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล เป็นการง่ายที่เราจะเชื่อว่า เขาประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นสู่การมีชื่อเสียงระดับโลกได้แบบสบายๆ แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ นักเขียนของเรามีโอกาสได้ใช้เวลาหนึ่งวัน กับนักเทนนิสซูเปอร์สตาร์ชาวสวิส ที่กองถ่ายภาพยนตร์โฆษณาในดูไบ และกลับมาพร้อมด้วยเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ เก้านาฬิกาเศษ ณ ดูไบ ในเดือนเมษายน ทีมงาน 20 ชีวิต ใช้เวลาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เนรมิตสนามเทนนิสจำลองขนาดครึ่งสนามขึ้น ในพื้นที่ของอาคารแสดงสินค้าขนาดใหญ่ คอร์ตเทนนิสปูด้วยพรม มีเน็ต และทุกอย่างเหมือนจริง เพราะ "โรเจอร์ เฟเดอเรอร์" ตกลงที่จะปรากฏตัวในภาพยนตร์โฆษณาให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งตั้งแต่หัวจรดเท้าของเขา จะต้องติดอุปกรณ์สำหรับบันทึกความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท เฟเดอเรอร์ จะตีลูกท็อปสปินที่ทรงพลังที่สุดไปหาคู่แข่งที่สมมติขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวของยอดนักเทนนิสคนนี้ จะถูกคอมพิวเตอร์บันทึกเก็บไว้ อากาศภายในอาคารขณะนั้นทั้งร้อนและอบอ้าว ส่วนด้านนอกอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส เฟเดอเรอร์มาถึงด้วยทีท่าหน้าตาแจ่มใสในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อทีเชิ้ต และรองเท้ากีฬา เพียงไม่กี่วินาทีเขาก็ถูกรายล้อมด้วยผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ช่างภาพ และซาวด์เอ็นจิเนียร์ เฟเดอเรอร์จับมือทักทายทีมงานอย่างเป็นกันเอง เขาพักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ "ดูไบ" คือหนึ่งในสี่สถานที่ที่เขาเรียกว่า "บ้าน" โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ซึ่งได้รับตำแหน่งนักกีฬายอดเยี่ยมประจำปีอีกครั้งในปี 2018 เป็นเสมือนมูฮัมหมัด อาลี หรือเปเล่ของโลกเทนนิส ไม่เคยมีนักกีฬาเทนนิสคนใดประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้มากไปกว่าเขา ในสนามแข่งขัน เฟเดอเรอร์ผสานความสง่างามเข้ากับความสามารถ ผนวกความสร้างสรรค์เข้ากับความแน่วแน่ และผนึกความแม่นยำเข้ากับพลัง ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลย ที่หนึ่งในคำถามซึ่งเขาถูกถามบ่อยที่สุด และเป็นคำถามที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจหาคำตอบได้ ก็คือ “จริงๆ แล้วคุณคือใครกันแน่นะ คุณเฟเดอเรอร์?” หนึ่งในไอเดียแรกๆ ที่ Mercedes me คิดจะต่อยอดจากข้อมูลเหล่านี้ ก็คือ การเล่าถึงความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กของโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ จวบจนถึงวันที่เขาได้ครองแชมป์วิมเบิลดันอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ฟังเฟเดอเรอร์เล่าถึงวัยเด็กว่า เขาทำประตูโรงรถของคุณปู่คุณย่าพังครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร เขาตีลูกเทนนิสอัดใส่ชั้นวางของและตู้ของพ่อแม่อย่างไร แต่แนวคิดนี้อาจจะดูไม่ค่อยเป็นธรรมนัก กับเรื่องราวความสำเร็จอย่างมากมายของเขา ไม่เพียงแค่ชัยชนะในรายการวิมเบิลดัน 8 ครั้ง อย่างไม่มีใครทำได้ และการครองแชมป์ในรายการแกรนด์สแลมอื่นๆ อีก 20 ครั้ง ซึ่งนับเป็นสถิติที่มากกว่าใครในประวัติศาตร์ของกีฬาเทนนิส แต่เรายังต้องคิดถึงคำว่า “พรสวรรค์” และ “การฝึกซ้อม” ที่คงต้องเขียนลงในบทความเป็นพันๆ ครั้ง ตลอดจนคำอื่นๆ อย่าง “วินัย”, “ความทะเยอทะยาน”, “ความขยันหมั่นเพียร”, “ความเป็นมืออาชีพ”, “ความพากเพียร”, “ประสาทที่แข็งแกร่ง” และคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย ที่ได้เปลี่ยนความไม่มีแบบแผน ให้กลายเป็นหลักการปฏิบัติที่มีความสร้างสรรค์อย่างสูง แน่นอนว่ามันจะกลายเป็นข้อเขียนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่แนวคิดนี้มีข้อด้อยอยู่ประการหนึ่งคือ ลักษณะเฉพาะตัวของเฟเดอเรอร์ ไม่อาจถูกลดทอนลงให้เป็นเพียงแค่ตำแหน่งแชมป์ และความฝัน หรือเป็นพรสวรรค์และการฝึกซ้อม   A break from tennis