TOP
h
  /  NEWS & UPDATE

ยอดขายโครงการที่พักอาศัยต่างๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ล่าสุดแตะ 22,000 ล้านบาท วันนี้ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมแล้วที่จะเปิดวิลล่าหลังแรกของโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 นี้!  ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ในการออกแบบบ้าน ที่หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวที่ออกแบบโดย Foster + Partners โดยแต่ละวิลล่ามีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000 - 1,700 ตารางเมตร มี 3 ขนาด ตั้งแต่ 4 - 6 ห้องนอน ตั้งกระจายตัวอยู่บนที่ดินพื้นที่ 26 ไร่ ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ โครงการมิกซ์ยูส ขนาด 398 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นายชาคริต หัสสรังสี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแบรนด์ระดับลักชัวรี่ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง โครงการซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ กล่าวว่า “นี่เป็นแนวคิดใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของครอบครัวคนไทย ที่หลายเจเนอเรชั่นในครอบครัวเดียวกัน มักจะปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่ด้วยความจำเป็นของวิถีชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ ทำให้การใช้ชีวิตตามแบบที่เคยเป็นมา กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อย ๆ มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า จึงมุ่งช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง ซึ่งแนวคิดนี้ ได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดี และตอนนี้ทางโครงการพร้อมแล้ว ที่จะเชิญครอบครัวที่สนใจเข้าชมบ้านจริงได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป”   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “มัลเบอรี่ โกรฟ มีแนวคิดที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้ชิดติดกับพ่อแม่ หรือลูกที่โตแล้ว หรือทั้งสองอย่าง ยังจะช่วยทำให้เจ้าของบ้านมี ‘โบนัสเวลา’ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวที่เพิ่มขึ้น โดยทุกเจเนอเรชั่นซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ออกแบบเหมาะกับความต้องการของตัวเอง จะสามารถไปมาหาสู่กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวได้โดยการเดินไปหาเพียงไม่กี่นาที ครอบครัวจะสามารถช่วยกันเลี้ยงเด็ก ๆ ได้ รวมทั้งช่วยกันดูแลพ่อแม่ที่อายุมากแล้วได้สะดวกสบายมากขึ้น และไม่จำกัดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เป็นการประหยัดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างบ้าน ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีเวลามากขึ้นสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน ประโยชน์ที่สำคัญมาก ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ จะไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว เพราะจะมีสมาชิกในครอบครัวที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลา ส่วนปู่ย่าตายายที่เกษียณแล้วก็จะรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น สดใส เพราะมีลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ” วิลล่าขนาดใหญ่พิเศษของ โครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,700 ตารางเมตร ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 310 ล้านบาท ส่วนวิลล่าขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,200 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 220 ล้านบาท ในขณะที่บ้านขนาดกลางเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,000 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 185 ล้านบาท ทั้งนี้ วิลล่าหลังใหญ่ที่สุดมีห้องรับประทานอาหารและพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ เพื่อให้ทั้งครอบครัวที่มีสมาชิกทุกเพศทุกวัย สามารถมารวมตัวทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกันได้ในบ้านหลังเดียว โดยบางวิลล่าสามารถนั่งล้อมโต๊ะทานข้าวพร้อมกันได้ถึงยี่สิบคน หรือมากกว่านั้น มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนลักชัวรี่อื่น ๆ ภายในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ วิลล่า โครงการที่พักอาศัยซูเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งเป็นซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์แห่งแรกในประเทศไทย รวมทั้ง โรงแรมซิกเซนส์ ที่มีกำหนดจะเปิดให้บริการในปี 2567 ด้วย เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่บนพื้นที่เชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วบนถนนบางนา-ตราด กม. 7 ถือเป็นโครงการต้นแบบระดับโลกแห่งใหม่ในการพัฒนาเมือง รวมทั้งเป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น โครงการได้รับการออกแบบรังสรรค์และก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการยอมรับและยกย่องมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนถึงขณะนี้โครงการได้รับรางวัลจากทั่วโลกแล้วมากกว่า 40 รางวัล การันตีความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นในการอยู่อาศัย คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน อาทิ ‘Gold Award for Urban Design’, และ ‘Silver Award for Sustainable Living and Green Design’, จากสถาบันอันทรงเกียรติ International Design Awards (IDA), Platinum Award for environmental sustainability จาก Outstanding Property Awards London, Winner of the Global Human Settlements Award on Planning and Design จาก Global Forum on Human Settlements, และรางวัล Winner of the Visionary Living & Working award จาก Innovative Architecture. นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “เราได้เห็นว่าโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ซึ่งรวมถึงโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ที่ทำยอดขายได้แล้วกว่า 5,500 ล้านบาท ในขณะที่โครงการซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์ ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่เห็นว่าหลายครอบครัวตั้งใจซื้อที่อยู่อาศัยโครงการต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ เพื่ออยู่จริง และการก่อสร้างโครงการก็กำลังคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว” นายกิตติพันธุ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่อยู่อาศัยโครงการต่าง ๆ ทั้งหมดใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ มียอดขายรวมกันถึง 22,000 ล้านบาทแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่โดดเด่นเป็นพิเศษอย่างหนึ่งของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่ ป่าขนาดใหญ่พื้นที่ 30 ไร่ บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่ายาว 1.6 กิโลเมตร นอกจากโครงการที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว เดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยพื้นที่สำหรับกิจกรรมไลฟ์สไตล์และการพักผ่อนของครอบครัว ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ Family Center ตลาด สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน    สนใจชมโครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า” และรายละเอียดเพิ่มเติม ที่: Call Center 1265  หรือ เว็บไซต์ www.MQDC.com

