TOP
h
  /  NEWS & UPDATE

นิยามใหม่แห่งการใช้ชีวิตใจกลางเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยที่สุดแห่งโครงการสุดลักซ์ชัวรี่ วินด์เชลล์ นราธิวาส (Windshell Naradhiwas) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ ผลงานการรังสรรค์ของ บริษัท วาย แอล พี จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ชั้นนำของไทยที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ในการสร้างสรรค์โครงการที่พักอาศัยคุณภาพมาต่อเนื่อง ล่าสุด ชูแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัยอย่าง ‘Tropical Stacking Home’ โดดเด่นด้วยการออกแบบทุกฟังก์ชั่นในคอนโดฯ ให้เหมือนการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองครั้งแรกในโลก "เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ครอบครัวหรือมืออาชีพที่กำลังมองหาที่พักอาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ และยังเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างรู้ใจ นอกจากจะปักหมุดในทำเลใจกลางเมืองอย่างสาทร ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแล้วยังเติมเต็มความสุขของผู้อยู่อาศัยในรูปแบบดูเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มาพร้อมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (shear wall) ทำให้ไม่มีเสาหรือคานในห้อง เปรียบเสมือนกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่แสนยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นเจ้าของแต่งแต้มจินตนาการ ในการออกแบบและตกแต่งได้ตามใจและไร้ข้อจำกัด แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องฟังก์ชั่นในห้อง เพราะคำนึงถึงการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง จึงออกแบบให้หันหน้าเพื่อเปิดรับลมธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จนแทบไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา" -นายโชติพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาย แอล พี จำกัด  เท่านั้นยังไม่พอ วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังทลายกรอบความเชื่อในการอยู่คอนโดฯแบบเดิม ๆ ที่ไม่ต่างจากการอยู่ในกล่องกระจก ด้วยพื้นที่ระเบียงขนาดใหญ่ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกออกแบบมุมพักผ่อนบริเวณระเบียงเป็นสวนหย่อม หรือแปลงโฉมเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวได้ตามความต้องการ ถ้ายังไม่จุใจยังมีพื้นที่สวนหลังบ้านที่ช่วยการหมุนเวียนระบายอากาศทุกยูนิต โดยพื้นที่ส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือนหลังบ้านบนดิน สามารถติดตั้งงานระบบต่าง ๆ ส่วนครัวไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นหรือจะใช้เป็นพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า และเก็บของก็เนรมิตได้ดั่งใจ นอกจากนี้ เพื่อให้สมกับคอนเซ็ปต์โครงการที่ต้องการหลอมรวมเสน่ห์ของบ้านและคอนโดฯ ไว้ในหนึ่งเดียว จึงนำเสนอความเป็นส่วนตัว ด้วยการออกแบบให้แต่ละชั้น มีเพียง 2 ยูนิต โดยมีลิฟท์ 2 ตัว สำหรับให้บริการลูกบ้านแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน พร้อมโถงลิฟท์ส่วนตัวทุกห้อง เหนือชั้นไปกว่านั้น คือ ยินดีฉีกกฎเหล็กของคอนโดฯ ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ตามใจปรารถนา เพราะเข้าใจดีว่า สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เพียงแต่ต้องเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่รบกวนทำความรำคาญใจให้กับเพื่อนบ้าน วินด์เชลล์ นราธิวาส ยังเติมเต็มความสุขที่คนเมืองมองหาด้วยการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสวนหย่อมที่ทางโครงการรักษาต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ ยังปลูกเพิ่มอีกมากกว่า 100 ต้น พื้นที่ส่วนกลางบนชั้นดาดฟ้าที่ประกอบด้วยมุมร่มรื่นของสวนหย่อมและต้นไม้ใหญ่ สระว่ายน้ำความยาว 23 เมตร และ สระเด็ก ฟิตเนส ห้องอบไอน้ำ และห้องครัวแบบ Communal Kitchen และห้อง Multi-Purpose สำหรับพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะสังสรรค์เมื่อมีแขกมาเยือน ประสบการณ์ใช้ชีวิตเหนือระดับ แบบไม่จำกัดกรอบนี้ สร้างมิติใหม่ให้ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นมากกว่าไฮไรซ์คอนโดฯทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการนำบ้านแต่ละหลังมาบรรจงซ้อนกันเป็นอาคารสูง 28 ชั้น สมกับเป็นจุดนัดพบระหว่างชีวิตแนวราบและแนวดิ่งแห่งโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในจินตนาการนี้พร้อมให้สัมผัสแล้ว โดย โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส เป็นโครงการแบบฟรีโฮลด์ เปิดขายในรูปแบบ bare shell ดูเพล็กซ์ขนาด 453 ตารางเมตร และ 562 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 78 ล้านบาท สำหรับท่านที่สนใจและกำลังมองหาบ้านคุณภาพดีใจกลางเมือง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อนัดหมายล่วงหน้าเพื่อรับชมโครงการได้ที่ โทร. 092-652-5544 อีเมล์ info@windshell.com หรือคลิกไปที่เว็บไซต์ www.windshell.com