ใครก็ตามที่มีโอกาสได้พบกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นอกสนามเทนนิส ได้ใช้เวลาทั้งวันร่วมกับเขา สัมภาษณ์เขาเป็นการส่วนตัว และพยายามค้นหาความลับเบื้องหลังความสำเร็จ ที่ยังคงดำเนินต่อไปของเขา จะได้ข้อสรุปเดียวกันว่า ชายผู้นี้มีความแตกต่างอย่างแท้จริง 10 นาฬิกา เฟเดอเรอร์ยังอยู่ในห้องแต่งตัว เขากำลังเลือกชุดสำหรับการถ่ายโฆษณาชิ้นนี้ โดยมีทีมงานสองคนคอยช่วยอยู่ ระหว่างนั้น เขาก็เล่าให้ผู้จัดส่วนตัวฟังไปด้วยเรื่องวันหยุดพักผ่อนสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้หยุดนานขนาดนี้ เขามีความสุขมากแค่ไหนที่ได้อยู่กับทุกคนในครอบครัว อยู่กับเพื่อนๆ และตลอดสองสัปดาห์ เขาเล่นเทนนิสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เฟเดอเรอร์หัวเราะ ยิ้มจนแก้มปริและตาหยี ใบหน้าบ่งบอกถึงความสุข ดูไม่มีร่องรอยของความตื่นเต้นหรือกระตือรือร้นจนเกินเลย ผู้ช่วยทั้งสองถามเฟเดอเรอร์ขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ในคนละภาษา เขามีสีหน้างงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มและตอบคำถามของแต่ละคนอย่างใจเย็น ไปพร้อมๆ กับเปลี่ยนเสื้อ เฟเดอเรอร์ดูไม่หงุดหงิดหรือรู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย กลับดูผ่อนคลาย สบายๆ จริงๆ ระหว่างการถ่ายทำ เห็นช่างกล้องเดินสะดุด เขาก็เข้าไปช่วยเและให้คำแนะนำเรื่องการจัดระเบียบร่างกายด้วย ช่วงพักดื่มน้ำ เขายังปรึกษากับผู้กำกับเรื่องกล้องดิจิทัลอย่างคร่ำเคร่งเป็นภาษาฝรั่งเศส บางทีก็เปลี่ยนมาพูดภาษาเยอรมัน สวิสเยอรมัน และอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ขึ้นอยู่กับว่าภาษาใดที่จะเหมาะสุดในตอนนั้น เวลาล่วงไปสามชั่วโมงแล้ว เฟเดอเรอร์ทำตามคำสั่งของผู้กำกับโดยไม่มีอิดออด ไม่มีการบ่น ภายในฮอลล์ที่อบอ้าวเพราะอากาศไม่ค่อยถ่ายเท เฟเดอเรอร์เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว เขาเปลี่ยนเสื้ออีกครั้ง ร่างกายเขาไม่ได้ใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบนักเพาะกาย แต่ก็ฟิตในทุกส่วน ต้นแขนและท่อนแขนข้างขวาซึ่งเป็นแขนที่เขาใช้เหวี่ยงแร็กเก็ต ดูจะใหญ่กว่าแขนซ้าย ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาสากด้าน ซึ่งคุณจะรู้สึกได้ทันทีเมื่อสัมผัสมือกับเขา ดีอะไรเช่นนี้ ยามนั้นคนทั่วๆ ไปคงคิดเหมือนกันว่า ก็ขนาด โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ยังมีข้อบกพร่องเลย เฟเดอเรอร์พักรับประทานมื้อกลางวันร่วมกับทีมงาน หลังจากนั้น เขาก็แจกลายเซ็นและถ่ายภาพที่เขาทั้งยิ้ม และคล้องแขนกับผู้คนแปลกหน้าทั้งหมด แน่นอนว่านี่คือส่วนหนึ่งของงาน แต่ที่สำคัญคือ มันดูไม่เหมือนเป็นงานของเขาเอาเสียเลย ดูจะเป็นงานอดิเรกเสียมากกว่า บรรดาซูเปอร์สตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของพวกเรา ไม่ได้ก้าวขึ้นมาโดดเด่นเพราะความสำเร็จเท่านั้น พวกเขายังมีความสง่าที่หาได้ยาก มีท่าทีที่เรียบง่ายเป็นกันเอง และดูเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง ซึ่งทำให้คนทั่วไปมีความรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ได้   Dinner time for the Federers เมื่อการถ่ายทำโฆษณาภายในฮอลล์เสร็จสิ้น พวกเราเดินทางไปยังทะเลทรายนอกเมือง ที่ซึ่งทีมงานจัดเตรียมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เช็ดล้างและขัดจนเงาวับไว้เบื้องหน้า โดยมีฉากหลังเป็นเส้นขอบฟ้ากับตึกเบิร์จ คาลิฟา และกองคาราวานอูฐ เฟเดอเรอร์ไม่มีคิวที่จะต้องขึ้นไปนั่งบนหลังอูฐ พวกมันเป็นแค่ตัวประกอบในภาพโฆษณาเท่านั้น แต่เขาเกิดความสนใจใคร่รู้และเดินมุ่งไปยังฝูงอูฐ ใช้มือลูบหัวอูฐตัวหนึ่ง เฟเดอเรอร์ยิ้มกว้างราวกับเด็กผู้ชายที่กำลังตื่นเต้นอย่างที่สุด เขาสูดดมกลิ่นของพวกมัน ใช้มือโบกไปมาที่บริเวณจมูกของมัน จากนั้นกลับมายืนอยู่ที่หน้ารถยนต์เงาวับคันนั้น และจบการถ่ายทำ ด้วยการพูดประโยคเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมากว่า 20 ครั้ง ในฉากจบของโฆษณาชุดนี้ เขานั่งลง ผู้กำกับขอให้เขาทำโน่นทำนี่ครั้งแล้วครั้งเล่า