TOP
h
  /    /  February

ภูมิภาคโทโฮคุและภูมิภาคชินเอ็ทสึอยู่ทางเหนือสุดถัดลงมาจากภูมิภาคฮอกไกโดของญี่ปุ่น มีอากาศเย็นสบายตลอดปี และโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดและหิมะลงปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง คุณจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสีขาวบริสุทธิ์อันหาดูได้ยาก และยังได้สัมผัสกิจกรรมสไตล์ฤดูหนาวแบบแท้ๆ ไม่ว่าจะแช่ออนเซ็นร้อนๆ ท่ามกลางหิมะ เล่นสกีที่ลานสกีระดับโลก หรือตื่นตากับเทศกาลพื้นเมืองสุดครื้นเครง รวมถึงลิ้มรสอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย อีกทั้งคุณยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายเพียงใช้ JR EAST PASS สุดคุ้ม รับรอบว่าคุณจะได้รับความประทับใจกันอย่างครบรสเลยทีเดียว วันนี้เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ด้วย JR EAST PASS มาฝากกัน ปีศาจหิมะแห่งซาโอะ จังหวัดมายากาตะ ภาพของปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster ที่ตั้งเรียงรายไปตามแนวเขาสูง พร้อมทัศนียภาพที่ต่างกันไปตามแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ไม่ว่าจะยามบ่าย คล้อยเย็น หรือกลางดึก ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามราวกับเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก คุณสามารถชื่นชมศิลปะผืนนี้แบบพาโนรามาได้ระหว่างนั่งกระเช้าขึ้นไปบนยอดเขา และหากอยู่ต่อถึงช่วงค่ำคุณจะได้นั่งรถตะลุยหิมะเพื่อเข้าไปชมปิศาจหิมะประดับไฟกลางคืนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปีศาจหิมะ ภูเขาฮักโกดะ จังหวัดอาโอโมริ อีกหนึ่งสถานที่ชมปีศาจหิมะอันโด่งดัง เกิดจากต้นไม้มากมายบนภูเขาฮักโกดะทนต้านแรงลมและหิมะจนก่อเป็นรูปร่างแท่งน้ำแข็งอันสวยงามในที่สุด ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การไปชมมากที่สุดคือช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ซึ่งคุณจะได้พบกับโลกสีขาวโพลนสุดแสนมหัศจรรย์ นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับภาพของปีศาจหิมะที่มีทิวเขาขาวสุดกว้างไกลเป็นฉากหลังขณะนั่ง Hakkoda Ropeway ได้อีกด้วย ถือเป็นไฮไลท์เด็ดห้ามพลาดเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) แม่น้ำและทางรถไฟสายทาดามิ จังหวัดฟุคุชิมะ หากคุณต้องการนั่งรถไฟชมวิวหิมะ เราขอแนะนำทางรถไฟสาย JR Tadami Line ที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 เส้นทางรถไฟที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดของญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้จะพาคุณวิ่งเข้าสู่โลกของหิมะขาวสะอาดและข้ามแม่น้ำทาดามิด้วยสะพานเหล็กให้ความรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในม่านเมฆ และหากคุณพอมีเวลา อย่าลืมแวะลงที่สถานีนี้เพื่อเก็บภาพของสะพานเหล็กที่สะท้อนเงาลงบนแม่น้ำทาดามิขณะถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) นาขั้นบันได โฮชิโทเกะ จังหวัดนีกาตะ นาข้าวที่เรียงเป็นขั้นบันไดนับเป็นจุดเด่นของเมืองโทกะมาจิ ผืนนาน้อยใหญ่เรียงกันกว่า 200 ขั้นกระจายตัวดูคล้ายเกล็ดปลาเกลื่อนกลาดอยู่บนผืนหิมะระยิบระยับ ไม่ว่าจะเป็นยามเช้าที่แสงอาทิตย์ส่อง ยามพลบค่ำตะวันตกดิน หรือยามค่ำคืนที่ดวงดาวเต็มฟ้า นาขั้นบันไดแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน ทำให้แม้จะมาชมอีกสักกี่ครั้งก็สร้างความประทับใจได้ทุกครั้งไป พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) นิวโตออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ ท่ามกลางความหนาวเย็น หากได้แช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมชมวิวของหิมะสีขาวคงรู้สึกอุ่นกายสบายใจเป็นอย่างแน่ เราขอแนะนำมาแช่ออนเซ็นกันที่นิวโตออนเซ็น ซึ่งเป็นหมู่บ้านออนเซ็นตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานิวโตในอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมันไต ประกอบด้วยออนเซ็น 7 แห่ง แต่ละแห่งมีแหล่งกำเนิดและคุณสมบัติของน้ำแร่ที่แตกต่างกันไป ว่ากันว่าหากแช่ออนเซ็นครบทั้ง 7 แห่งนี้จะสามารถรักษาได้สารพักโรคเลยทีเดียว พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ออนเซ็นลิง Snow Monkey จังหวัดนากาโนะ แหล่งท่องเที่ยวของนากาโนะอันโด่งดังไปทั่วโลกคงจะหนีไม่พ้นการมาดู Snow Monkey หรือลิงออนเซ็น ที่สวนลิงจิโกคุดานิในหุบเขาโดยมีแม่น้ำโยโคยุไหลลงมาจากที่ราบสูงชิกะโคเง็น โดยเฉพาะในฤดูหนาว คุณจะได้พบกับเหล่าลิงป่าที่หนีหนาวพากันลงมาแช่ออนเซ็นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ใบหน้าของพวกมันกลายเป็นสีแดงดูน่ารักน่าชังสร้างความผ่อนคลายให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) ลานสกีฮาคุบะ จังหวัดนากาโนะ สำหรับใครที่สนใจเล่นสกีหรือสโนบอร์ด เราขอแนะนำจังหวัดนากาโนะอันมีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งลานสกีระดับโลก ด้วยคุณภาพของหิมะที่นุ่มละเอียดราวกับผงแป้งและลานหิมะชั้นดีที่ได้เปรียบด้วยภูมิทัศน์อันโดดเด่นของนากาโนะ นอกจากนี้ระหว่างนั่งลิฟท์ขึ้นไปบนลานสกี คุณยังจะได้พบกับทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์แดนเหนือที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวระยิบระยับสวยงามจับใจ พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Nagano, Niigata area) เทศกาลนามาฮาเกะเซโด จังหวัดอาคิตะ จังหวัดอาคิตะขึ้นชื่อเรื่องเทศกาลพื้นเมืองครื้นเครง แม้เป็นฤดูหนาวที่หิมะลงจัดชาวเมืองก็พร้อมใจกันออกมาเล่นสนุกท้าความหนาว หนึ่งในเทศกาลห้ามพลาดเลยคือเทศกาลนามาฮาเกะเซโดที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศาลเจ้าชินซัน โดยปีศาจใส่หน้ากากยักษ์ตัวแทนแห่งเทพเจ้าขุนเขาจะออกมาร่ายรำรอบกองไฟ สร้างความครื้นเครงให้แก่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน และสำหรับปีนี้คุณสามารถมาร่วมสนุกกันได้ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 18:00-20:30 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) เทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ จังหวัดอาโอโมริ หากคุณมาจังหวัดอาโอโมริทางเหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ ขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสนานในเทศกาลฮาจิโนเฮะเอ็นบุริ เทศกาลท้องถิ่นที่ได้รับเลือกเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่น และยังเป็น 1 ใน 5 เทศกาลหิมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย เอกลักษณ์ของเทศกาลนี้คือผู้ร่ายรำจะสวมหมวกทรงสูงตกแต่งคล้ายหัวม้าและร่ายรำโดยการโยกศีรษะอย่างแรงราวกับกำลังเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นการขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง และในปีนี้เทศกาลจะจัดในช่วงวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2020 พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หม้อไฟคิริทัมโปะ จังหวัดอาคิตะ อาหารที่กินแล้วฟินที่สุดในฤดูหนาวคงหนีไม่พ้นหม้อไฟ วันนี้เราพามาลองชิมหม้อไฟคิริทัมโปะสุดแปลกของชาวอาคิตะกัน เริ่มด้วยคิริทัมโปะซึ่งก็คือแป้งบดพันรอบแท่งไม้แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอมกรุ่น จากนั้นนำไปต้มต่อในซุปไก่บ้านพันธุ์ท้องถิ่นของอาคิตะ เคี่ยวพร้อมเห็ดไมตาเกะและผักชีฝรั่งยิ่งเพิ่มรสกลมกล่อม ทานแล้วรู้สึกอบอุ่นทั้งกายและใจเป็นที่สุด พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) หอยนางรม จังหวัดมิยากิ ภูมิภาคโทโฮคุขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลคุณภาพชั้นเลิศ เราขอแนะนำเมนูหอยนางรมของจังหวัดมิยากิ ด้วยบริเวณอ่าวทะเลซันริคุนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติและคุณภาพน้ำทะเลที่มีสารอาหารบ่มเพาะให้หอยนางรมมีรสชาติเข้มข้น หวานฉ่ำ และเนื้อแน่น จึงทำให้หอยนางรมของที่นี่มีรสชาติโดดเด่นกว่าที่อื่น หากคุณมาจังหวัดมิยากิ ไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยของเมนูหอยนางรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลหอยนางรมคือระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area) ปูหิมะโชไนคิตะมาเอะ จังหวัดยามากาตะ ภูมิภาคโทโฮคุเรียกได้ว่าเป็นแหล่งทานอาหารทะเลรสเลิศ อีกเมนูที่น่าสนใจคือปูหิมะโชไนคิตะมาเอะที่หาดโชไน จังหวัดยามากาตะ เนื่องจากบริเวณนี้เปิดพื้นที่ให้ลงจับปูหิมะได้เร็วกว่าที่อื่นถึง 1 เดือนโดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป อีกทั้งขนาดของปูที่หนักกว่า 1 กิโลกรัม กับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระดองที่กว้างกว่า 13 เซ็นติเมตร โดยเมนูขึ้นชื่อที่หาดโชไนคือชาบูปูหิมะ รับรองปูสดอร่อยฟินไม่รู้ลืม พาสที่แนะนำ : JR EAST PASS(Tohoku area)

โนเบิลฯ จัดเต็มรับต้นปี ส่ง 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดบนที่สุดของโลเคชั่น เพลินจิต-พร้อมพงษ์ โดยมี 2 โครงการที่เข้าร่วม โครงการ Noble Ploenchit คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับพรีเมียม ติด BTS เพลินจิต ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Lift ทุกยูนิต ในราคาสุดพิเศษ ONE PRICE เริ่มต้นที่ 200,000 บาท/ตร.ม.* ราคาโปรโมชั่นนี้มีจำนวนจำกัด และมาพร้อมโครงการ Noble BE 19 บนสุดยอดโลเคชั่นสุขุมวิท 19 ใกล้ BTS อโศก และ MRT สุขุมวิท โดย 1 ห้องนอนเล็ก เริ่มต้น 5.8 ล้าน* และ 1 ห้องนอนใหญ่เริ่มต้น 7.5 ล้าน* มาพร้อม Facilities ที่ครบครัน ทั้งอาคารดีไซน์โมเดิร์น ออกแบบเพดานสูง 3 เมตรทุกห้อง กับโอกาสให้เป็นเจ้าของเพียง 10 ยูนิต เท่านั้น  ทั้งนี้ข้อเสนอพิเศษของ 2 ลักซ์ชัวรี่คอนโดมิเนียมที่โนเบิลฯจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีความคึกคักเพิ่มยิ่งขึ้นในปีนี้ สำหรับข้อเสนอพิเศษนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.noblehome.com หรือสอบถามโทร. 02-251-9955  

บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ณ ถนนสายหางดง-สะเมิง ห่างจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ราว 21 กิโลเมตร "ฟลอร่า ครีค" ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามของกฤษดาดอย อุทยานดอกไม้ในตำนานของเชียงใหม่   รีสอร์ตหรูแฝงความอบอุ่น รูปแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งและบริการที่น่าประทับใจ ทุกห้องพักสวย สบายตาในโทนสีเบจ ผสมผสานกับความอ่อนหวานของดอกไม้ได้อย่างละมุนละไม อาคารที่พักแต่ละหลังตกแต่งด้วยอิฐและไม้ วางตัวเรียงราย ดูคลับคล้ายโรงนาในต่างประเทศ ลงตัวกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยดอกไม้และสายน้ำ ที่นี่มีห้องพัก 70 ห้อง ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีพูลวิลล่าที่กว้างขวางพร้อมห้องนั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำให้คุณแหวกว่ายอย่างเป็นส่วนตัว ปล่อยใจเป็นอิสระ ทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ทำให้ทุกห้องพักที่นี่มีบรรยากาศใหม่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนเสมอ โดยมีพรรณไม้ดอกและกลิ่นดอกไม้เป็นนางเอก ที่จะเปลี่ยนโทนการตกแต่งห้องเป็นเฉดสีต่างๆ ไปตามฤดูกาล สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา ชวนให้กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีเบื่อ วันเวลาที่ ฟลอร่า ครีค อาจหมดไปกับการเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์เพลิดเพลินไปกับแมกไม้ สายน้ำ และสวนสวยที่มีพื้นที่ถึง 15 ไร่ ซึ่งร่วมออกแบบจัดแต่งโดยนักจัดดอกไม้ชื่อดัง ที่นี่มีสระว่ายน้ำในบรรยากาศที่แสนเป็นธรรมชาติ เคียงขนานไปกับลำธาร โอบล้อมด้วยไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น มีฟิตเนสที่เปิดรับวิวสวนสวยภายนอก โปร่งสบายตา หรืออาจเลือกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ให้ถึงที่สุดแห่งความสบาย กับหลากหลายทรีตเมนต์ที่ Green House Spa หากต้องการเข้าไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โรงแรมมีบริการรถรับส่ง หรือขับรถไปเองก็สะดวกง่ายดาย ที่ ฟลอร่า ครีค มีห้องอาหารให้บริการสองแห่ง คือ Creek Cafe ห้องอาหารที่ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอลล้านนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า บริการอาหารไทยแท้ๆ และอาหารนานาชาติให้เลือกรับความอร่อยได้ตลอดทั้งวัน หรืออิ่มเอมกับธรรมชาติ เสียงน้ำตก และสวนดอกไม้ ไปพร้อมๆ กับเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่ "เฟื่องฟ้า บิสโทร" ห้องอาหารในเรือนปีกไม้หลังใหญ่ริมธารน้ำ   ฟลอร่า ครีค ยังพร้อมรองรับการประชุมสัมมนา งานแต่งงาน และงานจัดเลี้ยง ด้วยห้องประชุมที่กว้างขวาง ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขา สร้างบรรยากาศให้ทุกงานน่าประทับใจ อากาศที่บริสุทธิ์สะอาด ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ุ และบริการในระดับ 5 ดาว ทำให้ช่วงเวลาที่ ฟลอร่า ครีค เป็นความสุขสดชื่น เป็นการพักผ่อนที่เต็มอิ่ม ไม่ว่าจะในฤดูไหน ที่นี่ก็มีแต่ความสวยงามน่าจดจำ      

ชื่อของ อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ (Alexander Popov) จะถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะหนึ่งในนักว่ายน้ำยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ที่ภายหลังอำลาสระ เขาได้ให้คำจำกัดความใหม่กับตัวเองอย่างไร "เป็นการตัดสินใจที่ธรรมดา แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผม" อเล็กซานเดอร์ โปปอฟ เล่าถึงช่วงเวลาอันยากลำบาก ที่เขาตัดสินใจโยนผ้ายุติเส้นทางการเป็นนักว่ายน้ำ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก และนักว่ายน้ำจากรัสเซีย ผู้สร้างสถิติไว้มากมาย นั่งอยู่ในมุมที่เงียบสงบของ คาเฟ่ปุชกิน (Café Pushkin) อันหรูหราในกรุงมอสโก ปล่อยให้ครัวซองต์ในจานที่เพิ่งมาอบมาใหม่ๆ เย็นลงอยู่เบื้องหน้า ยังไม่เที่ยงดี แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของอาคารสไตล์บาโรกที่งดงาม คาเฟ่ปุชกิน เปรียบได้ดั่งไทม์แมชชีน