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

ใกล้เข้าสู่เวลาช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขประจำปีที่หลายต่อหลายคนรอคอยเพื่อที่จะมอบ "ของขวัญ" ให้กับคนที่คุณรัก ทว่าการเลือกของขวัญก็จำเป็นมากเพราะเป็นการสื่อความหมายได้ดี ผ่านของขวัญที่คุณมอบให้จากใจผู้ส่งถึงผู้รับ ได้อย่างน่าชื่นชม เราจึงแนะนำมอบสุขภาพดีให้กับคนที่คุณรัก ด้วย 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC  ชุดของขวัญ Executive Wellness Selection เติมความสดใสมีชีวิตชีวา บำรุงสมองและสายตา ด้วย Royal Cordyceps Mix C, BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 7,190 บาท    ชุดของขวัญ Vision and Brain Boosting เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด พร้อมบำรุงสายตาด้วย Royal BRN Gevity และ Vitalutein Plus ราคา 4,190 บาท    ชุดของขวัญ Wellness Healthy เติมความอ่อนเยาว์ พร้อมกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วย Royal Cordyceps Mix C ราคา 3,000 บาท  ชุดของขวัญ Bone and Brain Longevity สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและข้อ บำรุงสมอง ช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่มด้วย Royal Calcium-LT และ Lecithin Capsule ราคา 2,450 บาท สนใจสั่งซื้อ 4 กิ๊ฟต์เซตของขวัญแห่งความสุข BDMS WELLNESS CLINIC ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563

"F1 in Schools Thailand" ร่วมกับโรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมยานยนต์ ผ่านการออกแบบสร้างรถแข่ง F1 คันจิ๋ว!” ในรูปแบบ 3 มิติ มุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ 4 สาขาวิชาหลัก ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ทั้งยังได้เรียนรู้ ด้านการตลาด การเงิน การออกแบบ การสื่อสาร การบริหารจัดการต่างๆ ตามแนวทางของ “STEM Challenge” ซึ่งเป็นหลักสูตรนี้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก มาใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์ “รถแข่งF1 จิ๋ว” โดยใช้ซอฟต์แวร์ CAD / CAM ทำงานร่วมกันออกแบบวิเคราะห์ ผลิต ทดสอบและแข่งรถยนต์ขนาดเล็ก ให้มีสมรรถนะสูงสุด รูปลักษณ์สวยงาม และวิ่งได้เร็วที่สุด แล้วจำลองต้นแบบรถฟอร์มูล่าวัน (F1 model block) ในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยDenford เครื่องพิมพ์3 มิติ แล้วขับเคลื่อนโดยเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โปรแกรมนี้ จะมุ่งเน้นไปที่เด็กช่วงอายุที่ 9 -19 ซึ่ง F1 in Schools เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ไม่เหมือนใคร ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้านวิศวกร นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสที่เด็กไทยจะได้เข้าร่วมการแข่งขันประลองความเร็วของรถแข่งจำลองระหว่างประเทศ ในระดับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อายุ 11-19 ปี บนรางที่มีความยาว 20 เมตร และทำงานต้องเสมือนจริงกับทีมแข่ง รถฟอร์มูล่า1 ในสนามใหญ่ เริ่มตั้งแต่การออกแบบ วิเคราะห์ ผลิต ทดสอบ ตลอดจนการหาทุนสนับสนุน ถือเป็นการเรียนรู้ที่ผสานศาสตร์และศิลป์ ร่วมกันได้อย่างลงตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตสู่อาชีพในอนาคต ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านคว้าตำแหน่งอันดับ 6 ของโลก และที่ 1 ของเอเชีย จากการแข่งขัน F1 in Schools World Finals 2018 ที่ประเทศสิงคโปร์ และทีม “เตโช เรสซิง” จากการแข่งขัน F1 in Schools World Finals 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยหวังว่าในอนาคตทีมไทยจะเป็นผู้ชนะการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก ปัจจุบัน F1 in Schools Thailand ร่วมกับโรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ เปิดสอน "STEM Challenge" ทั้งหมด 12 โปรแกรม ประกอบด้วย 1)Space – Nanosatellite, 2)Air - (First Person View) FPV Drone, 3)Land - F1 in Schools Car, 4)Terrain - Remote Control 4x4 Vehicle, 5)Sea - Subs in Schools Submarine, 6) Autodesk - Fusion360, 7)Denford - CNC Machine, 8)Esports - F1 Simulator, 9)Jaguar Primary Schools Challenge - Paper Cars powered by 4grams Co2, 10)Denford Primary STEM Project - Paper Cars powered by an air pump, 11) Aquaponics - Vertical Farming, 12) Warhammer - Board game based on Arts and Strategy. โดยเปิดรับบุคคลทั่วไป เด็กอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ผู้ปกครอง และคุณครู ทั้งรายบุคคลหรือทีม และเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในระดับนานาชาติ ด้วยการแข่งขัน F1 in Schools STEM Challenge ที่เป็นแกนหลัก ซึ่งโปรแกรมนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผู้สำเร็จการศึกษาด้านทักษะและความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทางสาขาอาชีพการงานในอนาคต ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครสมาชิกได้ที่ โรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ ซอยรามคำแหง 68 บางกะปิกรุงเทพฯ หรือ https://pensmithschool.ac.th/ ดร.