นับจากวันที่ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ (BASIS International School Bangkok) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ถือเป็นก้าวย่างสู่ปีที่ 3 แห่งความสำเร็จของโรงเรียนอินเตอร์ลำดับที่ 35 ในเครือข่ายโรงเรียน หลักสูตร BASIS Curriculum จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงการศึกษาอย่างกว้างขวาง นับว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยมาตราฐานเหรียญทองระดับโลก ที่มีประวัติศาสตร์แห่งนวัตกรรมยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยมี มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่ ผู้รับหน้าที่นำพาเรือธง เบซิส กรุงเทพฯ ไปสู่เป้าหมายอย่างภาคภูมิ หัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ หลักสูตร BASIS Curriculum บนความมุ่งหมายสูงสุดของเบซิส คือความมุ่งมั่นพัฒนาความสามารถของนักเรียน ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในทุกสถานการณ์ เป็นอาวุธติดปีกช่วยให้เด็กแต่ละคนประสบความสำเร็จตามศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ได้เดินตามความฝันบนพื้นฐานของความรัก ที่ได้จากการนำความรู้ไปต่อยอดความสำเร็จตามเป้าหมายในระดับมหาวิทยาลัยและการดำเนินชีวิต สิ่งที่ทำให้เบซิสแตกต่างจากสถาบันอื่น และเป็นเลิศทางการศึกษามาอย่างยาวนาน นั่นคือการใช้หลักบูรณาการหลักสูตร ควบคู่ไปกับการคัดสรรบุคลากรครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างแท้จริง เรียกว่าครูที่ได้รับการคัดเลือกต้องมีคุณสมบัติที่เยี่ยมยอด ทั้งดีกรี องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และมีแพชชั่นความรักในการสอน ที่แมทช์กับรูปแบบของโรงเรียนมากที่สุด โดยในห้องเรียนจะประกอบด้วยครูผู้สอน 2 คน คือ ครู SET ผู้ชำนาญการสอนความรู้เชิงลึก (Subject Expert Teacher) ในสาขาวิชาที่ให้ความรู้หลากหลายรอบด้าน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการที่ช่วยกระตุ้นเรื่องจิตอาสาอีกด้วย และ ครู LET ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน (Learning Expert Teacher) ที่มีส่วนร่วมในการสอน ให้นักเรียนนำความรู้และทักษะจากสิ่งที่เรียน มาประยุกต์ต่อยอดด้วยความคิดเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ครูได้เรียนรู้พฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียนได้อย่างเข้าถึงอย่างเป็นกันเองที่สุด เบซิส กรุงเทพฯ ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยไปสู่ระดับสากล ด้วยหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาอย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวไปอยู่ในแถวหน้าของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดเท่านั้น หากแต่ยังให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของความเป็นไทย ด้วยการนำภาษาไทย ศิลปะ ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมไทย มาเป็นส่วนสำคัญควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากลในทุกระดับชั้นอีกด้วย เป็นการหล่อหลอมปลูกฝังความเป็นไทยให้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเด็ก ๆ ผู้ที่จะเติบใหญ่เป็นบุคลากรคุณภาพน้ำดี ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไปในอนาคต และล่าสุด เบซิส กรุงเทพฯ ประกาศเปิดแผนกเนอสเซอรี่ ตั้งแต่ต้นปีการศึกษา 2022 - 2023 โดยชั้นเรียนอยู่ในความดูแลของครูชาวต่างชาติที่มากประสบการณ์ในระดับสากล ภายใต้การเรียนการสอนของหลักสูตรเตรียมอนุบาลเชิงวิชาการแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาด้วยความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ และเน้นพัฒนาการด้านสังคมควบคู่ไปกับทักษะการอ่านออกเขียนได้ ไปจนถึงการคิดคำนวณอีกด้วย และอีกหัวใจสำคัญผสมผสานการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยให้เด็กน้อยค่อย ๆ ซึมซับ โดยแต่ละชั้นเรียนจำกัดเด็กไม่เกิน 15 คน มีผู้ดูแล 1 คน ต่อเด็ก 5 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง ในการจัดเตรียมประสบการณ์สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลสภาพแวดล้อมอันปลอดภัย ไปจนถึงกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเล็กสมวัย จากการวิจัยต่าง ๆ พบว่าเด็กที่ใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ในการศึกษาตั้งแต่ระดับเนอสเซอรี่ สามารถก้าวกระโดดทางวิชาการมากกว่าเด็กที่ผู้ปกครองให้อยู่ที่บ้านจนถึงอายุ 5 ขวบ ได้หนึ่งหรือสองปีเลยทีเดียว เมื่อเริ่มเรียนเตรียมอนุบาลในโรงเรียนอย่างเหมาะสม เด็ก ๆ จะได้รับการเรียนรู้ทักษะทางสังคมแบบเป็นกลุ่ม เมื่อได้มีการรวมตัวกับเพื่อน ๆ มากขึ้น และจะรู้สึกปลอดภัย กระตือรือร้นสนใจในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปจากเดิม เนอสเซอรี่ช่วยให้เด็กพัฒนาความมั่นใจ ความคิดสติปัญญา และการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่มากขึ้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพัฒนาทางจิตวิทยาของเด็กเล็ก จากการเตรียมความพร้อมสำหรับโรงเรียน และเป็นการส่งเสริมเวลาเล่นอย่างมีความหมายอีกด้วย โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เปิดบ้านครั้งใหม่ให้เข้าชม! สัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นเลิศ ด้วยรูปแบบการสอนโดยครูผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน (SET & LET) พร้อมหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ในกิจกรรม Open House 📅 วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2565 เท่านั้น! 🕘 เวลา 09:00 - 11:30 น. 📲 ลงทะเบียน https://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4802 ️▶️ เยี่ยมชมสถานที่ ห้องเรียน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และบรรยากาศการเรียนการสอนจริง โดยครูผู้เชี่ยวชาญ ️▶️ รับฟังข้อมูลหลักสูตรเบซิส และไขข้อสงสัยที่ว่าทำไม? เด็กนักเรียนเบซิสอยากมาเรียนในทุก ๆ วัน และรักการเรียนรู้อยู่เสมอ ▶️ พบกับครูใหญ่และคณะครู เพื่อพูดคุยและสอบถามประเด็นต่าง ๆ ️☎️ สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 0 2415 0099 📧 Email: admissions@basis.ac.th 💬 LINE: @BASISAdmissions  

เอาใจนักแต่งบ้านเปี่ยมรสนิยมกับลักชัวรี่เฟอร์นิชชิ่ง แบรนด์ “Christopher Guy” ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะในสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนล เอเลแกนซ์ผสานกลิ่นอายปารีเซียง ด้วยแรงบันดาลใจที่มาพร้อมความหลงใหลของ "คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน" ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษที่เติบโตและใช้ชีวิตในประเทศสเปนและฝรั่งเศส เจ้าของรางวัลด้านการออกแบบระดับนานาชาติมากมาย โดยผลงานทุกชิ้นของเขาล้วนบ่งบอกถึงปรัชญาแห่งแบรนด์ที่นำเสนอความสง่างาม ร่วมสมัย และไร้กาลเวลา ย้อนกลับไปช่วงกลางทศวรรษ 1990 "คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน" เริ่มต้นเส้นทางการออกแบบครั้งแรกด้วยการดีไซน์คอลเลกชันกรอบกระจก ภายใต้บริษัท “Harrison & amp;Gil” ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม จึงจุดประกายให้เขาต่อยอดมาสู่การสร้างสรรค์คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์หรูหรา และของตกแต่งบ้านในแบรนด์ “Christopher Guy” ซึ่งนอกจากจะโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์กระจกประดับผนังและอาร์มแชร์แล้ว Christopher Guy ยังมีสินค้าอื่น ๆ สำหรับห้องนั่งเล่น, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องทำงาน, ห้องนอน ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชื่นชอบการออกแบบบ้านทั่วโลก ด้วยดีไซน์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใครผนวกกับงานฝีมือสุดประณีตละเมียดละไม โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีไซน์ซิกเนเจอร์อย่าง ‘Silk-Cut’ ที่ปรากฏอยู่ในคอลเลกชันโต๊ะอาหาร, ตู้วางของ และการออกแบบทรงขาไขว้ ‘Chris-X’ ที่เห็นได้เด่นชัดจากผลิตภัณฑ์อาร์มแชร์, โซฟา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากทรวดทรงองเอวของ Scarlett O’Hara ตัวเอกจากภาพยนตร์ Gone with the Wind และท่วงท่าอันสง่างามของนักบัลเล่ต์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการมอบประสบการณ์เหนือระดับให้นักแต่งบ้านตัวยงในไทย ได้ร่วมสัมผัสศิลปะแห่งงานออกแบบระดับไฮเอนด์จากเมืองผู้ดีอย่างใกล้ชิดทุกซอกทุกมุม Euro Creations จึงได้ฤกษ์เปิดตัวโชว์รูม “Christopher Guy” อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกในประเทศไทย ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 300 ตารางเมตร ที่มาพร้อม คอนเซ็ปต์ Timeless Elegance with a Modernist Edge กับการจัดเรียงสเปซที่ให้ความรู้สึกโอ่โถงสบายตา โดยเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างแนวเส้นที่เด่นชัด กับการเล่นแสงเงาในแบบซอฟท์ซิลลูเอท เข้ากันได้ดีกับอินทีเรียร์ดีไซน์ที่เลือกคลุมโทนด้วยสีกลาง (Neutral) เปิดโอกาสให้บรรดางานศิลป์ชิ้นเอกที่วางประดับอยู่ในแต่ละโซนเผยความงามสง่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ พบกับคอลเลกชันสุดไอคอนนิกอย่าง “Mademoiselle” รวมถึงคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่นักสะสมทั่วโลกรอคอย “The Legacy” คอลเลกชันพิเศษเพื่อเป็นการสดุดีให้กับตำนานผู้ล่วงลับ คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน ที่รังสรรค์ขึ้นผ่านแรงบันดาลใจในการผจญภัยรอบโลกของเขา โดยคริสโตเฟอร์ได้กลั่นกรองและถ่ายทอดผลงานการออกแบบครั้งนี้มาจากตัวตน ประสบการณ์การใช้ชีวิต อีกทั้งมุมมองที่มีต่อแฟชั่น ผู้คน วัฒนธรรม รวมถึงสถานที่ที่เคยไปไว้ได้อย่างน่าค้นหา เป็นผลงานมาสเตอร์พีซร่วมกับทีมงานและครอบครัวก่อนจะล่วงลับไปในปี ค.