ที่จะนำพาผู้มาเยือนย้อนคืนสู่ช่วงเวลาที่รัสเซียยังอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบซาร์ และเป็นสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ เหมาะสมยิ่งสำหรับการสัมภาษณ์โปปอฟ ประการแรก เขามีสไตล์การว่ายน้ำที่สวยงาม จนทำให้ได้รับสมญานามว่า “ซาร์” และประการที่สอง เพราะดูเหมือนว่าเวลาจะค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างช้าๆ ภายในคาเฟ่ปุชกิน บรรยากาศที่มีความสงบเงียบแผ่ซ่านอยู่ในทุกอณู เชิญชวนให้เกิดการย้อนสะท้อนมองตัวเอง และยอดนักว่ายน้ำวัย 47 ผู้นี้ ก็มีหลากหลายสิ่งให้สะท้อนมองกลับไป โปปอฟเคยเผชิญกับความท้าทายอันน่าหวาดหวั่นที่ว่า “ผมจะมีชีวิตใหม่ที่น่าพึงพอใจได้อย่างไร ในเมื่อได้รับความสำเร็จในเกือบทุกสิ่งที่ต้องการมาแล้ว”   Beach days อเล็กซานเดอร์ วลาดีมิโรวิช โปปอฟ เติบโตที่เยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาอูราล ตอนเล็กๆ เขาเป็นเด็กที่กลัวน้ำ แต่ก็สามารถเอาชนะความกลัวนี้ได้ในเวลาต่อมา เมื่อเอาชนะความกลัวน้ำได้ กลับทำให้เกิดความทะเยอทะยาน ผลักดันเขาสู่การ เป็นเจ้าของรางวัล 4 เหรียญทอง จากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลนา ขณะมีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น จากนั้น โปปอฟยังสามารถคว้าชัยจากการแข่งขันว่ายน้ำรายการต่างๆ ได้อีกมากมาย ทั้ง 6 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์โลก และอีก 21 เหรียญทองจากรายการชิงแชมป์ยุโรป ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักว่ายน้ำ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของรัสเซีย แต่ทั้งหมดมาถึงจุดหักเหในปี ค.ศ. 2004 หลังจากโอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ เป็นเวลากว่า 10 ปีที่เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในกีฬาว่ายน้ำ โปปอฟรู้ว่า เขาพอแล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะการกลับบ้านมือเปล่าโดยไม่ได้รับเหรียญรางวัลแม้แต่เหรียญเดียว แต่ยังเป็นเพราะเขารู้สึกเต็มอิ่มกับกีฬาว่ายน้ำแล้ว “เหมือนกับว่าผมอ่านหนังสือจบเล่มแล้ว” โปปอฟอธิบายง่ายๆ “คุณพลิกไปจนถึงหน้าสุดท้าย ปิดหนังสือ แล้วนำกลับไปเก็บไว้บนชั้น และไม่คิดจะเปิดอ่านอีกแล้ว เพราะรู้เนื้อหาในนั้นทะลุปรุโปร่งตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย”   ทันทีที่โอลิมปิกเกมส์ที่เอเธนส์ปิดฉากลง เพื่อนคนหนึ่งของโปปอฟชวนให้เขาไปหาที่ฟิจิ โดยโปปอฟและภรรยาเป็นแขกเพียงไม่กี่คน ที่ไปยังหมู่เกาะสวรรค์แห่งแปซิฟิกใต้ที่แสนพิเศษนี้ “ผมตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะยังเคยชินกับการตื่นเช้าตามโปรแกรมฝึกซ้อม นั่งเงียบๆ บนเก้าอี้ชายหาด เฝ้ามองท้องทะเล แล้วก็คิดว่า ‘นี่แหละชีวิต’ โปปอฟยิ้มแย้มตลอดเวลายามเล่าเรื่องของตัวเอง ราวกับว่า เขารู้สึกผ่อนคลายโดยธรรมชาติ เมื่อตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางเข้าสู่ชีวิตใหม่ “ตอนนั้นผมอยู่ในที่ที่ใช่ ในช่วงเวลาที่ใช่ และผมทราบแล้วว่าชีวิตต่อจากนี้ จะเดินหน้าไปอย่างไรหลังจากเลิกว่ายน้ำ ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้ผมมาก”   At one with the elements เหตุที่การเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ของโปปอฟเป็นไปอย่างราบรื่น ยังเกิดจากทัศนคติและมุมมองที่มีต่อชีวิต หรือกล่าวได้ว่า เป็นความสามารถของเขาในการรับมือกับช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน และมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผลชัดเจน ซึ่งกว่าทัศนคติและมุมมองเช่นนี้จะเกิดได้ต้องใช้เวลานานหลายปี “เมื่ออยู่ในน้ำคุณจะถูกจำกัดด้วยกฎแห่งฟิสิกส์ ฉะนั้น ในฐานะนักว่ายน้ำ คุณจะต้องกลมกลืนเป็นหนึ่งไปกับพลังของน้ำ” โปปอฟอธิบาย “มันเป็นเหมือนกระบวนการของการสร้างสรรค์วิธีคิด ซึ่งผมตัดสินใจแล้วว่าผมยอมรับในความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีขีดจำกัด” ยิ่งสามารถคว้าเหรียญมาครองได้มากเพียงใด โปปอฟก็ยิ่งไม่สนใจต่อเสียงยกย่องสรรเสริญเท่านั้น ศัตรูที่แท้จริงของเขากลับเป็นตัวตนของตัวเอง และองค์ประกอบแวดล้อม ช่วงเวลาแห่งการเอาชนะตัวเอง และกาลเวลา ได้สร้างความมั่นใจ ซึ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ไปไกลเกินกว่ากรอบอาชีพนักกีฬาของโปปอฟอีกครั้ง นับจากปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา เขาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งรัสเซีย และได้ก่อตั้งการแข่งขันรายการ Alexander Popov Cup เพื่อช่วยเหลือนักกีฬาเยาวชน ในการเตรียมตัวแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขายังกลับไปมุ่งมั่นเรียนหนังสือจนสำเร็จปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สาขาการเงินการธนาคาร