จักรพรรดิ พิทักษ์ธารารวย ผู้อำนวยการโครงการ "F1 in Schools Thailand" ผู้ริเริ่มโครงการฯ ในประเทศไทย กล่าวว่า “F1 in Schools Ltd เป็น บริษัท ที่ไม่แสวงหาผลกำไรก่อตั้งขึ้นโดยมีพันธมิตรที่มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การศึกษาที่น่าตื่นเต้น แต่ท้าทายผ่านการดึงดูดแม่เหล็กของฟอร์มูล่า1 ให้กับเยาวชน การออกแบบรถฟอร์มูล่า1 ถือเป็นความท้าทายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนใช้เทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับฟิสิกส์ อากาศพลศาสตร์ การออกแบบ การผลิต การสร้างแบรนด์ กราฟิก การสนับสนุน การตลาด การเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม ทักษะการใช้สื่อและกลยุทธ์ทางการเงินและนำไปใช้ในทางปฏิบัติจินตนาการการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น ทั้งยังได้ร่วมมือกับพันธมิตร DENFORD ภายใต้โครงการ F1 in Schools Primary STEM Project powered by DENFORD ในการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตรถแข่ง รวมถึงอุปกรณ์สิ้นเปลืองครบวงจร F1 Model Blocks, Wheel, Axles, Stands Stands และ CO2 Power Packs รวมถึง Race Track นายพอ อู่อุดมยิ่ง ผู้จัดการทีม เพอร์ซูทเรสซิง กล่าวว่า “ในฐานะของเยาวชนไทยรู้สึกภูมิใจที่ประเทศไทยได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงในเวทีนี้ โดยในปีที่แล้วทีมสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 2 รางวัล คือ “Team Website Award” รางวัลเว็บไซต์ยอดเยี่ยม และ “Autodesk Pressure Challenge Award” ซึ่งเป็นการแข่งขันรอบพิเศษที่ผู้เข้าแข่งขันจะไม่ทราบโจทย์ล่วงหน้า และมีเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเพื่อนำเสนอแผนงาน”

วันเดอร์ฟรุ๊ต (Wonderfruit) เฟสติวัลระดับโลกโดยคนไทย จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองงานศิลปะ ดนตรี อาหาร และไอเดียสร้างสรรค์ กลับมาอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2562 นี้ ชู คอนเซ็ปต์ “ป๊อปอัพซิตี้” แนวคิดการสร้างเมืองในอุดมคติตามวิถีความยั่งยืน ด้วยการนำประสบการณ์และการเรียนรู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รังสรรค์เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วม พีท-ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง วันเดอร์ฟรุ๊ต กล่าวว่า “เราจำลองเมืองที่เราอยากจะเห็นขึ้น เมืองที่จะเชื่อมโยงผู้คนให้มาร่วมแสดงพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ที่จะส่งผลต่อสังคมและโลกใบนี้ ทีมงานของเรามีความตั้งใจที่จะออกแบบทุกองค์ประกอบพื้นฐานของเมือง ด้วยแนวคิดใหม่ๆ ที่ให้แรงบันดาลใจ และมีประสิทธิภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทำสิ่งดีๆ ร่วมกัน” ภายใน “ป๊อปอัพซิตี้” ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตสร้างขึ้น วันเดอเรอร์จะได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ซึ่งไฮไลท์ในเฟสแรกนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ต ประกาศการทำงานร่วมกับโปรเจ็ค Musicity ซึ่งก่อตั้งโดย Nick Luscombe กูรูด้านดนตรีและดีเจมากฝีมือจาก BBC 3 ที่ได้จับมือกับเหล่าโปรดิวเซอร์จากค่าย Erased Tapes อาทิ Daniel Brandt & Eternal Something, Douglas Dare, Hatis Noit, Midori Hirano และ Rival Consoles รวมถึงศิลปินไทย ครั้งแรกที่ศิลปินจากโปรเจ็ค Musicity จะมาทำเพลงซาวด์แทร็คให้กับแลนด์มาร์คต่างๆ ของกรุงเทพฯ พร้อมกับนำเพลงที่แต่งไปโชว์กันสดๆ บนเวที เธียเตอร์ สเตจ (Theatre Stage) ในงานปีนี้ ทางฝั่ง โซลาร์ สเตจ (Solar Stage) ของศิลปินนักออกแบบ Greg Fleishman ที่กลายเป็นไฮไลท์สปอตในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกของทุกคน เวทีโครงสร้างโมดูลาร์จะกลับมาพร้อมการปรับดีไซน์กันอีกครั้ง เพิ่มพื้นที่ให้ร่มเงา พร้อมให้วันเดอเรอร์ได้ปีนป่าย และนั่งชมการแสดงจากมุมต่างๆ ได้มากขึ้น โดยศิลปินเฟสแรกของโซลาร์ สเตจ ครั้งนี้นำโดย Acid Pauli, Arp Frique & Family, Daddy G (จากวง Massive Attack), Floating Points, Gidge และ Trojan Sound System ด้านเดอะ ควอรี่ (The Quarry) จุดรวมตัวของคอดนตรีสายลึก เตรียมต้อนรับการกลับมาของ Craig Richards ศิลปินเพลงอันเดอร์กราวน์ระดับตำนาน เจ้าของโปรเจ็ค “Collisions” ที่เขาได้คัดเลือกศิลปินที่มีแนวเพลงโดดเด่นเฉพาะตัว สะท้อนภาพวงการเพลงอันเดอร์กราวน์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังประกาศความพิเศษของเวที "เดอะ ควอรี่" ในปีนี้ ที่จะขยายเวลาให้ได้เต้นกันตั้งแต่กลางวัน แฟนเพลงอันเดอร์กราวน์ เตรียมพบกับ Binh, Bobby., Craig Richards, DOTT, Felix Dickinson, Nick The Record, Powder, Sonja Moonear และ Willow ฟอร์บิดเดน ฟรุ๊ต (Forbidden Fruit) โครงสร้างไม้ไผ่ดีไซน์สวยงาม พร้อมเปิดฟลอร์เต้นรำให้เหล่าวันเดอเรอร์ได้ปล่อยลีลาเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ วันเดอร์ฟรุ๊ต เตรียมยกพื้นที่ให้กับเหล่าศิลปินจากค่าย Ed Banger Records นำโดย Breakbot & Irfane, Busy P, Myd และ Yasmin และอย่าพลาดการอุ่นเครื่องปาร์ตี้กับบีทเพลงสนุกๆ จาก Colleen 'Cosmo' Murphy และอีกสุดยอดความทรงจำที่ทุกคนพูดถึงจากปีที่แล้ว เวที โพลิกอน (Polygon) กับระบบซาวน์แบบ 360 องศาหนึ่งเดียวของโลก จะกลับมาพร้อมเทคโนโลยีวิช่วลแบบไฮเดฟ และระบบเสียงรอบทิศทาง กับไลน์อัพศิลปิน-ดีเจแนวอิเล็คทรอนิกส์แบบจัดเต็ม อาทิ Alban Endlos, Alejandro Castelli, Dandara, Holed Coin, Kusht, Luis Rosenberg, Martha Van Straaten, Matanza, Miret, Reple, Sainte Vie, Spaniol, Timboletti และ Xique-Xique เป็นต้น นอกเหนือจากประสบการณ์ทางดนตรีที่อัดแน่นแล้ว ยังมีโปรแกรม Scratch Talks ที่วันเดอร์ฟรุ๊ตได้เชิญเหล่าผู้นำทางความคิดจากทั่วโลก มาแชร์เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้กับเหล่าวันเดอเรอร์ โดยในปีนี้ก็ยังคงจัดขึ้นใน Eco Pavilion ภายใต้ธีมหัวข้อ LIVE, LOVE และ WONDER และสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ Wonderness คือพื้นที่ที่จะเปิดโอกาสให้วันเดอเรอร์ได้สำรวจ และค้นพบตนเอง ผ่านการทำเวิร์คช็อป กิจกรรม และการรักษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกโยคะ การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยเสียง (sound bath) พิธีกรรมแบบชาแมน (shamanic ceremony) เป็นต้น โดยในปีนี้ จะมีกิจกรรมที่นำเอาภูมิปัญญาไทยเข้ามาผสมผสาน ให้วันเดอเรอร์ได้รับพลัง พร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจตามวิถีดั้งเดิมที่ถูกนำมาตีความและนำเสนอในรูปแบบใหม่ วันเดอร์ฟรุ๊ตยังคงเดินหน้าเตรียมกิจกรรม และประสบการณ์อีกมากมาย ซึ่งจะประกาศออกมาให้ทราบในเฟสถัดไป   #Wonderfruit2019 จะจัดขึ้นในวันที่ 12-16 ธันวาคม ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ พัทยา ราคาบัตรเฟสแรก จำหน่ายในราคาเริ่มต้น ที่ 5,900 บาท สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน ราคาบัตรและที่พักประเภทต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์วันเดอร์ฟรุ๊ต  โดยติดตามการอัพเดทข่าวสารและกิจกรรมของวันเดอร์ฟรุ๊ตผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่ เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม และ ยูทูป   https://www.youtube.com/watch?v=O2PABkA4khE&feature=emb_logo

เมืองพัทยาพร้อมแล้วสำหรับการกลับมาของปรากฎการณ์ระดับโลก งานเทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา (Pattaya International Fireworks Festival) วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2562 การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาเมืองพัทยา ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน ของทุกปี และยังถือเป็นการมอบของขวัญแห่งความสุขในช่วงบรรยากาศส่งท้ายปีด้วยการเนรมิตทั่วผืนฟ้าเมืองพัทยายามค่ำคืนให้สว่างไสวและเจิดจรัสภายใต้แนวความคิด “The Grand Illumination” ซึ่งภายในงานพลุหลากสีสุดอลังการจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนติน่า แคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เยอรมัน และฟิลิปปินส์ จะถูกจุดประกายความสวยงามอย่างยิ่งใหญ่ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละชาติ ผสานกับจังหวะดนตรีบรรเลงประกอบที่จะเรียกเสียงปรบมือและสร้างตราตรึงใจ พร้อมด้วยคอนเสิร์ตสุดประทับใจจากศิลปินชั้นนำของประเทศ สถานที่ บริเวณถนนสายชายหาดพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 19.30 : ​พิธีเปิด 20.00 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 ไทย - เจิดจรัสเบิกฟ้าพัทยาประชาสุขใจ 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 อาร์เจนติน่า - Radiance over the sea 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 แคนาดา - Dancing Stars 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Musketeers 21.35 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - Reach for the stars 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 เยอรมัน - Brightening the horizons 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 6 ฟิลิปปินส์ - Sparkle Sensation วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 17.00 : ​กิจกรรมบนถนนสายชายหาด 18.30 : ​ขบวนมาร์ชชิ่งแบนด์ / ขบวนพาเหรด / ขบวนรถคาร์นิวัล 20.00 : ​พิธีเปิด 20.15 : ​การแสดงพลุรอบที่ 1 อาร์เจนติน่า - Enchanted Dreams 20.30 : ​การแสดงพลุรอบที่ 2 แคนาดา - Razzle-dazzle 20.45 : ​การแสดงคอนเสิร์ต Yes’sir Days 21.50 : ​การแสดงพลุรอบที่ 3 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) - The Magnificence over the Rainbow 22.05 : ​การแสดงพลุรอบที่ 4 เยอรมัน - Flame up the dark 22.20 : ​การแสดงพลุรอบที่ 5 ฟิลิปปินส์ - Glorious Finale 22.35 : ​การแสดงคอนเสิร์ต 25Hours