เฟเดอเรอร์พูดประโยคเดิมซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกันเล็กน้อย เวลา 17.43 น. อากาศกำลังปลอดโปร่ง อุณหภูมิลดลงมาอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ทีมงานถ่ายทำโฆษณาใช้เวลากับเฟเดอเรอร์มาแล้วร่วม 8 ชั่วโมง ในวันนี้เขาถูกถ่ายภาพไว้นับร้อย เขาถูกสั่งให้หันขวา แล้วก็หันไปทางซ้าย บางครั้งให้ทำสีหน้าเคร่งเครียด บางครั้งให้ยิ้ม หัวเราะ ยิ้มยิงฟันเป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงเวลาที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปเรื่อยๆ ทางทิศตะวันตก เฟเดอเรอร์หวังว่าจะได้กลับบ้านไปเจอลูกๆ ทั้งสี่ก่อนหกโมงเย็น ครอบครัวของเขามักรับประทานอาหารค่ำพร้อมกันตอนหกโมงครึ่ง เวลาที่เขาถูกจองตัวไว้ทำงานหมดไปนานแล้ว แต่ซูเปอร์สตาร์อย่างเฟเดอเรอร์ มีความเรียบง่ายอย่างที่หาได้ยากยิ่ง เขาทำให้เรารู้สึกว่าสามารถเข้าถึงเขาได้ เขานั่งอยู่ในรถเพื่อให้สัมภาษณ์ แต่เลือกนั่งที่นั่งผู้โดยสาร ไม่ใช่ที่นั่งคนขับ บางทีอาจจะเป็นการแสดงถึงความถ่อมตนก็เป็นได้ หลังจากช่วงวันทำงานอันยาวนาน และมีครอบครัวรอคอยการกลับไปของเขา โรเจอร์ เฟเดอเรอร์จะมีสมาธิกับการตอบคำถามของพวกเราไหม แต่เขาก็มีให้อย่างเต็มร้อย ไม่มีการตอบคำถามแบบสั้นๆ ห้วนๆ ไม่แสดงความหงุดหงิดขุ่นเคือง เขาโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านว่าจะกลับช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย แถมระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาไม่ได้เหลือบมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือเลยแม้เพียงครั้งเดียว เฟเดอเรอร์จะคิดก่อนตอบในทุกคำถาม เขาเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของตัวเองว่า ในที่สุดแล้วพ่อกับแม่ตกลงซื้อเน็ตให้เขาได้เล่นเทนนิสบนถนน ไม่ใช่ในห้องนั่งเล่นเหมือนก่อนหน้านั้นได้อย่างไร เขาและเพื่อนๆ ต้องยกเน็ตหนีทุกครั้งที่มีรถแล่นผ่านมาอย่างไร เขาเติบโตมาในย่านที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างเงียบสงบ ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่อ่อนโยน เป็นห่วงเป็นใย และรักเขา เฟเดอเรอร์อธิบายเหตุผลที่ทำให้เพื่อนจากวัยเด็กหลายๆ คน ยังคงมีความสำคัญต่อเขาจนถึงปัจจุบัน เขารู้สึกขอบคุณพ่อแม่และปู่ย่าตายายของเขามากเพียงใด ความเคารพ และความรู้สึกซาบซึ้งใจปรากฏอยู่ในทุกคำพูดของเฟเดอเรอร์ ที่ยังเป็นคนเดิมสำหรับคนเหล่านั้น แม้ว่าจะมีความแตกต่างมากมายเหลือเกิน ระหว่างชีวิตของเขาและคนอื่นๆ แม้จะเป็นเรื่องยากในการพยายามที่จะอยู่ให้ติดดิน ไม่ตัวลอยละล่องในขณะที่มีคำยกย่องสรรเสริญไปทั่วโลก เฟเดอเรอร์คือคนแบบที่ใครๆ ก็อยากได้เป็นเพื่อน หรืออยากทำความรู้จัก ไม่ใช่เพราะเขาร่ำรวยมีชื่อเสียง และไม่ใช่เพราะเขายังคงสร้างสถิติใหม่ให้กีฬาเทนนิสอย่างไม่หยุดยั้ง เวลาผ่านไปจนถึงหนึ่งทุ่ม ขณะออกจากกองถ่าย เฟเดอเรอร์บอกว่าเขารอที่จะได้พบหน้าครอบครัว ในการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เฟเดอเรอร์บอกว่าเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษไปกว่าคนอื่นๆ นักข่าวที่มีบทสัมภาษณ์อยู่ในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งอย่างมีความสุขอยู่บนพื้นทราย ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ย้อนคิดถึงคำถามเปิดการพูดคุย “จริงๆ แล้วคุณคือใครกันแน่นะคุณเฟเดอเรอร์?” หากจะมีคำตอบให้กับคำถามนี้ ก็คงเป็นคำตอบที่ออกจะซ้ำซากน่าเบื่อ หรือบางทีคำตอบอาจเป็นเพียงแค่ประโยคธรรมดาๆ ที่ว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ก็คือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ไงล่ะ ใช่เลย ถูกต้อง และเขายังเป็นนักเทนนิสยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลด้วย