ศ. 2020 “The Legacy” จึงเป็นคอลเลกชันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความทรงจำ ที่รวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซของเขาไว้มากมาย ทั้งที่หลายคนคุ้นเคยกันดี อย่าง ซิกเนเจอร์ขาไขว้ ‘Chris-X’ หรือจะเป็นการแกะสลักด้วยมือ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเขาคืออัจฉริยะของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์อย่างแท้จริง   โดย Christopher Guy ภูมิใจนำเสนอ 4 ไฮไลท์พีซจากคอลเลคชั่น “The Legacy” ดังนี้   Fronda Mirror กระจกประดับผนังแบบ Round Convex ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและความพิถีพิถันของงานแกะสลักจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนภาพแห่งความหรูหรามีสไตล์ ด้วยดีไซน์สีทองทรงพลังและงดงาม ราวกับมีกิ่งก้านของใบไม้นับร้อยแผ่ขยายออกมาหยอกล้อกับสายลม สนนราคา 117,700 บาท   Swirl Armchair อาร์มแชร์ขนาดกว้างซึ่งเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงอย่างไม้เบิร์ชและผ้าจาก Raf Simons นำส่งความสง่างาม ร่วมสมัยพร้อมด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและสไตล์อันโดดเด่นโดยมุ่งเน้นความสะดวกสบาย ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ห้องรับแขก ห้องนอน หรือให้คุณใช้เวลาผ่อนคลายในมุมส่วนตัวได้อย่างอิสระ สนนราคา 153,010 บาท   La Dame Au Chapeau Mosaic เพิ่มความลักชัวรีปนชิคให้ห้องโปรดด้วยภาพแขวนผนังที่รังสรรค์จากโมเสคแก้วสี ซึ่งได้อิทธิพลมาจากภาพวาดระดับโลก “ผู้หญิงกับหมวก” ของ Henri Matisse ศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศสเลอค่าด้วยงานคราฟท์สุดประณีตกับวัสดุแก้วชิ้นเล็กที่บรรจงเรียงร้อยต่อกันกว่า 13,000 ชิ้น เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าค้นหาของหญิงงามผู้ลึกลับกับหมวกขนนกใบสวย สนนราคา 297,460 บาท   Carree Mirror กระจกตกแต่งผนังบานใหญ่ กับดีไซน์เก๋ไก๋สุดอลังของงานแฮนด์เมดชั้นสูง ที่พิถีพิถันจัดวางกระจกทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งขนาดเล็ก - ใหญ่ รวม 72 บานได้อย่างประณีตและลงตัว โดยสามารถนำมาประดับตกแต่งได้ทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอนตามต้องการ สนนราคา 138,030 บาท 📍 สัมผัสเสน่ห์เหนือระดับแห่ง “Christopher Guy” ลักชัวรี่เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษได้แล้ววันนี้ ที่อาคาร B ชั้น 2 คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ☎️ โทร. 0 2101 6701

เดินหน้าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคกับการเปิดตัวเครื่องดื่มสมุนไพรชาไผ่ดำ เจ้าแรกของประเทศไทย ตรา ADO (เอโดะ) จากบริษัทโอสถธารา จำกัด ด้วยรสชาติที่อร่อย ดื่มง่าย เย็นสดชื่น มีประโยชน์ ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลและคาเฟอีน ด้วยการผสมผสานสุดยอดวัตถุดิบสมุนไพรธรรมชาติจากป่าเมืองจีนที่นำมาสกัดถึง 3 ชนิด ได้แก่ ใบไผ่ดำ (ตาเต็กเฮียะ), แบะตง, ดอกสายน้ำผึ้ง (กิมหงิ่งฮวย) ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ โดยใบไผ่มีสุดยอดสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น มีสารซิลิกา (Silica) ช่วยบำรุงผิวหนัง เล็บให้สวย อีกทั้งมีกลิ่นหอมจากใบไผ่ ปราศจากส่วนผสมของน้ำตาล เพราะเลือกใช้แบะตง ที่มีฤทธิ์เย็น รสหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ คออักเสบ และขับเสมหะ บรรเทาอาการคอแห้ง จมูกแห้ง ปากแห้ง แก้อาการนอนไม่หลับ บำรุงผิวพรรณ สายตา และบำรุงหัวใจ และยังช่วยบรรเทาโรคระบบทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี คุณนพัฐห์ พิพิธวิจิตรการ (ดิว) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถธารา จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความพิเศษของเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลและคาเฟอีน ทำให้เครื่องดื่มสมุนไพร ชาไผ่ดำเหมาะกับทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ท่ามกลางกระแสตื่นตัวของคนในสังคมที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ และตอบโจทย์คนรักสุขภาพ รวมถึงเทรนด์เครื่องดื่มบำรุงร่างกายของคนในปัจจุบัน’’ “สาเหตุที่เลือกใช้ใบไผ่ดำ เพราะมีสรรพคุณมากที่สุดในทางยา การันตีคุณภาพด้วยความใส่ใจในการคัดสรรและส่งตรงมาจากเมืองจีน เช่นเดียวกับแบะตง และดอกสายน้ำผึ้ง โดยในความเป็นจริงแล้วเราไม่มีความตั้งใจที่จะทำแบรนด์ แต่เราต้องการที่จะทำเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณทางยาดังนั้นจึงต้องมีรสชาติที่ดื่มง่าย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ Up Food & Bev. ที่เข้ามาช่วยดูแลและทำงานร่วมกันมานานกว่า 3 ปี จนได้มาซึ่งน้ำดื่มสมุนไพรชาไผ่ดำ (ตราเอโดะ)” คุณอำนาจ พิพิธวิจิตรการ (กัปตัน) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถธารา จำกัด กล่าว นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความใส่ใจในการสร้างสรรค์เครื่องดื่มสมุนไพร ADO คือบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการคิดและออกแบบอย่างพิถีพิถัน ด้วยการดีไซน์ฝาขวดให้สามารถเป็นแก้วที่ใช้ดื่มได้เลย ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมให้ความสำคัญกับรูปทรง ดีไซน์ และสีของขวดที่ออกแบบมาให้รู้สึกเป็นธรรมชาติเหมือนเป็นกระบอกไม้ไผ่จริงๆ “ในช่วงของ โควิด-19 แบบนี้ เราควรหันมาจริงจังกับการเลือกเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยคุณค่าจากใบไผ่ ปรับธาตุหยิน-หยาง ในร่างกายให้สมดุลและยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันดื่มแล้วสดชื่นแถมยังได้คุณประโยชน์มากมาย” คุณนพัฐห์ (ดิว) กล่าวทิ้งท้าย ช่องทางการจัดจำหน่าย ร้านค้าทั่วไปและสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ shopee ,Lazada เครื่องดื่มสมุนไพรสกัดชาไผ่ดำ https://bit.ly/3urtOus BlackBambooTea ชาไผ่ดำ https://bit.ly/3aj48tl ADO ชาไผ่ดำ Thailand https://bit.ly/3OSylyn Line @adowater และเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ADO ชาไผ่ดำ Thailand ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทโอสถธารา จำกัด โทร 099-6234-665 เว็บไซต์ www.osottara.com

ถนนประดิษฐ์มนูธรรม หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับชื่อ เลียบทางด่วน เอกมัย - รามอินทรา ในระยะหลังมานี้ได้เริ่มกลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง โดยมีโครงการบ้านทั้งระดับ super และ ultra-luxury เพิ่มขึ้นหลายโครงการ ร่วมด้วยคอนโด ห้าง ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน พิพิธภัณฑ์ หอประชุม ฯลฯ เกิดขึ้นเพื่อ เสริมความเป็น boulevard คู่ขนานทางด่วนที่มีคุณภาพชีวิตดีเป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ จนดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมากให้หันกลับมามองหาที่อยู่อาศัยในโซนนี้กันอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นการตอกย้ำความเป็นถนนทองคำของกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง   Endless pool villa vacation โดย The Glamor pool villa residences ประดิษฐ์มนูธรรม by Peace & Living PLC ก็เป็นอีกหนึ่งคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการจับจองพื้นที่บนทำเลทองแห่งนี้ ด้วยการเดินทางเพียงไม่กี่นาทีจากเอกมัย – ทองหล่อ ก็จะได้พบกับโครงการบ้านเดี่ยว super luxury บนจุดที่คุณภาพชีวิตดีที่สุดของเลียบทางด่วนฯ ซึ่งตอบโจทย์ครอบครัวขนาดเล็กยุคใหม่ที่ต้องการ design บ้านที่โดดเด่นและแตกต่าง บนทำเลที่ตั้งที่รองรับคุณภาพชีวิตและ family lifestyle