ซิตี้และแกร็บประกาศความยิ่งใหญ่เปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่สองต่อจากฟิลิปปินส์ ลูกค้าแกร็บรับสิทธิประโยชน์ระดับแพลทตินัมจากแกร็บ เมื่อสมัครบัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ พร้อมความคุ้มค่ามากขึ้นด้วยคะแนนซิตี้ รีวอร์ด พ้อยท์ 10 เท่าทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายผ่านแกร็บ พร้อมสิทธิพิเศษมากมายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อความสะดวกสบายมากกว่าที่เคย สมัครวันนี้ รับคืน 3,000 บาท (ส่วนลดแกร็บ มูลค่า 2,000 บาท และเครดิตเงินคืน 1,000 บาท) พร้อมรับความสะดวกจากการจับจ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินสด เมื่อใช้บริการจากแกร็บ และสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์อีกมากมาย บัตรเครดิตซิตี้แบงก์ ผู้นำด้านบัตรเครดิตระดับโลก จับมือ แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ บัตรเครดิต “ซิตี้แกร็บ” (Citi Grab credit card) เพื่อเจาะตลาดไลฟ์สไตล์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่าสูง หลังจากที่เปิดตัวบัตรเครดิตเป็นครั้งแรกในฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บัตรเครดิตซิตี้แกร็บ พร้อมแล้วที่จะให้บริการในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   งานเปิดตัวบัตรเครดิต “ซิตี้แกร็บ” ในประเทศไทย จัดขึ้นที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเผยโฉมบัตรเครดิตใหม่ล่าสุด และสิทธิประโยชน์เหนือระดับมากมาย โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมได้แก่ มร. ทีบอร์ พานดิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย, วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย, มร. ซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้ ประเทศไทย, มิสอุย ฮุ่ย ทิง กรรมการผู้จัดการ แกร็บเพย์, นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย และ นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการแกร็บเพย์ประจำประเทศไทย แกร็บ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ค่ำคืนแห่งความพิเศษมาพร้อมกับความบันเทิงเพื่อสร้างสีสันให้แก่งานนี้ รวมถึงการแสดงสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “เจมส์” จิรายุ ตั้งศรีสุข นอกจากนี้ยังมีเกมสนุกๆ ให้แขกผู้มีเกียรติได้ลองเล่น ได้แก่ เกมวีอาร์ Fast Grabber VR และตู้คีบรางวัลเพื่อลุ้นโค้ดส่วนลดจากแกร็บ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆ เพียงถ่ายภาพและโพสต์ลงเฟสบุ๊กหรืออินสตาแกรม ตั้งค่าเป็นสาธารณะ และใช้ แฮชแท็ก #CitiGrab #GrabLifeInTheFastLane "บัตรเครดิต ซิตี้แกร็บ" เป็นบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์การขยายธุรกิจของแกร็บ เพื่อมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้บริการด้วยการขยายขอบเขตการให้บริการ บัตรเครดิตซิตี้แกร็บเป็นบัตรที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่ใช้แกร็บ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการบริการด้านการเดินทาง แต่ยังรวมไปถึงการบริการอื่นๆ เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น พร้อมความคุ้มค่าทุกการจับจ่าย อีกทั้งยังมอบสิทธิประโยชน์พิเศษผ่านแอปแกร็บอีกด้วย บัตรเครดิตนี้จะมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ และสิทธิประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดการใช้บริการ รับเงินคืน หรือการสะสมคะแนนกับแกร็บและซิตี้ ผู้ใช้แกร็บที่ใช้บริการของแกร็บเป็นประจำทุกวัน จะได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นเมื่อจับจ่ายผ่านบัตรเครดิตใบนี้   เป้าหมายของบัตรเครดิตนี้ก็คือผู้ใช้บริการแกร็บ เพราะบัตรเครดิตนี้ออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์เป็นประจำ และต้องการเข้าถึงบริการตลอดเวลา รวมถึงต้องการสิทธิพิเศษอยู่เสมอ ดังนั้นบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ จึงตอบโจทย์ในการมอบความสะดวกสบายและรวดเร็ว ให้แก่ชีวิตประจำวันด้วยสิทธิพิเศษ รางวัล และความคุ้มค่าในทุกการจับจ่าย   สิทธิพิเศษของบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ อัพเกรดเป็นแกร็บแพลตินัม เพื่อรับสิทธิประโยชน์พิเศษ และบริการลูกค้าสัมพันธ์ เฉพาะลูกค้าแกร็บแพลตินัม คุ้มค่ากว่าที่เคยด้วยการรับคะแนนสะสม 10 เท่า ทุกครั้งที่ใช้บริการแกร็บ รับคะแนนสะสม 3 เท่า เมื่อใช้บัตรฯ ที่ร้านอาหาร อีคอมเมิร์ซ หรือสมัครบริการออนไลน์รายเดือน และรับคะแนนสะสม 1 แต้ม เมื่อใช้จ่ายทุก 25 บาท สมาชิกบัตรยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่นส่วนลด 10% เมื่อจองห้องพักผ่าน อโกด้า ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2562 – 31 มี.