บรรดานักลงทุนเชื่อว่า “พ็อดคาสต์” เป็นสื่อที่กำลังจะมาแรง   พ็อดคาสต์ คืออะไร? หลายคนยังอาจสงสัย แต่ถ้าเห็นโลโก้ของพ็อดคาสต์แล้ว คงรู้สึกว่าคุ้น เพราะสิ่งนี้มีมานานแล้ว เป็นแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาพร้อมกับไอโฟนและไอแพด แต่ก็ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย พ็อดคาสต์ คือรายการเผยแพร่เสียงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือสื่อในรูปแบบเสียง คล้ายๆ รายการวิทยุ โดยผู้จัดจะบันทึกเสียงเพื่อนำเสนอรายการลงบนช่องทางออนไลน์ของตน จุดเด่นของพ็อดคาสต์คือ การนำเสนอเนื้อหามักแบ่งเป็นตอนๆ ผู้ฟังสามารถเลือกฟังเฉพาะตอนที่สนใจ ดาวน์โหลดเก็บไว้ได้ ฟังเมื่อไหร่ก็ได้ ฟังได้โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต และสมัครรับช่องที่จะฟังได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จุดเริ่มต้นของพ็อดคาสต์มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 2004 คำว่า "พ็อดคาสต์" นั้นมาจากคำว่า POD หรือ Personal On-Demand รวมกับคำว่า Broadcasting กลายเป็นคำว่า Podcasting บ้างก็ว่ามาจากคำว่า iPod + Broadcast เนื่องจากพ็อดคาสต์เหมือนต่อยอดมาจากที่คนนิยมฟังไอพ็อด แม้ว่าพ็อดคาสต์จะเป็นแอปพลิเคชัน ที่มาพร้อมอุปกรณ์ในเครือข่ายของค่ายแอปเปิล หรือระบบปฏิบัติการ iOS แต่สำหรับ Android ก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกูเกิลเปิดตัว Google Podcasts บนแอนดรอยด์ อย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 2018 แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI ของกูเกิล ที่เก็บข้อมูลจากพฤติกรรมการฟังที่ผ่านๆ มา แล้วช่วยแนะนำรายการใหม่ๆ ให้ตรงใจคนฟัง นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันอื่นๆ เช่น Podbean, Castbox, Sticher, Anchor, Overcast ฯลฯ ทั้งสำหรับไอโอเอส และ แอนดรอยด์ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากลองอะไรที่แตกต่าง   การเติบโตของ Podcasts ปัจจุบัน พ็อดคาสต์ทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 660,000 ช่อง มีรายการรวมประมาณ 28 ล้านตอน ซึ่งน่าจะครอบคลุมทุกเรื่องที่ผู้คนสนใจ ทั้งข่าว ธุรกิจ การศึกษา ศิลปะ สังคม วัฒนธรรม ตลก ทำอาหาร ฯลฯ กลุ่มผู้ฟังพ็อดคาสต์ส่วนใหญ่คือคนรุ่นมิลเลนเนียล (Generation Y) คืออายุประมาณ 23-40 ปี และเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มช่วงอายุที่เด็กกว่านั้น (Generation Z) คือประมาณเด็กมัธยมถึงมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่แน่นะว่า หากคนในกลุ่มเจนเอ็กซ์ (Generation X - ค.ศ. 1965-1980) ค้นพบว่า พ็อดคาสต์มีรายการหลากหลายมาก ก็อาจจะหันมาฟังมากขึ้น เพราะการฟังทำให้สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นไปพร้อมกันได้ ช่วยลดภาระในการใช้สายตาได้ และข้อดีที่เหนือกว่าวิทยุทั่วไปคือ ฟังเมื่อไหร่ก็ได้ที่สะดวก ไม่ต้องคอยติดตามรายการต่างๆ ตามตารางเวลาออกอากาศ ตลาดพ็อดคาสต์ที่แพร่หลายและมีมูลค่าสูงที่สุดในโลกคือ สหรัฐอเมริกา โดยในช่วง 5 ปีมานี้ รายได้จากค่าโฆษณาบนพ็อดคาสต์ในสหรัฐอเมริกา เติบโตขึ้นเกือบ 4 เท่า เฉลี่ยปีละ 30% แต่ถึงกระนั้น ก็ยังถือว่าเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับสื่ออื่นๆ สำหรับพ็อดคาสต์ในไทย เริ่มเติบโตมากขึ้นในช่วงสองปีมานี้ โดยมีประมาณ 60 ช่อง กว่า 200 รายการ เนื้อหาหลากหลายมาก ตั้งแต่วิเคราะห์ข่าว, เรียนภาษา, แนะนำหนังสือ, แนวทางการใช้ชีวิต, ไปจนถึงธรรมะบรรยายของหลวงพ่อชื่อดัง รูปแบบพ็อดคาสต์ไทยเกือบครึ่ง จะเป็นการสนทนาระหว่างผู้จัดด้วยกันเอง รองลงมาก็คือรายการสัมภาษณ์ จัดรายการเดี่ยว และการบรรยายทั่วๆ ไป ที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า การสอดแทรกโฆษณาในพ็อดคาสต์เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ คือคนจัดรายการมักจะพูดโฆษณากันตรงๆ ไปเลย บางทีก็ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของรายการเลยด้วยซ้ำ แต่คนฟังกลับรับได้ และผลสำรวจก็พบด้วยว่า 60% ของผู้บริโภค ค้นหาสินค้าหลังจากที่ได้ยินโฆษณาจากรายการในพ็อดคาสต์ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนคาดการณ์ไว้ว่า พ็อดคาสต์อาจกลายเป็นสื่อกระแสหลักได้ในไม่ช้า   6 Podcasts ยอดนิยมของไทย คำนี้ดี รายการพ็อดคาสต์ของสำนักข่าวออนไลน์ The Standard “คำนี้ดี” เป็นรายการสอนภาษาอังกฤษ ผ่านคำศัพท์วันละนิดละหน่อย ความยาวตอนละประมาณ 