ที่สมบูรณ์แบบ  ด้วยการออกแบบที่เข้าใจในวิถีชีวิตของคนเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดัน จึงได้มีการออกแบบบ้านมาเพื่อให้รองรับอารมณ์อึดอัดเหล่านั้นไว้ ด้วยสายน้ำและเสียงน้ำตกในสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาดใหญ่ 8.5 m x 3 m ที่ติดกับตัวบ้าน เพียงแค่เลื่อนบานกระจกและก้าวออกจากตัวบ้าน ก็จะสามารถสัมผัสความเย็นชื่นใจของสายน้ำในสระได้ทุกเวลาที่ต้องการ นับเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของงานออกแบบบ้านสุดพิเศษจาก Peace & Living ที่เติมเต็มคุณภาพชีวิตระดับท้อปของครอบครัวยุคใหม่   Privacy + Inclusivity in one place พร้อมกันนี้ยังได้มีการออกแบบด้านข้างของบ้านฝั่งสระว่ายน้ำให้เป็น C-court จึงทำให้ทุกห้องและพื้นที่โถงบันไดทั้งหมดสามารถมองเห็นสระว่ายน้ำ ทั้งยังมองเห็นกันและกันได้อีกด้วย ภายในบ้านประกอบด้วย 3 master bedroom ที่ซึ่งสามารถใช้เป็นที่พักพิงได้ตั้งแต่เด็กจนโต เพราะแต่ละห้องมี privacy space ของตัวเองสูง ในขณะเดียวกันที่ชั้นล่างก็มีห้องที่เป็น highlight ของบ้านคือ ‘Double-volume living wing’ ขนาด 44 ตารางเมตร ที่ยาวเท่ากับหน้ากว้างของตัวบ้าน มาพร้อมหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นสระว่ายน้ำ และเปิดรับแสงธรรมชาติอยู่ถึง 3 ด้าน เพื่อรองรับ activity ที่หลากหลายได้พร้อมกัน และสร้างความ inclusive ในครอบครัวได้เป็นอย่างดีด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ modern luxury ที่มีบันไดวนแสดงโครงสร้างเป็นศูนย์กลางของบ้าน เล่นระดับ เชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ และสมาชิกในบ้านเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสวยงามลงตัว ทำให้ทุก moment ของการเดินขึ้นลงบันไดวนสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อบ้านได้ในทุกย่างก้าวแบบ 360 องศา ท่ามกลางหน้าต่างบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ และความสูงโปร่ง 11 เมตรของโถงบันได เกิดเป็น volume ของบ้าน ช่วยให้ผู้อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย อันนำมาซึ่งการใช้ชีวิตในบ้านด้วยสุขทุกมิติ การันตีด้วยรางวัล Best Housing Architectural Design (Bangkok) 2021 จากเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 16   Luxury meets exclusivity นอกเหนือจากการเป็นโครงการ super luxury แล้ว The Glamor pool villa residences ประดิษฐ์มนูธรรม ยังมีความสงบในระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยจำนวนบ้านเดี่ยวที่มีเพียง 18 unit เท่านั้น ซึ่งสวนทางกับ facility ส่วนกลางและความสะดวกสบายที่ถูกมอบไว้ให้อย่างเต็มเปี่ยมด้วย Clubhouse lounge วิวสวนที่เหมาะจะใช้เป็นสถานที่รองรับ นั่งคุยสบายๆ กับแขกผู้มาเยือน เช่นเดียวกับ garden-view gym ที่มาพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายระดับโลกจาก PRECOR ตอกย้ำที่สุดแห่งคุณภาพชีวิตที่พร้อมมอบให้แต่ละครอบครัวอย่างเต็มที่ อีกทั้งภายนอกโครงการยังรายล้อมไปด้วยแหล่ง lifestyle ชั้นนำมากมายในระยะ 2 km. ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ได้แก่ CentralFestival EastVille, The Crystal, CDC, HomePro, Lotus’s, และ Big C Supercenter ร่วมด้วยสถานีรถไฟฟ้าถึง 5 สถานี (สายสีเหลือง 2 สถานี และสายสีเทา 3 สถานี) ในระยะ 1 km. รอบโครงการ 📍 ผู้สนใจและต้องการนัดเยี่ยมชมโครงการ สามารถ โทร. 0 2821 5442 หรือลงทะเบียนที่ https://theglamor-poolvillaresidences.com 📢 พิเศษสำหรับผู้อ่านนิตยสาร Mercedes! เพียงแจ้ง code 'meTGM2022' ต่อพนักงานขาย เพื่อรับการดูแลสระว่ายน้ำส่วนตัวระบบเกลือ ฟรี นาน 3 ปี   📍 พิกัด: The Glamor pool villa residences ประดิษฐ์มนูธรรม ซอย 10 📍แผนที่: https://goo.gl/maps/YbuyLxHTGHrNkurc6 📞โทร. 0 2821 5442 🌐เว็บไซต์: https://theglamor-poolvillaresidences.com

นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับบ้านระดับอัลตราลักชัวรี่ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่อยู่อาศัยโครงการแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ซิกส์เซนส์ ณ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC ภายหลังการเปิดตัวได้ไม่นาน ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย นับเป็นความสำเร็จที่มาจากการผสานแบรนด์เซอร์วิสระดับโลกของ ‘ซิกส์เซนส์’ เข้ากับคอนเซ็ปต์ของ ‘โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์’ บนสุดยอดทำเลทอง ที่ได้รับการออกแบบเชื่อมโยงทุกมิติของพื้นที่ภายในโครงการอย่างลงตัวที่สุด มอบความเหนือระดับในรูปแบบบ้านพักอาศัยสุดหรู ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต พร้อมบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟมาตราฐานซิกส์เซนส์ กลมกลืนไปกับภูมิทัศน์อันงดงามของธรรมชาติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มองหาความลงตัวของการใช้ชีวิตระยะยาว ในสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความสุขอย่างยั่งยืน   ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ หนึ่งในที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการฯ เปิดเผยว่า “บ้านในโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ทั้งหมด เป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยที่เรียกได้ว่าดีที่สุด และมีสเปกสุดยอดที่สุดในประเทศไทย ทุกหลังรับประกันคุณภาพ 30 ปี โดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) มาพร้อมกับบริการและสิทธิพิเศษที่เหนือระดับ ตามแบบฉบับของบ้านแบรนด์ซิกส์เซนส์ รวมถึงบริการอำนวยความสะดวกที่ใส่ใจผู้อยู่อาศัยอย่างที่สุด พร้อมด้วยคลับเฮ้าส์ และการบริหารจัดการดูแลในระดับพิเศษ เพื่อรักษาและคงความเป็นสังคมที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน”   ‘ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์’  โดดเด่นในตลาดอสังหาฯ ระดับซูเปอร์พรีเมียม เติบโตเกินคาด! ขายแล้ว 78% วิลล่าเหนือระดับ จำนวน 27 หลัง ของ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ เชื่อมความงามตามธรรมชาติจากภายนอกสู่ภายใน เข้ากับพื้นที่สวนส่วนตัวและลากูนล้อมรอบ มีบ้าน 3 ขนาดให้เลือกพักอาศัย ตั้งแต่ 3 - 5 ห้องนอน บนพื้นที่ตั้งแต่ 790 ตารางเมตร ไปจนถึงเกือบ 1,500 ตารางเมตร ในราคาตั้งแต่ 180 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 360 ล้านบาท เรียกว่า “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” โดดเด่นด้วยคุณสมบัติรอบด้าน ที่ดึงดูดและตอบโจทย์ความต้องการลึก ๆ ของการใช้ชีวิตแบบคนเมืองในกลุ่มซูเปอร์พรีเมียม ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอันมีผลต่อการใช้ชีวิตในทุกมิติ ทำการขายได้แล้ว 21 หลัง จากทั้งหมด 27 หลัง คิดเป็น 78% ของยอดขายทะลุ 4,700 ล้านบาท ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ เปิดเผยว่า “ความรวดเร็วในการตัดสินใจของผู้ซื้อ แสดงให้เห็นถึงตลาดยังมีความต้องการบ้านในระดับอัลตร้าลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับที่สูงมาก ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยใกล้ชิดธรรมชาติ โดยในช่วง 30 วันแรกของการเปิดการขาย สามารถขายบ้านได้ถึง 16 หลัง จนถึงวันนี้ขายเพิ่มได้อีก 5 หลัง และคาดว่าบ้านหลังแรก ๆ ในโครงการ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ จะพร้อมโอนได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 และสำหรับที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่โครงการอื่น ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ บ้านแบรนด์ ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ ก็ขายดีมากเช่นเดียวกัน โดยสามารถทำยอดขายได้แล้ว 3,720 ล้านบาท อีกด้วย” “เรารู้สึกดีใจที่เห็นว่าในตลาดมีความต้องการสูงมาก สำหรับบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรี่ ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยใกล้ชิดกับธรรมชาติ รวมทั้งมีการออกแบบก่อสร้างในระดับคุณภาพสูงสุด โดยบริษัท Foster + Partners และ DT designs รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมการออกแบบ และ Six Senses Hotels Resorts Spas เป็นที่ปรึกษาด้านงานตกแต่งภายในและภาพรวมโครงการ ซึ่งช่วยทำให้เรามั่นใจได้ว่าบ้านทุกหลังในโครงการ จะผสานการใช้ชีวิตทั้งภายในและภายนอกตัวบ้านอย่างกลมกลืนไร้รอยต่อ มีบ่อออนเซนและสระว่ายน้ำ พร้อมวิวทะเลสาบ ท่ามกลางความร่มรื่นเขียวขจีของธรรมชาติ เราคิดว่าปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จ คือการผสมผสานกันระหว่างสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ที่มากับแบรนด์เดอะซิกส์เซนส์ ผนวกกับสุดยอดคอนเซ็ปต์ของโครงการ และทำเลที่ตั้งในเดอะ ฟอเรสเทียส์” คุณกิตติพันธุ์ กล่าวเสริม   รับสิทธิพิเศษใช้บริการโรงแรมแห่งใหม่ในเครือซิกส์เซนส์  สำหรับเจ้าของบ้านในโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ยังจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าใช้สถานที่และบริการต่าง ๆ ของโรงแรมในเครือซิกส์เซนส์ โดยมีกำหนดจะเปิดให้บริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 รวมไปถึงบริการอันหลากหลาย ตั้งแต่การดูแลบ้าน การดูแลเด็ก (baby-sitting) ไปจนถึงบริการบัตเลอร์ ห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งสปา อีกด้วย   เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทุกเจนฯ  นอกจากโครงการ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ แล้ว ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ ยังมาพร้อมกับโครงการที่พักอาศัยมาตรฐานระดับสากลหลากหลายรูปแบบ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการอันแตกต่างกันของคนทุกเจเนอเรชันได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น วิสซ์ดอม คอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยนวัตกรรมการดีไซน์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน, ดิ แอสเพน ทรี โครงการที่พักอาศัยมอบการดูแลผู้สูงวัยอย่างครบวงจร, มัลเบอร์รี โกรฟ คอนโดมิเนียมที่มอบพื้นที่ส่วนตัวในรูปแบบการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของตนเอง และ มัลเบอร์รี โกรฟ วิลล่า ที่มาพร้อมแนวคิดการอยู่ร่วมกันของคนทุกช่วงวัยที่เน้นครอบครัว แบบบ้านสไตล์คลัสเตอร์โฮม 37 หลัง อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน มีให้เลือก 3 ขนาด ตั้งแต่ 4 - 6 ห้องนอน ด้วยพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตร ถึง 1,700 ตารางเมตร  นอกจากนี้ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ โครงการที่รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ธุรกิจ อาคารสำนักงาน สปอร์ตคอมเพล็กซ์ พื้นที่สำหรับกิจกรรมไลฟ์สไตล์และการพักผ่อนของครอบครัว ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมถึง Family Center ตลาด และป่าขนาดใหญ่บนพื้นที่ 30 ไร่ บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาว 1.6 กิโลเมตร ให้ได้ผ่อนคลาย  นับได้ว่า “เดอะ ฟอเรสเทียร์” คือโครงการเมืองในป่าแห่งแรกของโลก รวมความเป็นที่สุดของคำว่า “บ้าน” ที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกวัย สู่เป้าหมายคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บนพื้นที่แห่งความสุขอย่างยั่งยืน    📍 เยี่ยมชมโครงการ ‘ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์’ ณ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ถนนบางนา-ตราด กม. 7 ☎️ ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมและจองบ้าน: โทร. Call Center กด 1265  🌐 เว็บไซต์: www.mqdc.com

เมื่อชีวิตออกแบบได้ จะดีแค่ไหนหากในวัยตั้งแต่ 50 ได้ใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ในโครงการที่พักอาศัยดั่งบ้าน ที่ใส่ใจในทุกองค์ประกอบของการออกแบบเพื่อคนวัยนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงการดูแลการใช้ชีวิตในแบบองค์รวมของทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะได้รับความสุขจากการมีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ  The Forestias (เดอะ ฟอเรสเทียส์) อภิมหาโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านและคอนโดสุดหรูระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโครงการที่ออกแบบทุกมิติมุ่งเน้นส่งเสริมเรื่องการมีสุขภาพดี โดย แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ย่านบางนาตราด กม. 7 ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ที่โอบล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว พร้อมฟังก์ชันที่อยู่อาศัยเหมาะกับคนทุกวัยในทุกเจนเนอเรชัน บนพื้นที่ 398 ไร่ ด้วยมูลค่าการลงทุน 125,000 ล้านบาท และยังเป็นผู้นำแนวคิดรูปแบบใหม่ในการเป็นเจ้าของบ้านสู่ประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ ‘The Aspen Tree’ (ดิ แอสเพน ทรี) นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “ที่อยู่อาศัยแบรนด์ ดิ แอสเพน ทรี เข้ามาช่วยเติมเต็มองค์ประกอบของที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ แบรนด์ Whizdom, Mulberry Grove และ Six Senses ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของเรา ในการสร้างชุมชนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันแตกต่าง และความหลากหลายของช่วงอายุ ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายและใกล้ชิดธรรมชาติ”  สำหรับแนวคิดใหม่ชูความโดดเด่นในการเป็นเจ้าของบ้าน พร้อมการดูแลแบบองค์รวมตลอดชีวิต (Holistic Lifetime Care) ที่ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ภายใต้มาตรฐานระดับโลก ถือเป็นแนวคิดที่มุ่งใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นขจัดความกังวลในอนาคตจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ และมอบการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเฉพาะทางอีกด้วย สามารถตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัย ที่ต้องการวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างตรงความต้องการของการใช้ชีวิตนับจากนี้สู่อนาคต นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติม “ผู้คนต้องการเอาความไม่แน่นอนต่าง ๆ ออกไปจากชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น และในเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหามากมาย ที่ทำให้ยากต่อการคาดเดาอนาคต การลงทุนครั้งเดียวในการซื้อที่อยู่อาศัยที่ ดิ แอสเพน ทรี ทำให้เราสามารถขจัดความกังวลและความไม่แน่นอนทั้งหมดในหลาย ๆ เรื่องไปได้ เช่น จะเกิดอะไรขึ้นกับค่าครองชีพรอบตัวเราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี นี่จึงนับว่าเป็นข้อเสนอที่คุ้มค่า ที่นำมาซึ่งความสบายใจอย่างแท้จริง และส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าของบ้านในอนาคตโดยปราศจากความกังวล แม้แต่ค่าส่วนกลางที่ปกติอาจจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะได้รับการยกเว้นด้วย ภายใต้แนวคิดใหม่ของการเป็นเจ้าของบ้านที่เรากำลังนำเสนออยู่นี้” โดยภายในตัวโครงการมีการจัดสรรพื้นที่พักอาศัย และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับเพื่อนบ้าน อีกทั้ง ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยังคำนึงถึงความปลอดภัยในระดับสูงสุด และให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการออกแบบพื้นที่ของห้องน้ำ ทางเดิน รวมไปถึงประตูทางเข้าให้กว้างขวางเป็นพิเศษ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครันแบบ Fully-fitted และ Semi-decorated และการบริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น บริการช่วยเหลือดูแลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน บริการดูแลทำความสะอาด การจัดเตรียมอาหารสำหรับความต้องการพิเศษทางด้านโภชนาการ เป็นต้น  และที่ให้ความสำคัญไม่แพ้กันด้านสุขภาพ โดยมี Health & Brain Center พร้อมให้บริการดูแลผู้อยู่อาศัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการดูแลผู้สูงอายุ ที่มากด้วยประสบการณ์ยาวนาน ให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและผสานโปรแกรม Health & Wellness ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ระหว่างวันต่าง ๆ ที่ชวนผ่อนคลาย อาทิ กิจกรรมศิลปะและเวิร์กช็อปงานฝีมือ โปรแกรมการออกกำลังกายทางร่างกายและจิตใจ โดยหลากหลายกิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีโปรแกรมประกันสุขภาพที่ครอบคลุมความต้องการทางการแพทย์และการพยาบาล รองรับไปจนถึงอายุ 99 ปี เลยทีเดียว  เฮ จูน พาร์ค ประธานผู้อำนวยการ ดิ แอสเพน ทรี ที่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ กล่าวว่า “เราขอนำเสนอที่พักอาศัยพร้อมบริการดูแลตลอดชีวิต พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ โครงการ ดิ แอสเพน ทรี ซึ่งมีจำนวน 290 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 83 ตารางเมตร จนถึงประมาณ 253 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 23 ไร่ ณ ใจกลางสำคัญของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ทำให้เกือบทุกบ้านสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อันสดชื่นของป่าปลูก 30 ไร่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ได้ และสำหรับ ดิ แอสเพน ทรี ตั้งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีความพร้อมทางการเงิน อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังมองหาบ้านที่เหมาะกับพวกเขาในตอนนี้ รวมทั้งเป็นบ้านที่จะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระ มีความหมาย ปราศจากความกังวล และมีสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมบริการด้านสุขภาพและการดูแลครบวงจรอย่างมืออาชีพ ที่สามารถเข้าถึงได้เมื่อถึงช่วงเวลาสวยงามที่สุดของชีวิตของพวกเขา” ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ยกระดับความสุขบนพื้นที่พักอาศัยของโครงการ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ของพื้นที่สีเขียว เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่ได้รับการตกแต่งสวยงามกลมกลืนไปกับตัวอาคาร ทางเดิน และเชื่อมต่อกับสวนป่าขนาดใหญ่ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่สามารถเดินออกกำลังกายรับโอโซนบริสุทธิ์บนทางเดินยกระดับความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตร ซึ่งรวมทางเดินที่เชื่อมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และทางเดินที่ทอดตัวอยู่เหนือผืนป่าบริเวณใจกลางโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ และนอกจากที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน, สปอร์ตคอมเพล็กซ์, กิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ, ร้านค้าปลีก, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, พื้นที่ Family Center สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ของครอบครัว และพื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ, โรงละคร, อีเว้นต์ฮอลล์ และตลาด ดึงดูดให้ผู้ที่รีไทร์ตนเอง เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการเติมเต็มความสุขในพื้นที่บริการครบวงจร สงบและเป็นส่วนตัวแห่งนี้ ไปพร้อมฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทุกวัน ณ เมืองต้นแบบ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” ที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากกว่าคำว่าที่พักอาศัย   โปรโมชั่นพิเศษสำหรับช่วงเปิดตัว  แพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever'  วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2565 📢 ในช่วงเปิดตัวจนไปถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ขอเชิญชวนกลุ่มเพื่อน ๆ มาจองห้องด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจพิเศษ 'Best Friends Forever' และยังมอบส่วนลดค่าที่พักอาศัยให้ผู้ซื้อแต่ละรายสูงสุดถึง 1.8 ล้านบาท พร้อมเครดิตเงินสด จำนวนคนละ 300,000 บาท ใช้ได้กับร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’   📢 และสำหรับผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยในส่วนอื่น ๆ ของ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ก็สามารถแนะนำโครงการ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ ให้กับเพื่อนและญาติ โดยผู้ซื้อที่มาจากการแนะนำอ้างอิงดังกล่าว จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดและเครดิตด้วย ในขณะที่แนะนำจะได้รับสิทธิพิเศษเงินสดพิเศษ สูงสุดถึง 400,000 บาท อีกด้วย   📍 พิกัด: โครงการ ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียร์ ถนนบางนาตราด กม. 7 📞 จองที่อยู่อาศัย ‘ดิ แอสเพน ทรี’ โทร. Call Center กด 1265 

สร้างช่วงเวลาความสุขอันน่าจดจำด้วยสถานที่ ซึ่งผสมผสานภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความเป็นส่วนตัวและวิวทะเลอันดามันที่น่าหลงใหล เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนอันน่าประทับใจจนยากจะลืม วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรี คือบูติกรีสอร์ทระดับลักชัวรี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยมีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งอยู่รายล้อมเป็นแรงบันดาลใจ จึงสามารถมอบความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้มาเยือนด้วยคอลเลกชั่นพูลวิลลา 19 หลัง ให้คุณสามารถเลือกเข้าพักได้ทั้งแบบ 1, 3 และ 4 ห้องนอน วิลลาแต่ละหลังตกแต่งอย่างมีเสน่ห์ด้วยโทนสีธรรมชาติ โดดเด่นด้วยหน้าต่างสูงโปร่ง และชานไม้ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในเข้ากับภายนอกอย่างลงตัว คุณจึงสามารถใช้เวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ยังจะได้เพลินเพลินไปกับห้องนอนขนาดกว้างขวาง อันประกอบไปด้วยห้องน้ำขนาดใหญ่พร้อมอ่างอาบน้ำสปาแบบคู่ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ส่วนตัว และบริการผู้ช่วยส่วนตัวหรือบัตเลอร์ตลอด 24 ชั่วโมง และด้วยที่ตั้งของบูติกรีสอร์ทแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอ่าวยนท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี ผู้มาเยือนจึงสามารถดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ของมหาสมุทรได้อย่างเต็มที่ เนื่องด้วยการออกแบบของรีสอร์ทที่โอบรับภูมิทัศน์อย่างแท้จริง เห็นได้จากการที่วิลลา ห้องอาหาร บาร์ และสปา ที่เสมือนลอยอยู่กลางต้นไม้กลมกลืนไปกับเนินเขา และเชื่อมต่อกับพื้นที่กลางแจ้งได้อย่างลงตัว โดยมีการนำเอาวัสดุธรรมชาติ งานดีไซน์ที่สั่งทำพิเศษ และผลงานศิลปะสไตล์ท้องถิ่นมาใช้ในการตกแต่งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่น่าจดจำ รวมถึงทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ อันเป็นเสน่ห์ของแบรนด์เอ็มแกลเลอรี (MGallery) นอกเหนือไปจากนี้ความเป็นเลิศด้านอาหารและวิวทะเลที่สวยงาม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ วี วิลล่า ภูเก็ต - เอ็มแกลเลอรีนั้นน่าจดจำ กับ ห้องอาหาร Yon|Ocean House ซึ่งให้บริการอาหารไทย อาหารท้องถิ่น และอาหารสไตล์ยุโรป ผ่านปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบสดใหม่ของท้องถิ่น โดยคุณสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มด่ำกับมื้ออาหารแบบอินดอร์ หรือแบบเอาท์ดอร์ที่ระเบียงกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ รวมถึงห้องเก็บไวน์ที่มีตัวเลือกไวน์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกมากมาย แต่ที่ต้องไม่พลาดคือ AKOYA|Star Lounge รูฟท็อปบาร์ที่ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 55 เมตร กับจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม พร้อมวิวทะเล 360 องศา และวิวท้องฟ้ายามค่ำคืน เหมาะสำหรับการผ่อนคลายหรือสังสรรค์กับคนรู้ใจ พร้อมกันนี้ก็ยังมีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่จะช่วยให้ผู้มาเยือนรู้สึกสดชื่นตลอดการเข้าพัก กับหลากหลายทรีตเม้นท์ที่ วี วิลลา สปา (V Villas Spa) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากไข่มุกที่ถูกเพาะเลี้ยงโดยชาวท้องถิ่น พลังงานอาทิตย์ และธรรมชาติที่จะช่วยฟื้นฟูพลังงานให้กลับคืน หรือหากว่าคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการว่ายน้ำหรืออาบแดด ก็สามารถผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำอินฟินิตี้หลักของรีสอร์ท ที่ผสานเส้นขอบฟ้าและทะเลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ร่วมด้วยบริการฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัย โปรแกรมสุขภาพส่วนบุคคลและคลาสโยคะในวิลลา แต่ใครกำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานที่โดดเด่น รีสอร์ทแห่งนี้ก็พร้อมที่จะเป็นคำตอบให้ ด้วยสถานที่จัดงานซึ่งมีให้เลือกถึง 3 บรรยากาศ ได้แก่ YON|Ocean House, AKOYA|Star Lounge และ วิลลาส่วนตัว เพื่อมอบประสบการณ์งานแต่งงานสุดหรูและโรแมนติกพร้อมวิวทะเลอันดามัน นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านงานแต่งงานของรีสอร์ทที่พร้อมช่วยจัดการในทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบที่สุด   สิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส • ส่วนลด 20% จาก Best Flexible Rate สำหรับการจองห้องพัก • ส่วนลด 20% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมแอลกอฮอลล์) ที่ห้องอาหาร YON|Ocean House และ AKOYA|Star Lounge • ส่วนลด 20% ที่ V Villas Spa (ไม่รวมสินค้าและแพ็กเกจโปรโมชั่น) เงื่อนไข • สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่น ๆ ได้ • ไม่สามารถใช้ได้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ (22 ธันวาคม 2564 – 2 มกราคม 2565), ตรุษจีน (28 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2565), สงกรานต์ (13 - 16 เมษายน 2565) • กรุณาสำรองห้องพักล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน สำหรับห้องอาหารและสปา สาขาที่ร่วมรายการ V Villas Phuket - MGallery 39/39 หมู่ 8 ถนนอ่าวยน ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทร. 076 630 939 อีเมล: HB775-RE@accor.com เว็บไซต์: www.vvillasphuket.com ระยะเวลา: 1 พฤศจิกายน 2564 - 31 ตุลาคม 2565

ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เผยภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยปี 2564 ช่วงวิกฤตโควิด19 สู่ทิศทางตลาดในปี 2565 รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ และเข้าถึงความต้องการที่พักอาศัยในรูปแบบที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในยุค New Normal รวมถึงแนวคิดที่สอดคล้องในด้านความต้องการที่พักอาศัยของคนส่วนใหญ่ต้องการ Work From Home กันมากขึ้น   นายสัญชัย คูเอกชัย ผู้อำนวยการและหัวหน้าส่วนงานวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า มีอุปทานคอนโดมิเนียมมากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 64 จากเดิมที่มีการชะลอตัวการเปิดโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 1 – 3 ของปี เนื่องจากรัฐบาลผ่อนคลายและยกเลิกมาตราการล็อกดาวน์ พร้อมทั้งเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในรูปแบบ Test & Go อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยมีผ่อนปรนมาตราการ LTV เป็นการชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 2565 นักพัฒนาจึงมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดโครงการใหม่ โดยเป็นการเปิดที่เน้นจับกลุ่มเรียลดีมานด์ที่เป็นกำลังซื้อหลักในเวลานี้เท่านั้น  อุปทานโดยรวม ณ ไตรมาส 4 ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 11,252 หน่วย หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมา 62.7% และเพิ่มขึ้นมา 79.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหรือเกือบ 56% ของอุปทานตลาดทั้งปี 2564 ซึ้งมีจำนวนทั้งสิ้น 20,015 หน่วย โดยโครงการที่เปิดตัวใหม่ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง คิดเป็น 76% หรือ 7,117 หน่วย ในบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจ (City Fringe) และบริเวณศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) คิดเป็น 13% และ 11% ตามลำดับ   🏢 เน้นทำตลาดคอนโด 3 ล้านบาท อุปทานที่เปิดขายใหม่ยังเป็นกลุ่มนักพัฒนารายใหญ่สูงถึง 70% จากอุปทานที่เปิดขายทั้งหมด คอนโดที่เปิดขายในไตรมาสนี้อยู่ในระดับราคาตั้งแต่ 9 แสน – 3.5 ล้านบาท หากแยกตามเกรดจะเป็น คอนโดเกรด C จำนวน 63% และคอนโดเกรด B จำนวน 37% แสดงให้เห็นว่านักพัฒนาเลือกที่จะเปิดขายคอนโดในระดับราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 80,000 – 100,000 บาท/ตร.ม. เพราะเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มที่เป็นกำลังซื้อหลัก ณ เวลานี้ ส่วนของจำนวนคอนโดที่ขายได้ใหม่ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2,835 หน่วย คิดเป็นอัตราการขายอยู่ที่ 25.2% ซึ่งอัตราการขายลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับในปีก่อนหน้า และลดลง 12.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา อัตราการขายลดลงเนื่องมาจากจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่นั้นมีค่อนข้างมาก ในขณะที่หน่วยขายได้กลับมีน้อยเพราะเป็นโครงการที่ขายเพียงใบจองเท่านั้น แม้ว่าจะมีหน่วยขายที่น้อยแต่ก็มั่นใจได้ว่าห้องที่ถูกขายไปนั้นจะไม่ได้รับการยกเลิก เนื่องจากโครงการมีการประเมินศักยภาพลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้สามารถปิดการขายได้จริง ส่งผลให้ในอนาคตยอดปฏิเสธสินเชื่ออาจจะลดลง โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มกำลังซื้อระดับกลางที่ยังมีรายได้แน่นอน และมีมากกว่ากลุ่มนักลงทุน เนื่องจากโครงการที่เปิดขายจะอยู่ในโซนชานเมืองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ทำให้กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย (Real Demand) ที่มีความพร้อมในการซื้อค่อนข้างให้ความสนใจโครงการ โดยเฉพาะห้องที่มีระดับราคาไม่เกิน 3 ล้าน ระดับราคาขายคอนโดในกรุงเทพฯ ณ ไตรมาส 4 ปี 2564 ปรับตัวลดลงในทุกพื้นที่ โดยบริเวณศูนย์กลางธุรกิจปรับลดลง 4.6% ปีต่อปี อยู่ที่ 239,689 บาท/ตร.ม. ในบริเวณรอบเขตศูนย์กลางธุรกิจลดลง 6.3% ปีต่อปี อยู่ที่ 115,659 บาท/ตร.ม. และย่านชานเมืองลดลง 8.2% ปีต่อปี อยู่ที่ 63,258 บาท/ตร.ม. ทั้งนี้สาเหตุมาจากบางโครงการที่เปิดขายมานานและยังไม่สามารถปิดการขายได้ ทำการลดราคาขายลงหรือบางโครงการก็ลดราคาลง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการลดค่าโอน – จำนอง ในราคาไม่เกิน 3 ล้าน ซึ่งเป็นกลุ่มราคาที่ยังคงมีตลาดรองรับ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายในตลาดได้มีการระบายสต็อกออกไปบ้างบางส่วน   🏢 ราคาขายคอนโดอาจเริ่มขึ้นจากสภาวะเงินเฟ้อ และสำหรับปี 2565 นี้ เชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมมีแนวโน้มทยอยกลับมาฟื้นตัวและมีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากนักพัฒนารายใหญ่มีแผนเปิดตัวโครงการมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีโครงการเปิดใหม่อยู่เฉลี่ยประมาณ 10,000 หน่วย ในไตรมาสแรกของปี 2565 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่น่ากังวลคือการระบาดของโควิค19 สายพันธุ์ “โอมิครอน” หากมีการแพร่ระบาดที่รุนแรงและส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยหนักมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งให้กลับเข้าสู่การล็อคดาวน์อีกครั้ง อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงคือ ภาวะเงินเฟ้อ ที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว แนวโน้มของราคาขายคอนโดจึงมีโอกาสที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2565 และหากโครงการอยู่ในทำเลที่ดี โอกาสในการต่อราคาของผู้ซื้อจะทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีมาตราการช่วยเหลือและกระตุ้นกำลังซื้อ อาทิ การลดค่าโอน – จำนอง ที่ยืดระยะเวลาออกไปเป็นมาตรการที่กระตุ้นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งคนกลุ่มนี้ยังเป็นกำลังซื้อหลักในช่วงเวลานี้ และระดับราคาคอนโดมิเนียมที่กลุ่มเรียลดีมานด์ให้ความสนใจอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการที่จะทำโปรโมชั่นราคาเพื่อให้สอดรับกับมาตรการลดค่าโอน – จำนองของรัฐบาล เพื่อเป็นการระบายสต็อกที่ยังคงเหลืออยู่ออกไป   🏢 ตลาดบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปยังคงส่งสัญญาณบวก ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบที่มีระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นยังคงแข็งแกร่ง โดยนักพัฒนาหันมาพัฒนาโครงการแนวราบมากขึ้นตลอดทั้งปี 2564 แต่ภาพรวมด้านอุปทานในกลุ่มนี้ยังมีไม่มากนัก ขณะที่อุปสงค์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง ให้ตลาดอสังหาฯ ในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญที่สามารถทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการบ้านแนวราบกลุ่มนี้ในระยะที่ผ่านมา แม้ความต้องการของบ้านกลุ่มนี้จะมีค่อนข้างจำกัด แต่พฤติกรรมการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่เป็นผลมาจากการระบาดของโควิด