ค. 2563 เมื่อสมัครบัตรรับคืน 3,000 บาท (เครดิตเงินคืน 1,000 บาท + ส่วนลดแกร็บ มูลค่า 2,000 บาท) เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบ 3,000 บาท และมีการใช้บริการแกร็บ 3 ครั้ง ภายใน 30 วันแรก หลังจากบัตรได้รับการอนุมัติ นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ทั้งบัตรหลัก และบัตรเสริมในปีแรกอีกด้วย สะดวกสบายมากขึ้นด้วยการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด เพียงใช้คะแนนสะสมซิตี้รีวอร์ดเพื่อจ่ายค่าบริการแกร็บ (เริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563) นอกจากสิทธิประโยชน์จากแกร็บแล้ว ยังได้รับความคุ้มค่าจากบัตรเครดิตซิตี้อีกด้วย เช่น ส่วนลดร้านอาหารกว่า 1,000 ร้านที่ร่วมรายการ หรือรับเครดิตเงินคืนจากห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ “การเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างแกร็บและซิตี้ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซิตี้ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านบัตรเครดิตและเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้มากขึ้น เราเริ่มจากการเป็นพันธมิตรด้านคอนซูเมอร์แบงกิ้งในเบื้องต้น และได้สานความสัมพันธ์กับแกร็บผ่านบริการต่างๆ ของซิตี้ต่อมา และการเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่าซิตี้เป็นพันธมิตรชั้นนำ ที่จะช่วยเร่งการเติบโตให้แก่ธุรกิจ และมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้า” นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวความร่วมมือระหว่างซิตี้และแกร็บ เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2559 โดยซิตี้โดดเด่นเรื่องการมอบสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์ให้แก่สมาชิกบัตร ส่วนแกร็บเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทาง และการส่งสินค้าที่เป็นที่นิยมที่สุด ดังนั้นการผนึกกำลังของทั้งสองแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้คะแนนสะสมของซิตี้ จ่ายค่าบริการการเดินทางของแกร็บได้ และขยายสิทธิประโยชน์เพื่อครอบคลุมบริการอื่นๆ เช่น การส่งอาหาร ด้วยความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้ทั้งสองแบรนด์ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน นำไปสู่การเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในครั้งนี้ “อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือเทรนด์การใช้โทรศัพท์ และช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพลิกโฉมการเข้าถึงบริการทางธนาคารของผู้บริโภคสำหรับซิตี้ พันธมิตรในครั้งนี้ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น และใช้ประโยชน์จากบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต (card-on-file) ในชีวิตประจำวันด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย” มร. ซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามั่นใจว่าบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองแบรนด์ได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของกันและกัน ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงในประเทศไทย แต่ยังขยายสู่ประเทศอื่นทั่วภูมิภาคอีกด้วย บัตรเครดิตซิตี้แกร็บเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา”   สำหรับทางแกร็บเองก็เล็งเห็นประโยชน์จากการผนึกกำลังกับซิตี้ เพราะสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้สามารถจ่ายค่าบริการแกร็บได้ด้วยการใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด ซิตี้เป็นบัตรเครดิตระดับโลกที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้แกร็บเข้าถึงกลุ่มสมาชิกบัตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ซิตี้ก็ได้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้บริการที่นิยมใช้โทรศัพท์ โดยครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใช้ประโยชน์จากบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต (card-on-file) ในชีวิตประจำวัน ผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ซิตี้เข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหันมาใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ระหว่างแกร็บและซิตี้ ได้ช่วยให้เราสามารถมอบสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้นให้กับลูกค้าของเรา ยิ่งไปกว่านั้น แกร็บยังถือเป็นผู้นำซูเปอร์แอปในระดับภูมิภาค จากการเปิดบริการใน 8 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก "เรายังมุ่งมั่นมอบบริการที่ครอบคลุมเพื่อช่วยผู้บริโภค ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว ให้สามารถก้าวผ่านข้อจำกัดในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย ผ่านอีโคซิสเต็มแบบไร้รอยต่อของแกร็บ” มิสอุย ฮุ่ย ทิง กรรมการผู้จัดการ แกร็บเพย์ กล่าว “เราตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อลดช่องว่างบริการด้านการเงินในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ยังช่วยสนับสนุนการบริการด้านการเงินที่ครอบคลุมผ่านบริการต่างๆ ของแกร็บ หลังจากที่แกร็บเพย์ แกร็บเพย์วอลเล็ต และแกร็บรีวอร์ดสแล้ว วันนี้เราได้ขยายสู่การเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ ที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเลือกใช้บริการด้านการเดินทาง สั่งอาหาร ส่งของและอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมกันนี้ สมาชิกบัตรยังสามารถรับแต้มและสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ เพื่อตอบรับกับไลฟ์ไตล์ได้อย่างไม่มีที่ใดเหมือน” นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าว “เบลล์” รินทร์รตา อินทามระ เจ้าของแบรนด์ RINRATA ซึ่งใช้บริการทั้งบัตรเครดิตซิตี้และแกร็บเป็นประจำ ได้กล่าวถึงความน่าสนใจของการร่วมมือในการให้บริการครั้งนี้ว่า “เบลล์ใช้บัตรเครดิตซิตี้มานาน ประทับใจที่มักมีสิทธิประโยชน์ดีๆ ให้เสมอ โดยเฉพาะส่วนลดในร้านอาหาร ส่วนแกร็บก็ใช้บริการแกร็บฟู้ดอยู่ตลอด เพราะค่าส่งไม่แพง และร้านไหนที่คิวเยอะก็ไม่ต้องไปเข้าคิวเอง การที่ซิตี้กับแกร็บจับมือกันแบบนี้ บริการและสิทธิประโยชน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเบลล์มากค่ะ” “พระแพง” จินตนัดดา อัตถวิบูลย์ เจ้าของร้าน Nail Bake ได้กล่าวถึงชีวิตที่สะดวกขึ้นจากบริการของบัตรซิตี้และแกร็บว่า “ทุกวันนี้ไม่ค่อยพกเงินสดแล้ว ก็จะใช้จ่ายผ่านบัตรซิตี้ในการช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีโปรโมชั่นและส่วนลดที่คุ้มค่ามาก การที่ซิตี้จับมือกับแกร็บยิ่งเป็นผลดีกับพระแพงมากเพราะเป็นคนไม่ค่อยขับรถ จะเรียกแกร็บเพราะสะดวก แล้วบัตรเครดิตซิตี้แกร็บยังมีโค้ดส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยประหยัดได้มากขึ้นอีก” ส่วน ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ HAATIYA “ปอนด์” หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา กล่าวถึงความมั่นใจในบริการของบัตรซิตี้และแกร็บว่า “ทั้งแกร็บและซิตี้เป็นแบรนด์ที่เรามั่นใจอยู่แล้วทั้งคู่ เป็นคนที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้กับการรับประทานมากที่สุด เพราะมักจะมีโปรโมชั่นร่วมกับร้านอาหาร บัตรเครดิตซิตี้แกร็บทำให้ปอนด์ได้สะสมคะแนนได้ถึง 3 เท่า เพื่อนำไปแลกเป็นเงินคืนเมื่อใช้แกร็บ และปอนด์ใช้บริการแกร็บในการส่งของอยู่แล้ว ความร่วมมือของซิตี้กับแกร็บจึงตอบโจทย์ เพราะให้คะแนนสะสมถึงสิบเท่า” เช่นเดียวกับ “จุ๋ย” จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เจ้าของธุรกิจร้านอาหารโซลจูปูดอง และปูดองอันยอง ซึ่งมีไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้ ไปกับการช้อปปิ้งและร้านอาหาร และบริการแกร็บคาร์และส่งของของแกร็บ ได้กล่าวถึงความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ ที่ได้รับจากบัตรซิตี้แกร็บว่า “เมื่อจ่ายผ่านบัตรซิตี้แกร็บ จะได้คะแนนสะสมเยอะขึ้น และสิทธิประโยชน์ของการเป็นลูกค้าระดับแพลทตินัม จะทำให้ได้รับบริการที่พิเศษขึ้น และได้รับส่วนลดต่างๆ มากมาย”   ในปี พ.ศ.2559 ซิตี้และแกร็บประกาศความร่วมมือเป็นครั้งแรกใน 6 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้สามารถใช้คะแนนสะสม เพื่อจ่ายค่าบริการของแกร็บได้ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองแบรนด์ได้ขยายความร่วมมือเพื่อครอบคลุมบริการอื่นๆ ของแกร็บทั้งหมด

วิกฤตการณ์ในประเทศเวเนซุเอลาบังคับให้ประชาชนกว่า 4 ล้านคนต้องหนีเอาชีวิตรอดจากความรุนแรง ปัญหาทางเศรษฐกิจ และการเมืองทำให้ระบบการให้ความคุ้มครองในประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ประชาชนเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ ความยากจน และความขาดแคลนสาธารณูปโภคที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีพ เช่น อาหารและยารักษาโรค ชาวเวเนซุเอลาเดินทางออกจากประเทศในสถานะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพตั้งแต่ พ.ศ. 2557 และมีการหลั่งไหลของชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากในปี พ.ศ.2560 - 2561 มากกว่า 5,000 คนต่อวัน เพื่อแสวงหาความปลอดภัย ซึ่งเป็นการอพยพและลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา ร้ายแรงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากวิกฤตซีเรีย และต้องการความช่วยเหลือที่เร่งด่วนที่สุด สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้เชิญ คุณไปรยา ลุนด์เบิร์ก ในฐานะทูตสันถวไมตรีของ UNHCR ประเทศไทย ลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน 2562 ณ ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งรองรับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาไว้มากที่สุดในโลก เพื่อดูการทำงานของ UNHCR ในพื้นที่ในการมอบความคุ้มครองและความช่วยเหลือแก่ครอบครัวชาวเวเนซุเอลาที่กำลังสิ้นหวัง และเพื่อเก็บภาพและข้อมูลในการทำสารคดีสั้นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในประเทศเวเนซุเอลา การเดินทางเยี่ยมผู้ลี้ภัยครั้งนี้เป็นภารกิจในต่างประเทศครั้งที่ 3 ของคุณปู หลังจากการลงพื้นที่เยี่ยมผู้ลี้ภัยซีเรียในประเทศจอร์แดน และชาวโรฮิงญาในประเทศบังคลาเทศในปีที่ผ่านมา “ทุกๆ ครั้งที่ปูไปรู้สึกว่าสถานการณ์แต่ละที่มันยากและซับซ้อนมากในการให้ความช่วยเหลือ และในครั้งนี้ก็ไม่ง่ายขึ้นเลย ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตปูที่ได้เห็นวิกฤตการณ์ที่ยากสุด ซับซ้อนที่สุด มีทั้งความไม่มั่นคงในประเทศเอง