โปปอฟได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นหนึ่งในบอร์ดเจ้าหน้าที่พิเศษของอะดิดาส ผู้ผลิตชุดกีฬาชื่อดังของเยอรมนีในปี 2009 และอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2014 ก่อนจะลาออกมาก่อตั้งบริษัทของตนเอง   New-found freedom งานของโปปอฟ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและวางแผน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาทั่วโลก ขณะที่ธุรกิจของเขามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเยกาเตรินเบิร์ก เมืองอุตสาหกรรมอันเป็นบ้านเกิด แต่เขากลับบริหารงานจากมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเป็นศูนย์รวมของการตัดสินใจทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์มาหลายปี มอสโกได้กลายเป็นบ้านอีกหลังของเขา สิ่งซึ่งมีความหมายต่อโปปอฟมากเสียยิ่งกว่าความสำเร็จในอาชีพของเขา ก็คือ "อิสรภาพ" ที่ได้มาภายหลังจากชีวิตเลิกว่ายน้ำ ไม่มีการฝึกซ้อมวันละแปดชั่วโมง เจ็ดวันต่อสัปดาห์อีกต่อไป โปปอฟอธิบายระหว่างที่พวกเราขึ้นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เพื่อเดินทางไปยังสระว่ายน้ำไชกา ที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเครมลิน กลางกรุงมอสโก “ผมสามารถจะกำหนดตารางชีวิตของตัวเองได้แล้ว” ไม่กี่ปีก่อน โปปอฟพร้อมด้วยภรรยาและลูกๆ อีกสามคน (ลูกชายสองและลูกสาวหนึ่ง) เดินทางท่องเที่ยวแบบโรดทริปไปทั่วทวีปยุโรปด้วย รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส ทั้งครอบครัวแวะเที่ยวที่บัลแกเรีย โครเอเชีย และอิตาลี ก่อนจะขับผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี และโปแลนด์บนเส้นทางกลับสู่รัสเซีย โรดทริปนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “อิสรภาพที่จะเดินทางไปที่ใดก็ได้ตามใจปรารถนา กินอะไรก็ได้ตามที่อยากจะกิน และแวะนอนที่ใดก็ได้ตามที่ต้องการ” เขาย้ำ   Freedom For The Whole Family : THE V-CLASS เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเป็นทั้งรถแวนสำหรับครอบครัวที่มอบความสะดวกสบาย เป็นเพื่อนร่วมทางที่วางใจได้ของผู้ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้ง เป็นรถยนต์ที่ทรงพลัง และยานพาหนะที่หรูหรามีสไตล์ เสน่ห์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาส อยู่ที่ประโยชน์ใช้สอยและความเป็นอิสระ โดดเด่นในความกว้างขวาง และแนวคิดด้านการตกแต่งภายใน เมอร์เซเดส-เบนซ์ วี-คลาสนำเสนอทุกสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อการเลือกใช้งานตามความปรารถนา บางคนอาจบอกว่าเป็นความสะดวกสบาย อเนกประสงค์ แต่เราเรียกสิ่งนี้ว่า "อิสรภาพ"   เรื่อง: HENDRIK LAKEBERG ภาพ: DAVID FISCHER, MAIN IN MAIN PRODUCTIONS

Mercedes-Benz unveils the 4th Generation A-Class ก้าวแรกสู่โลกแห่ง Premium Compact Car บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The New Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” ยนตรกรรมอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะเข้ามาเติมเต็มรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็กคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ “Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic” มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็กคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน ให้แรงบิดสูดสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ความเร็ว 1,620 รอบต่อนาที อัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัมต่อกิโลเมตร และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ย 5.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน บรรจุเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ระบบมัลติมีเดียที่สามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ และจะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดาย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สัมผัสตัวจริงได้ ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

ซิตี้แบงก์ และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส” ชูแนวคิด “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่ Privilege Always Drive With You” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า ทั้งเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง และไลฟ์สไตล์อีกมากมาย ที่จะตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ถือ บัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส (Citi Mercedes Credit Card) ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังได้ เผยโฉม 3 Brand Endorsers ได้แก่ “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว, “อั๋น” ภูวนาท คุนผลิน ผู้มีความมั่นคงในชีวิต และพร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝัน ซึ่งทั้งสามต่างเป็นผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ ตัวจริง และคือตัวแทนที่สะท้อนถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส

ชวนนักเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กับห้องพักแบบโดมใสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จังเกิ้ล บับเบิ้ล (Jungle Bubble) ให้แขกผู้เข้าพักได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนท่ามกลางวิวธรรมชาติในแบบ 360 องศา และโขลงช้างกลางป่าใหญ่ ณ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ป่าอันเขียวชอุ่มกว่า 650,000 ตารางเมตร โดยตัวโรงแรมอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวของ 3 ประเทศ อันได้แก่ ไทย ลาว และเมียนมา จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกไหลมาบรรจบกัน โดยทุ่งหญ้าริมน้ำเบื้องล่างยังเป็นจุดเดินเล่นของช้างที่อยู่ภายใต้การดูแลของรีสอร์ทอีกด้วย จังเกิ้ล บับเบิ้ล ของ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษโดย Eye In The Sky โดยใช้วัสดุผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี Precontraint Serge Ferrari อันล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัวเสมือนว่าเป็นส่วนหนึ่งของของธรรมชาติ มีจำนวนทั้งหมด 2 หลัง โดยตั้งอยู่บนระเบียงไม้ยกสูงกลางป่า ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ชมความงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ชมดาว รวมถึงโขลงช้างที่เดินผ่านไปมาได้อย่างชัดเจนตลอดการเข้าพัก ห้องพักได้รับการตกแต่งอย่างดีพร้อมเครื่องปรับอากาศและความสะดวกสบายอย่างครบครัน ในพื้นที่ขนาด 22 ตารางเมตร โดยส่วนของห้องนอนและห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4.5 เมตร มาพร้อมเตียงขนาดคิงไซส์ ภายใต้โดมใส ในขณะที่ห้องน้ำตกแต่งอย่างมิดชิดเป็นส่วนตัว สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องยังครบครันเพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน แขกผู้เข้าพัก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ สามารถสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนใน จังเกิ้ล บับเบิ้ล ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเสริมที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในราคาเริ่มต้นที่ 17,700 บาท ต่อคืน สำหรับสองท่าน พร้อมตะกร้าอาหารค่ำแสนอร่อย มินิบาร์ เครื่องดื่มครบครัน พร้อมบริการรูมเซอร์วิซตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าใช้บริการบับเบิ้ลได้ตั้งแต่ช่วงพลบค่ำจนถึงรุ่งเช้าก่อนกลับมาผ่อนคลายในห้องพักแบบปกติของรีสอร์ทในช่วงกลางวัน อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากแคมป์ช้างที่อยู่ในความดูแลของรีสอร์ท ร่วมกับมูลนิธิโกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation หรือ GTAEF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือช้าง รวมถึงครอบครัวควาญช้างผู้เป็นเจ้าของให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูช้าง ตนเองและครอบครัว กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างของรีสอร์ท ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ดูแลช้าง สามารถหาทุนสำหรับการเลี้ยงดูช้าง โดยไม่ต้องบังคับให้ช้างทำงานหรือทำกิจกรรมที่พวกมันไม่ชอบ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพักได้ที่ goldentriangle@anantara.com

บางที สีสันของแฟชั่นก็ดึงดูดใจ จนบดบังสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างใน “มิลาน” มิลานขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแฟชั่น เป็นเมืองธุรกิจ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอิตาลี เป็นเมืองที่หลายคนพุ่งตรงมาช้อปปิ้ง แต่ความจริงมิลานมีงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจและน่าใช้เวลาอยู่ด้วยนานๆ Duomo di Milano – Milan Cathedral มามิลานต้องแวะ “ดูโอโม ดิ มิลาโน” หรือมหาวิหารแห่งมิลาน เพราะลานกว้างหน้ามหาวิหาร (Piazza del Duomo) เป็นเหมือนจัตุรัสกลางเมือง เป็นจุดนัดพบที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า ใครมาช้อปปิ้งก็อดไม่ได้ที่จะแวะดูโอโมฯ มหาวิหารแห่งมิลานเป็นโบสถ์หินอ่อน สถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อประมาณ 50 กว่าปีที่แล้วนี่เอง โครงสร้างหลักใช้เวลาก่อสร้าง 427 ปี โดยน่าจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 มาแล้ว เสร็จใน ค.