ส่งผลให้ความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบที่อยู่อาศัยจากเดิมให้มีพื้นที่มากขึ้น และยังคงสอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับบ้าน รวมไปถึงทำเลโครงการอยู่ในโซนที่เดินทางง่าย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้อุปสงค์ของตลาดกลุ่มนี้มีการขยายตัวมากขึ้นในอนาคต จำนวนใบอนุญาตบ้านในระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ได้รับการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน (ทั้งโครงการ) พบว่าการอนุญาตจัดสรรที่ดินสำหรับกลุ่มบ้านที่มีระดับราคาขาย 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ปี 2560 ถึง ปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 10,087 หน่วย โดยในปี 2564 นี้พบว่ามีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในกลุ่มนี้ อยู่ที่ 1,785 หน่วย และสิ้นปี 2564 พบว่าบ้านระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ยังมีหน่วยเหลือขายอยู่ในปัจจุบันประมาณ 197 โครงการ มีอุปทานสะสมจำนวนทั้งสิ้น 20,434 หน่วย และมีจำนวนหน่วยขายได้ไปทั้งสิ้น 14,766 หน่วย คิดเป็นอัตราการขาย 72% โดยอัตราการขายช่วงสิ้นปี 2564 มีอัตราการขายเพิ่มสูงขึ้นมา 11% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า ที่ 61% และตลอดทั้งปี 2564 มีจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ 3,100 หน่วย ซึ่งเป็นจำนวนค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาดที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสอันดีของนักพัฒนาโครงการในตลาดอสังหาฯ กลุ่มนี้ บ้านที่มีระดับราคาขายระหว่าง 10 – 20 ล้านบาท มีอุปสงค์สูงสุดเพิ่มมาอยู่ที่ 8,043 หน่วย รองลงมาคือ 21-30 ล้านบาท และ 31-40 ล้านบาท มีอุปสงค์อยู่ที่ 2,816 หน่วย และ 2,102 หน่วยตามลำดับ ในส่วนของอัตราการขายสูงสุด คือ บ้านที่มีราคาสูงกว่า 100 ล้านบาท เพราะอุปทานในระดับราคานี้มีอยู่จำกัด ทำให้อัตราการขายสูงที่สุด ซึ่งอัตราการขายอยู่ที่ 90% รองลงมาได้แก่ บ้านราคา 51 – 60 ล้านบาท และ 31 – 40 ล้านบาท มีอัตราการขายอยู่ในอัตรา 83% และ 82% ตามลำดับ ส่วนบ้านที่มีอุปสงค์ต่ำที่สุดและอัตราการขายต่ำที่สุด คือ บ้านราคา 61 – 70 ล้านบาท รวมถึงตลาดบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปในปี 2565 ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง อุปทานคาดว่าจะมีมากขึ้น เนื่องมาจากรัฐบาลออกประกาศกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่มีการลดหย่อนภาษี ส่งผลให้นักพัฒนาต้องวางแผนงานเพื่อทยอยพัฒนาที่ดินที่เก็บไว้ในมือออกมา อีกทั้งภาวะการแข่งขันในตลาดจะมีมากขึ้น และความท้าท้ายของนักพัฒนาคือการพัฒนาโครงการด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงพนักงาน ค่าใช้จ่ายของมาตรการโรคระบาดให้แก่พนักงาน รวมถึงต้นทุนของค่าภาษีที่ดินที่ต้องจ่าย 100%   🏢 ตลาดบ้านจะเติบโตจากกลุ่มผู้ซื้อ GEN Y แนวโน้มของผู้ซื้อบ้านจะมีเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงวัยของกลุ่มผู้ซื้อกำลังเปลี่ยนไป ซึ่งช่วงวัยดังกล่าวคือกลุ่มอายุ 22-38 ปี (Gen Y) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวส่วนมากกว่าการเป็นพนักงานเงินเดือน หรือแม้แต่การรับช่วงกิจการต่อการครอบครัว จากผลวิจัยพบว่าโครงการบ้านในรูปแบบทาวน์โฮมและบ้านแฝด เริ่มที่จะได้รับการตอบรับจากคนในช่วงกลุ่มวัยดังกล่าวขึ้นมาบ้าง เพราะเป็นช่วงอายุที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องการขยายครอบครัวหรือสร้างครอบครัว รวมไปถึงการทำเป็นออฟฟิศในบ้านพร้อมอยู่อาศัยไปด้วย ซึ่งรูปแบบบ้านประเภทดังกล่าวมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตรงไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้ซื้อได้อย่างดี นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการออกแบบบ้านรองรับกับอนาคต ควรมีการออกแบบให้สอดรับกับเทคโนโลยีให้สะดวกต่อการใช้ชีวิต รวมถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานภายในบ้าน ซึ่งจะเห็นว่าในบางโครงการได้มีการนำมาใช้บ้างแล้ว หรือการออกแบบที่ผสมผสานกับธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมส่งผลที่ดีต่อคุณภาพชีวิต การออกแบบที่รองรับอนาคตหรือที่เรียกว่า Sustainable นั้น จะเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ซื้อให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะคุ้มค่าแก่การลงทุนในการซื้ออยู่อาศัย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการควรศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค เพื่อโฟกัสกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้สามารถตอบรับกับการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม   🏢 อุปทานสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี นายปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ กรรมการบริหารและหัวหน้าส่วนงานพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่า อุปทานรวมของพื้นที่สำนักงานทั้งหมดในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 148,000 ตร.ม. หรือ 2.7% ไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อาคารใหม่อีก 6 แห่ง ที่จะแล้วเสร็จภายในไตรมาสนี้ด้วย สำหรับทั้งปี 2564 อุปทานรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 280,000 ตร.ม. หรือ 5.2% อยู่ที่ 5.66 ล้าน ตร.ม. คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วง 10 ปี มีพื้นที่อีกประมาณ 1.7 ล้านตร.ม. ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการในช่วงปี 2565 – 2569 คิดเป็นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 340,000 ตร.ม.ในแต่ละปี ซึ่ง 66% ของอุปทานทั้งหมดจะตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ในช่วงอีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดสำนักงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากมีโครงการใหม่อีก 25 แห่ง รวมพื้นที่ให้เช่าประมาณ 850,000 ตร.ม. ที่แพลนว่าจะแล้วเสร็จ การเช่าปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่ม (Take up rate) จากเดิมที่ 45,000 ตร.ม.ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 116,000 ตร.ม.ในไตรมาส 4 โดยมาจากอัตราการเช่าที่แข็งแกร่งของอาคารใหม่ที่เพิ่งแล้วเสร็จ ในขณะเดียวกันมีการคืนพื้นที่รวม 70,400 ตร.ม. เนื่องจากอัตราการขายมีปริมาณมากกว่าจำนวนการคืนพื้นที่ อัตราการเช่าพื้นที่ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 45,500 ตร.ม. ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด19 อุปสงค์แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง จากอัตราการเช่าพื้นที่สุทธิประจำปีดีดตัวขึ้น จากเดิมที่หดตัวลงไป -121,000 ตร.ม. ขยายตัวขึ้นไป 24,800 ตร.ม.ในปีนี้ ทั้งนี้ส่งผลให้พื้นที่ครอบครองรวมเพิ่มขึ้น 0.5% อยู่ที่ 4.62 ล้านตร.ม. อย่างไรก็ตามตลาดยังคงค่อนข้างซบเซา หากเทียบกับช่วงก่อนโควิด19 ซึ่งมีอัตราการเช่าพื้นที่สุทธิเฉลี่ยที่ประมาณ 96,000 ตร.ม.ต่อปี และพื้นที่ที่ถูกครอบครองรวมทั้งหมดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.71 ล้านตร.ม. ในปลายปี 2562 ความต้องการพื้นที่สำนักงานใหม่และสำนักงานที่ตกแต่งใหม่ เป็นตัวขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา โดย 44% ของการขายทั้งหมดในปี 2564 มาจากการเช่าอุปทานใหม่และสำนักงานที่ตกแต่งใหม่ นับเป็นส่วนแบ่งสูงสุดของสัดส่วนการขายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้การประหยัดต้นทุนธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งทางธุรกิจ แต่หลายๆ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ ‘พื้นที่ที่มีคุณภาพ’ ที่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของพนักงานได้ นอกจากนี้การลดพื้นที่ด้วยกลยุทธ์การจัดพื้นที่สำนักงานและการใช้ประโยชน์จากตลาดของผู้เช่าเพื่อบรรลุเงื่อนไขการเช่า บริษัทต่างๆ สามารถย้ายที่ตั้งสำนักงานไปยังพื้นที่ที่ดีกว่าได้ โดยอาจจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด   🏢 ตลาดอาคารสำนักงานเกรด B ได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้จำนวนพื้นที่เช่ามีปรับเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเช่าในตลาดกลับลดลงไป 81.7% โดยลดลง 1.4%