15 นาที   The Secret Sauce อีกหนึ่งรายการของ The Standard เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสำเร็จของธุรกิจต่างๆ ถอดรหัสความสำเร็จของนักธุรกิจไทย แบรนด์ไทย หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ   6 Minute English รายการสอนภาษาอังกฤษโดย BBC Radio อัพเดตใหม่ทุกวันพฤหัสบดี ความยาวตอนละ 6 นาที ตามชื่อรายการเลย   Mission to the Moon พ็อดคาสต์เกี่ยวกับธุรกิจ การตลาด การบริหารงาน และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต โดย "รวิญ หาญอุตสาหะ" เจ้าของแบรนด์ศรีจันทร์ แค่เรื่องราวของตัวเอง ที่เขาพลิกโฉมเปลี่ยนลุคแบรนด์เก่าแก่ของครอบครัวก็น่าสนใจแล้ว   Nopadol’s Story: เล่าเรื่องธุรกิจ หนังสือ และประสบการณ์ต่างๆ โดย "ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์" คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   แปดบรรทัดครึ่ง: พ็อดคาสต์ความยาว 9-10 นาที เล่าเรื่องการสร้างนวัตกรรม การบริหารงาน การตลาด และแรงบันดาลใจจากทั่วทุกมุมโลก Credit : Mercedes Me Magazine

ใกล้เข้าสู่เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขประจำปีที่หลายต่อหลายคนรอคอยเพื่อที่จะมอบ "ของขวัญ" ให้กับคนที่คุณรัก ทว่าการเลือกของขวัญก็จำเป็นมากเพราะเป็นการสื่อความหมายได้ดี ผ่านของขวัญที่คุณมอบให้จากใจผู้ส่งถึงผู้รับ ได้อย่างน่าชื่นชม เราจึงแนะนำมอบสุขภาพดีให้กับคนที่คุณรัก ด้วย 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC  ชุดของขวัญ Executive Wellness Selection เติมความสดใสมีชีวิตชีวา บำรุงสมองและสายตา ด้วย Royal Cordyceps Mix C, BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 7,190 บาท    ชุดของขวัญ Vision and Brain Boosting เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด พร้อมบำรุงสายตาด้วย Royal BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 4,190 บาท    ชุดของขวัญ Wellness Healthy เติมความอ่อนเยาว์ พร้อมกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย Royal Cordyceps Mix C ราคา 3,000 บาท  ชุดของขวัญ Bone and Brain Longevity สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและข้อ บำรุงสมอง ช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่มด้วย Royal Calcium-LT และ Lecithin Capsule ราคา 2,450 บาท สนใจสั่งซื้อ 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

วันเดอร์ฟรุ๊ต (Wonderfruit) เฟสติวัลระดับโลกโดยคนไทย จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองงานศิลปะ ดนตรี อาหาร และไอเดียสร้างสรรค์ กลับมาอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2562 นี้ ชู คอนเซ็ปต์ “ป๊อปอัพซิตี้” แนวคิดการสร้างเมืองในอุดมคติตามวิถีความยั่งยืน ด้วยการนำประสบการณ์และการเรียนรู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รังสรรค์เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วม พีท-ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง วันเดอร์ฟรุ๊ต กล่าวว่า “เราจำลองเมืองที่เราอยากจะเห็นขึ้น เมืองที่จะเชื่อมโยงผู้คนให้มาร่วมแสดงพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ที่จะส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้ ทีมงานของเรามีความตั้งใจที่จะออกแบบทุกองค์ประกอบพื้นฐานของเมือง ด้วยแนวคิดใหม่ๆ ที่ให้แรงบันดาลใจ และมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน” ภายใน “ป๊อปอัพซิตี้” ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตสร้างขึ้น วันเดอเรอร์จะได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ซึ่งไฮไลท์ในเฟสแรกนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ต ประกาศการทำงานร่วมกับโปรเจ็ค Musicity ซึ่งก่อตั้งโดย Nick Luscombe กูรูด้านดนตรีและดีเจมากฝีมือจาก BBC 3 ที่ได้จับมือกับเหล่าโปรดิวเซอร์จากค่าย Erased Tapes อาทิ Daniel Brandt & Eternal Something, Douglas Dare, Hatis Noit, Midori Hirano และ Rival Consoles รวมถึงศิลปินไทย ครั้งแรกที่ศิลปินจากโปรเจ็ค Musicity จะมาทำเพลงซาวด์แทร็คให้กับแลนด์มาร์คต่างๆ ของกรุงเทพฯ พร้อมกับนำเพลงที่แต่งไปโชว์กันสดๆ บนเวที เธียเตอร์ สเตจ (Theatre Stage) ในงานปีนี้ ทางฝั่ง โซลาร์ สเตจ (Solar Stage) ของศิลปินนักออกแบบ Greg Fleishman ที่กลายเป็นไฮไลท์สปอตในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกของทุกคน เวทีโครงสร้างโมดูลาร์จะกลับมาพร้อมการปรับดีไซน์กันอีกครั้ง เพิ่มพื้นที่ให้ร่มเงา พร้อมให้วันเดอเรอร์ได้ปีนป่าย และนั่งชมการแสดงจากมุมต่างๆ ได้มากขึ้น โดยศิลปินเฟสแรกของโซลาร์ สเตจ ครั้งนี้นำโดย Acid Pauli, Arp Frique & Family, Daddy G (จากวง Massive Attack), Floating Points, Gidge และ Trojan Sound System ด้านเดอะ ควอรี่ (The Quarry) จุดรวมตัวของคอดนตรีสายลึก เตรียมต้อนรับการกลับมาของ Craig Richards ศิลปินเพลงอันเดอร์กราวน์ระดับตำนาน เจ้าของโปรเจ็ค “Collisions” ที่เขาได้คัดเลือกศิลปินที่มีแนวเพลงโดดเด่นเฉพาะตัว สะท้อนภาพวงการเพลงอันเดอร์กราวน์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังประกาศความพิเศษของเวที "เดอะ ควอรี่" ในปีนี้ ที่จะขยายเวลาให้ได้เต้นกันตั้งแต่กลางวัน แฟนเพลงอันเดอร์กราวน์ เตรียมพบกับ Binh, Bobby., Craig Richards, DOTT, Felix Dickinson, Nick The Record, Powder, Sonja Moonear และ Willow ฟอร์บิดเดน ฟรุ๊ต (Forbidden Fruit) โครงสร้างไม้ไผ่ดีไซน์สวยงาม พร้อมเปิดฟลอร์เต้นรำให้เหล่าวันเดอเรอร์ได้ปล่อยลีลาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ วันเดอร์ฟรุ๊ต เตรียมยกพื้นที่ให้กับเหล่าศิลปินจากค่าย Ed Banger Records นำโดย Breakbot & Irfane, Busy P, Myd และ Yasmin และอย่าพลาดการอุ่นเครื่องปาร์ตี้กับบีทเพลงสนุกๆ จาก Colleen 'Cosmo' Murphy และอีกสุดยอดความทรงจำที่ทุกคนพูดถึงจากปีที่แล้ว เวที โพลิกอน (Polygon) กับระบบซาวน์แบบ 360 องศาหนึ่งเดียวของโลก จะกลับมาพร้อมเทคโนโลยีวิช่วลแบบไฮเดฟ และระบบเสียงรอบทิศทาง กับไลน์อัพศิลปิน-ดีเจแนวอิเล็คทรอนิกส์แบบจัดเต็ม อาทิ Alban Endlos, Alejandro Castelli, Dandara, Holed Coin, Kusht, Luis Rosenberg, Martha Van Straaten, Matanza, Miret, Reple, Sainte Vie, Spaniol, Timboletti และ Xique-Xique เป็นต้น นอกเหนือจากประสบการณ์ทางดนตรีที่อัดแน่นแล้ว ยังมีโปรแกรม Scratch Talks ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตได้เชิญเหล่าผู้นำทางความคิดจากทั่วโลก มาแชร์เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้กับเหล่าวันเดอเรอร์ โดยในปีนี้ก็ยังคงจัดขึ้นใน Eco Pavilion ภายใต้ธีมหัวข้อ LIVE, LOVE และ WONDER และสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ Wonderness คือพื้นที่ที่จะเปิดโอกาสให้วันเดอเรอร์ได้สำรวจ และค้นพบตนเอง ผ่านการทำเวิร์คช็อป กิจกรรม และการรักษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกโยคะ การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยเสียง (sound bath) พิธีกรรมแบบชาแมน (shamanic ceremony) เป็นต้น โดยในปีนี้ จะมีกิจกรรมที่นำเอาภูมิปัญญาไทยเข้ามาผสมผสาน ให้วันเดอเรอร์ได้รับพลัง พร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจตามวิถีดั้งเดิมที่ถูกนำมาตีความและนำเสนอในรูปแบบใหม่ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังคงเดินหน้าเตรียมกิจกรรม และประสบการณ์อีกมากมาย ซึ่งจะประกาศออกมาให้ทราบในเฟสถัดไป   #Wonderfruit2019 จะจัดขึ้นในวันที่ 12-16 ธันวาคม ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ พัทยา ราคาบัตรเฟสแรก จำหน่ายในราคาเริ่มต้น ที่ 5,900 บาท สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ราคาบัตรและที่พักประเภทต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์วันเดอร์ฟรุ๊ต  โดยติดตามการอัพเดทข่าวสารและกิจกรรมของวันเดอร์ฟรุ๊ตผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม และ ยูทูป   https://www.youtube.com/watch?v=O2PABkA4khE&feature=emb_logo

ประดิษฐกรรมเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดของโอริส กำเนิดขุมพลังงานด้วย กลไกที่พัฒนาขึ้นเองของโอริส ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ กลไก สเกเลตันที่เปลือยเปล่า คาลิเบอร์ 115 ได้เผยให้เห็นการทำงานของพลังงานสำรองแบบ 10 วัน และหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรงที่อยู่ภายใน ความหรูหราแบบร่วมสมัยที่มุ่งเน้นถึงคุณค่าอมตะในด้านรูปแบบที่งดงามตามกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลสวิส เราอยู่กับวิศวกรอาวุโสด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโอริส Lukas Bühlmann (ลูคัส บุลห์แมนน์) ผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิต Oris Big Crown ProPilot X Calibre 115 อะไรคือ สาระสำคัญของการออกแบบที่อยู่เบื้องหลังนาฬิการุ่น Big Crown ProPilot X Calibre 115? ท้ายที่สุดแล้วใจความสำคัญก็คือ การขับเคลื่อนนาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสไปสู่คนรุ่นต่อไป เราผลิตนาฬิกาสำหรับนักบินให้กับเหล่านักบินชาวอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อะไรคือความร่วมสมัย ความหรูหรา ที่นาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสควรจะมี? อะไรเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ในการดำเนินการตามใจความ สำคัญ? หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การคำนวณหาวิธีในการรักษาสมดุลระหว่าง ตัวเรือนตามแบบประเพณีนิยม และกลไกไว้ได้อย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งคือจะออกแบบนาฬิกาให้มีความทันสมัยได้อย่างไร โดยที่ไม่ใช่นาฬิกาแนวแฟชั่น? เราต้องการที่จะสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีความร่วมสมัย โดยที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้ แม้ว่ากระแสความนิยมตามยุคสมัยจะเปลี่ยนไป คุณหาแรงบันดาลใจได้จากที่ใด? การบินและสถาปัตยกรรม แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังประดิษฐกรรมเรือนเวลาเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยกลไก และเราทำให้รูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมมีความแข็งแกร่ง บาร์เรลที่เปลือยต้องดึงดูดสายตาคุณเป็นลำดับแรก ตามด้วยสะพานจักร และเมื่อนั้นคุณก็จะเริ่มเห็นถึงรายละเอียดของล้อเฟือง ตัวเรือนนั้นเปรียบเสมือนเครื่องบินปฏิบัติการลับ ที่มีปฏิสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้นต่อกันระหว่างกลไกที่มีการเคลื่อนไหว และองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่คงที่ มีคุณลักษณะแนวฟิวเจอร์ริสติคในการออกแบบ – นั่นเป็นความตั้งใจหรือไม่? ผมไม่เรียกมันว่าการออกแบบแบบฟิวเจอร์ริสติค แต่เป็นงานออกแบบที่มุ่งสู่อนาคต โอริสมีประวัติศาสตร์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับนักบินมาอย่างยาวนาน และคุณก็สามารถที่จะเห็นได้ในการออกแบบซึ่งมีความสำคัญ มันยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโอริส คุณค่าของการออกแบบที่งดงาม รวมถึงกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลที่มีมาอย่างยาวนาน คุณคิดว่านี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่ใช่นาฬิกาสำหรับนักบินแบบธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ นี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินเรือนแรกของโอริสที่ไม่มีตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัด แต่ดีเอ็นเอที่เกี่ยวกับการบินยังคงมีอยู่ในรายละเอียดอย่างครบถ้วน เราใช้ไทเทเนียมสำหรับตัวเรือนนาฬิกา เพราะมีน้ำหนักที่เบามาก สิ่งที่ทำให้นาฬิกาสำหรับนักบินเรือนนี้มีความพิเศษก็คือคุณลักษณะทางด้านเทคนิค เทคโนโลยีเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังในเรื่องของการบินทุกวันนี้ อะไรคือสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในเรื่องของการออกแบบนาฬิกาสเกเลตัน? สิ่งที่สำคัญที่สุดประการแรกคือความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค นี่คือสิ่งที่จะอยู่คู่กับตัวดีไซเนอร์อยู่เสมอตลอดกระบวนการออกแบบ การออกแบบและฟังก์ชั่นต่างๆ ต้องทำงานร่วมไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นคุณต้องคิดหลายระดับในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทุกชิ้นส่วนมารวมกัน คุณจะได้รูปแบบอย่างที่คิดไว้ โดยรวมแล้วด้วยการคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ทำให้การทำงานต้องใช้เวลานานด้วยเช่นกัน บางครั้งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาบ้างหรือไม่? มี อย่างแน่นอน บางครั้งคุณต้องการออกแบบบางสิ่งไปในทางหนึ่ง แต่ไม่นานคุณก็จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค มันเป็นเรื่องของการปรับให้เหมาะสม ยิ่งคุณมีความเข้าใจในหลักของการออกแบบมากเท่าใด คุณก็จะยิ่งหาทางออกได้เร็วยิ่งขึ้น อะไรเป็นสิ่งที่นาฬิกาเรือนนี้จะบอกให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องความหรูหราในแบบของโอริส? ความจริงก็คือสำหรับโอริสนั้น ความหรูหราเป็นเรื่องของการดำเนินตามแนวทางของตัวเอง นั่นเพราะมันเป็นเส้นทางที่เรายึดถือ ในทางปฏิบัติแล้วนั่นหมายถึง เราออกแบบนาฬิกาขึ้นสำหรับผู้ที่ตั้งคำถาม และต้องการหาประสบการณ์ชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ประดิษฐกรรมแห่งเวลาของเราได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางผู้ซื่อสัตย์สำหรับการผจญภัยไปชั่วชีวิต ไม่ว่าคุณไปที่ไหน นาฬิกาโอริสของคุณก็จะติดตามคุณไปเสมอ อะไรที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ออกแบบมาได้ดี? รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ – ทุกมุมมองของตัวเรือน วิธีการที่สายนาฬิกาผสานเข้ากับตัวเรือนได้อย่างกลมกลืน การตัดสินใจที่จะมองข้ามตัวเลขบอกเวลา บ่าป้องกันมะยม สะพานจักร วงแหวนของหน้าปัดเซาะร่องแบบใบพัดเครื่องยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย มันเป็นการที่ทุกสิ่งมารวมกัน ดังนั้นคุณจะไม่เห็นมันเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่คุณจะเห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ทำให้รูปแบบของนาฬิกาเรือนนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ คุณทำงานตามหลักการออกแบบที่ว่า ‘รูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอย - form follows function’ ใช่หรือไม่? นาฬิกาควรจะต้องมีความหมาย และประกอบด้วยกลไกซับซ้อนที่มีประโยชน์ ส่วนรูปลักษณ์ของนาฬิกาก็ควรสะท้อนถึงสิ่งที่มันเป็น แต่คำว่ารูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอยนั้น มันฟังดูไม่มีความยืดหยุ่นเท่าไร อีกครั้งถ้าการ ‘ก้าวตามวิถีทางของตัวเอง’ เป็นแนวปณิธานของคุณแล้ว คุณจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกฎใดกฎหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ Big Crown ProPilot X Calibre 115 จะบอกถึงเกี่ยวกับการออกแบบของโอริส? ผมคิดว่ามันจะบอกได้ถึงสองประการ คือ เราไม่กลัวที่จะขยายขอบเขตของเรา และเราชำนาญในการรวมเอาทักษะความเชี่ยวชาญต่างๆ เข้าด้วยกัน จำนวนสมาชิก 10 คนที่อยู่ในทีมมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการออกแบบกลไก ตัวเรือน และสายนาฬิกา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกา ชิ้นส่วนเล็กๆหลายชิ้นถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเราทั้งหมดทุกคนภาคภูมิใจในผลลัพธ์ที่ออกมา รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน ไทเทเนียม แบบประกอบหลายชื้นส่วน ขนาด 44.00 มิลลิเมตร (1.732 นิ้ว) หน้าปัด สเกเลตัน วัสดุเรืองแสง เข็มนาฬิกา และขีดบอกเวลาเคลือบสาร Super-LumiNova® กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ คริสตัล โค้งรูปดดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลัง ไทเทเนียม ขันสกรู กระจกแซฟไฟร์ คริสตัล เผยให้เห็นกลไกภายใน อุปกรณ์ปรับตั้งเวล่า มะยมนิรภัยแบบขันเกลียวทำด้วยไทเทเนียม สายนาฬิกา สายไทเทเนียมแบบประกอบหลายชิ้น หรือ สายหนังสีดำ พร้อมเฟืองล็อคสายทำจากไทเทเนียมแบบ ‘ดึงขึ้น’ การกันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร)     สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555.