มีทั้งการลี้ภัยและการอพยพที่ต้องการความช่วยเหลือที่ต่างกันไป ในพื้นที่ที่ปูไปเยี่ยมครั้งนี้ไม่ใช่ในค่ายผู้ลี้ภัยนะคะ แต่เป็นศูนย์อพยพในสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างจากสถานการณ์แห่งความเป็นความตาย พวกเขาต้องหนีออกมาแสวงหาความปลอดภัยและมาถึงชายแดนด้วยความหวาดกลัว เหนื่อยล้า และต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ปูชื่นชมการทำงานของ UNHCR ที่ทำงานอย่างรอบด้านเพื่อให้ความช่วยเหลือทุกคนอย่างเร่งด่วน และชื่นชมความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพทุกคน” “ปูได้เห็นกับตาตัวเองที่สะพานข้ามแม่น้ำตาชีรา Saimon Bolivar International ชายแดนโคลอมเบีย-เวเนซุเอลาที่เป็นเส้นทางหลักในการลี้ภัยของชาวเวเนซุเอลาเพื่อข้ามมาที่โคลอมเบีย ได้เห็นคนเป็นพันๆ คนข้ามสะพานหนีตายจากความโหดร้าย เห็นคนท้อง คนพิการ เด็กเล็ก ผู้ป่วยที่ต้องออกจากบ้านตัวเอง นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยู่ไม่ได้แล้วจริงๆ ไม่มีแม้แต่น้ำ ไฟฟ้า ยารักษาโรค หรืออาหารในการดำรงชีวิต เด็กหลายคนต้องป่วยและเสียชีวิตเพราะไม่มีนมและต้องรองน้ำที่มีสารปนเปื้อนเพื่อดื่มประทังชีวิต การขาดแคลนกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโรงพยาบาล ทำให้อัตราการเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 65% และการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดเพิ่มขึ้น 53% สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปูและ UNHCR เศร้าใจเป็นอย่างมากและต้องเร่งช่วยเหลือพวกเขาอย่างเร่งด่วน ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้อพยพของ UNHCR บริเวณชายแดน เจ้าหน้าที่ทำงานตลอดเวลาเพราะทุกคนที่เข้ามาต่างมีภาวะฉุกเฉิน ปูเจอมีทั้งเด็กที่มีความพิการ ร่างกายผิดปกติ เด็กและผู้ใหญ่มากมายป่วยเป็นโรคขาดสารอาหาร ปูได้คุยกับคุณแม่ที่ลูกพิการ ตอนที่ปูกอดให้กำลังใจพวกเขา ร่างกายเขาเหลือแต่กระดูก” “ปูได้เจอกับแอนกี้ คุณแม่ลูก 2 วัย 24 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 4 เธอต้องลี้ภัยกับคุณแม่วัย 50 ปีและลูกเล็กอีก 2 คน เพราะที่เวเนซุเอลาไม่มียารักษาโรคให้เธออีกแล้ว เธอหนีมาที่โคลอมเบียเพียงแค่เพื่อมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักหน่อยกับแม่และลูกของเธอ ตลอดเวลาที่ปูคุยกับเธอ เธอถือผ้าเช็ดหน้าตลอดเวลาเพื่อปกปิดความป่วยของเธอไม่ให้ใครเห็น” “ปูได้พบกับแอนเดรียนา สามี และลูกของพวกเขา 3 คน จากเวเนซุเอลาที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด UNHCR พบพวกเขานอนข้างถนน จึงช่วยเหลือให้การรักษาและความคุ้มครอง แอนเดรียนาเจอกับความโหดร้ายในเวเนซุเอลาจนต้องอพยพมาที่โคลอมเบีย เธอไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ต้องยอมให้ลูกและตนเองนอนข้างถนนเพื่อเอาชีวิตรอด เธออยู่อย่างหวาดกลัวทุกคืนเพราะมีกลุ่มติดอาวุธขี่มอเตอร์ไซค์วนเวียนมาถามเธอว่าจะขายอวัยวะของลูกเธอไหม เมื่อได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR เธอบอกว่าคืนนี้จะเป็นคืนแรกที่เธอจะปลอดภัยที่สุด” “ปูเดินทางไปที่ Brisas del Norte (บริซาส เดล นอร์เต้) เป็นพื้นที่ชั่วคราวที่เป็นที่พักพิงให้กับผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลา ผู้พลัดถิ่นในประเทศ และผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบียที่กลับสู่ถิ่นฐานกว่า 250 ครอบครัว ซึ่งพวกเขาต้องผ่านการเป็นผู้พลัดถิ่นมาตลอดชีวิต ไฮโร อิบารา ต้องลี้ภัยจากโคลอมเบียไปเวเนซุเอลาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เพราะความรุนแรง พ่อเขาถูกฆ่า และลุงถูกลักพาตัวจนทุกวันนี้ยังหาตัวไม่พบ เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศที่เขาหนีไปอยู่ เขาตัดสินใจพาลูกที่ป่วยกลับมาที่โคลอมเบียอีกครั้งในปี พ.ศ. 2557 โดยภรรยาและลูกอีกคนยังรออยู่ที่เวเนซุเอลาและจนวันนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไฮโรทำงานเป็นนักบัญชี มีชีวิตที่ดีอยู่ในเวเนซุเอลา แต่เมื่อต้องกลับมาที่โคลอมเบียอีกครั้งเขาต้องเริ่มจากติดลบ ต้องอาศัยอยู่ในเพิงที่รกร้าง ดูแลลูกที่ป่วยขยับไม่ได้ เขายังจำได้ว่าลูกทรมานแค่ไหนที่ต้องอยู่สภาพนั้น เราอาจจะมองว่าไฮโดรอยู่ในที่พักแบบนี้ได้อย่างไร แต่สำหรับเขาที่นี่คือวัง เพราะตอนที่เขากลับมา เขามีที่อยู่เป็นเพียงผ้าพลาสติกเท่านั้น แต่ไฮโรเข้มแข็งมาก เขาสู้แม้ไม่มีความหวังว่าชีวิตจะดีกว่านี้ได้อย่างไร เขาเข้าเรียนการทำงานฝีมือเพื่อเลี้ยงชีพถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เขาไม่ถนัด แต่เขาสามารถใช้มันเลี้ยงดูครอบครัวได้ UNHCR ช่วยเหลือพวกเขาอยู่ในพื้นที่นี้ให้ได้รับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ได้มีน้ำ มีไฟฟ้า สร้างโรงเรียนสอนฟุตบอลให้เด็ก 300 คน เยียวยาและป้องกันการรุนแรงทางเพศ ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพได้รับการเยียวยาจิตใจ การได้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและเข้าใจ และตอนนี้เขาได้เจอภรรยาและลูกปีละ 2 ครั้งเท่านั้น ผ่านการโบกมือหากันที่ตรงชายแดน