ศ.1813 ใช้เวลาตกแต่งอีก 152 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์จริงๆ ในปี ค.ศ. 1965 รวมเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 576 ปี มีคนมหาศาลที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน จนมีการเรียกที่นี่ว่าเป็นโรงงาน คำว่า ดูโอโม แปลว่า มหาวิหาร ซึ่งหลายๆ เมืองในอิตาลี ต่างก็มีมหาวิหารหรือดูโอโมทั้งนั้น แต่ ดูโอโมที่มิลาน มีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “วิหารเม่น” (the porcupine) เนื่องจากลักษณะหลังคาโบสถ์ที่เป็นยอดแหลม ซึ่งมีมากถึง 135 ยอด บนยอดที่สูงที่สุดประดับรูปแม่พระ นามว่า มาดอนนินา (Madonnina) สูง 4.16 เมตร โครงสร้างทำจากสเตนเลสสตีลหุ้มด้วยทองแดง และปิดด้วยทองคำ น้ำหนักรวมเกือบหนึ่งพันตัน การติดตั้งรูปปั้นนี้ดำเนินการกันในตอนดึกสงัด ดังนั้น เช้าวันหนึ่งของเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 ผู้คนจึงต่างต้องประหลาดใจกับการปรากฏกายขึ้นของ "มาดอนนินา" เหนือท้องฟ้าของมิลาน บนยอดแหลมอื่นๆ รวมทั้งผนังด้านนอกและด้านใน ยังมีรูปปั้น รูปสลักหินอ่อนอีกมากมาย รวมทั้งสิ้น 3,400 รูป หินอ่อนภายนอกมหาวิหารเป็นสีขาวและชมพู ดูสว่างโดดเด่นไม่ว่ายามกลางวันหรือกลางคืน แต่ภายในกลับดูหม่นๆ สักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นหินอ่อนที่มีสีค่อนข้างดำกว่าแล้ว ยังว่ากันว่า ผนัง เพดาน และเสาหินภายในนี้ ไม่มีการทำความสะอาดเลย นานวันเข้าหินอ่อนจึงกลายเป็นสีน้ำตาลหม่น แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังสวย ขลัง อลังการ น่าเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ดี นอกจากเข้ามาชมด้านในแล้ว เราควรต้องไปปีนหลังคาโบสถ์กันด้วย มหาวิหารแห่งมิลานสูง 108 เมตร บันไดขึ้นถึงหลังคามี 158 ขั้น ได้ยินแล้วอย่าเพิ่งถอดใจ เขามีลิฟต์ให้บริการเป็นทางเลือก ช่วยย่นย่อเวลา ระยะทาง และความเหนื่อยได้ในระดับหนึ่ง แลกกับราคาบัตรเข้าชมที่แพงกว่า และถ้าไม่อยากต่อคิวนาน มีบัตรแบบฟาสต์แทร็กด้วย ณ หลังคาโบสถ์ เรายังต้องแหงนมองขึ้นไปอีกเกือบจะคอตั้งบ่า จึงจะเห็นมาดอนนินาสีทองอร่ามบนยอดแหลม ที่อยู่กึ่งกลางโบสถ์ อาสนวิหารทุกแห่งเกิดขึ้นจากศรัทธา สำหรับดูโอโมแห่งมิลานนี้ ต้องมีศรัทธามากเพียงใดจึงจะสามารถส่งต่อการก่อสร้างอันยาวนานเกือบหกศตวรรษ ไม่รู้กี่ชั่วอายุคน จนสำเร็จงดงามได้แบบนี้   Duomo di Milano โบสถ์: เปิดทุกวัน 8.00-19.00 น. หลังคาโบสถ์: เปิดทุกวัน 9.00-19.00 น. มีค่าเข้าชม: มหาวิหาร 3 ยูโร, หลังคาโบสถ์ 10-23 ยูโร, เด็กอายุ 6-11 ปี ราคาพิเศษ www.duomomilano.it/en/   Galleria Vittorio Emanuele II มามิลาน แวะดูโอโมฯ ก็ต้องผ่าน “กัลเลรีอา วิตโตรีโยเอมานูเอเล เซคอนโด” อาคารหลังใหญ่ข้างๆ ดูโอโมฯ นั่นแล นี่คือหนึ่งในศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.1877 จนปัจจุบัน ที่นี่ก็ยังเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และมีโรงแรมด้วย ชื่อห้างตั้งตามชื่อกษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี คือ พระเจ้าวิตโตรีโย เอมานูเอเลที่ 2 สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่ ไม่ใช่แค่สินค้าแบรนด์เนมหรือร้านค้าสุดหรู แต่อยากให้สังเกตดูสถาปัตยกรรม ว่ากันว่า ที่นี่คือต้นแบบของศูนย์การค้าที่มีโดมหรือหลังคาเป็นกระจกในปัจจุบัน ห้างกัลเลรีอาฯ เป็นอาคารสูงแค่ 4 ชั้น แต่ดูอลังการมาก มีทางเดินผ่ากลางแบ่งอาคารออกเป็นสี่ส่วน ทางเดินคลุมด้วยหลังคากระจกโค้งตลอดทาง ณ จุดตัดตรงกลางเป็นโดมกระจก และที่พื้นตรงกลางโดมนั้น ลองมองหางานโมเสกที่เป็นรูปกระทิง เชื่อกันว่า ถ้าไปยืนอยู่ตรงอัณฑะของกระทิงแล้วหมุนตัวด้วยส้นเท้าจะโชคดี หรือได้กลับมาที่นี่อีก เพราะแบบนี้ โมเสกรูปนั้นก็เลยสึกมากกว่าจุดอื่นๆ ทุกวันนี้ชาวมิลานก็ยังนิยมนัดพบปะกินดื่มกันที่นี่ ร้าน Biffi ของ ปาโอโล บิฟฟี พ่อครัวขนมหวานของกษัตริย์อิตาลี ที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1852 ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ โถงทางเดินของห้างกัลเลรีอาฯ กลายเป็นเหมือนทางเดินสาธารณะ ที่มีผู้คนสัญจรมาตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฟากหนึ่งของห้างคือ จัตุรัสดูโอโมฯ ที่มีคนแวะมาเยี่ยมเยียนทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น คือ ลานลา สกาลา (Piazza della Scala) มีรูปปั้นของลีโอนาร์โด ดา วินชี ตั้งอยู่กลางสวนรูปวงกลม หันหน้าสู่ โรงละครลา สกาลา อันโด่งดัง Teatro alla Scala – La Scala Theatre “ลา สกาลา” เป็นโรงละครที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1778 จนถึงวันนี้ ก็มีตารางการแสดงยาวไปจนถึงฤดูกาลแสดงปี 2020 แล้ว ประสบการณ์การแสดงที่ลา สกาลา ถือเป็นเกียรติประวัติ ที่บรรดานักร้องโอเปรา นักบัลเลต์ นักดนตรี ศิลปิน และคนในแวดวงการละครบันทึกไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนคนที่ชอบดูการแสดงแนวนี้ ก็อยากมาดูที่ 'ลา สกาลา' สักครั้ง เพราะเป็นที่เลื่องลือว่า ระบบเสียงที่นี่สุดยอดมาก ตัวอาคารภายนอกของลา สกาลา อาจดูเรียบง่ายสไตล์นีโอคลาสสิก เดินผ่านๆ ไปได้แบบไม่มีอะไรสะดุดตาเลย แต่ภายในตกแต่งอย่างอลังการ งามหรูจนชวนให้จินตนาการถึงยุควิกตอเรีย ที่สาวๆ ชนชั้นสูง สวมกระโปรงสุ่มบานฟูฟ่อง ถือพัดลูกไม้ กรีดกรายมาดูละครมาฟังดนตรีกัน เข้าไปแล้วเหมือนหลงยุค ทุกวันนี้การแต่งตัวเข้าโรงละครไม่จำเป็นต้องหรูหราจัดเต็มอะไรขนาดนั้น แต่ขอเพียงแค่ให้เกียรติสถานที่ ถ้าหากใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อยืดแขนกุดมาอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า แล้วจะไม่คืนเงินค่าตั๋วให้ด้วยนะเออ ในส่วนของโรงละครและพิพิธภัณฑ์ ลา สกาลา เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึงประมาณ 5 โมงเย็น เฉพาะในช่วงที่ไม่มีการซ้อมใหญ่หรือไม่มีการแสดง โดยจะได้ขึ้นไปชมที่บริเวณที่นั่งชั้น 3 แต่ถ้าอยากชมแบบละเอียดๆ มีไกด์ให้ความรู้ด้วย จะมีให้เลือกว่าจะชมมิวเซียม ทัวร์โรงละคร หรือไปดูเจ้าหน้าที่เขาทำฉาก สร้างอุปกรณ์ประกอบฉากกัน ราคาบัตรเข้าชมก็แตกต่างกันไป แต่ถ้าใครมีเวลาและชอบอยู่แล้ว น่าจะจองตั๋วชมโอเปรา บัลเลต์ หรือฟังดนตรีออร์เคสตราสักรายการหนึ่ง ของแบบนี้เมืองไทยหาชมไม่ได้ง่ายๆ   Teatro alla Scala พิพิธภัณฑ์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการ : วันที่ 7, 24 (ช่วงบ่าย), 25, 26, 31 ธันวาคม (ช่วงบ่าย), 1 มกราคม, วันอีสเตอร์, 1 พฤษภาคม, 15 สิงหาคม มีค่าเข้าชม: 9 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ฟรี www.museoscala.org/en/, www.teatroallascala.org/en/   Castello Sforzesco - Sforza Castle ณ สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองมิลาน “คาสเตลโล สฟอร์เซสโก” หรือ “ปราสาทสฟอร์เซสโก” ป้อมปราการที่เคยใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี 'ปราสาทสฟอร์เซสโก' สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.1358-1370 เพื่อเป็นที่อยู่ของตระกูลวิสคอนติ (Visconti) จนเมื่อทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเสียชีวิต ปราสาทก็ถูกเปลี่ยนมือ และบางส่วนก็ถูกทุบทำลายเสียหาย กระทั่งปี ค.ศ.1450 ฟรานเซสโก สฟอร์ซา (Francesco Sforza) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์สฟอร์ซาของอิตาลี สร้างปราสาทนี้ขึ้นมาใหม่ มีการว่าจ้างสถาปนิกและประติมากรชื่อดังสมัยนั้น ให้มาออกแบบตกแต่งหอคอย การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี ใช้สถาปนิกชื่อดังและศิลปินอีกหลายคน ออกแบบตกแต่ง ซึ่งลีโอนาร์โด ดา วินชี ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความกว้างขวางและใหญ่โต ของป้อมปราการปราสาทสฟอร์เซสโก ทำให้เรารู้สึกตัวเล็กมาก ตัวกำแพงดั้งเดิมนั้นหนาถึง 7 เมตร จนอดจินตนาการไม่ได้ว่า ทันทีที่ประตูข้ามคูรอบปราสาทถูกชักปิด ภายในนี้คงเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากๆ ปัจจุบัน ปราสาทสฟอร์เซสโก กลายเป็นแหล่งพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมของมิลาน ทั้งพิพิธภัณฑ์งานศิลปะโบราณ The Museum of Ancient Art ที่เก็บผลงานของศิลปินชื่อดัง พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พิพิธภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์โบราณ และงานไม้ และพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านอีกหลายอย่าง ในส่วนของพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บค่าเข้าชม แต่บริเวณปราสาทสฟอร์เซสโก เปิดให้เข้าฟรี เข้าไปเดินเล่นชมสวนดูลวดลายสวยๆ บนเพดาน หรือแค่ไปนั่งพักจิบกาแฟที่คาเฟ่ภายในเขตป้อมปราการก็ได้   Castello Sforzesco เปิดบริการทุกวัน ในเวลา 7.00-19.30 น. ฟรีค่าเข้าชม ส่วนพิพิธภัณฑ์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.30 น. ปิดบริการในวันจันทร์ และ วันที่ 25 ธันวาคม, 1 มกราคม, 1 พฤษภาคม มีค่าเข้าชม 10 ยูโร www.milanocastello.it/en   The Last Supper มาถึงมิลานทั้งที ต้องแวะมาชมงานชิ้นนี้ให้เห็นกับตา “เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์” พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดอีกชิ้นหนึ่งของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่ง เลโอนาร์โดวาดภาพนี้ไว้ที่กำแพงห้องหนึ่งของอาราม ซานตา มาเรีย เดลเล กราซีเอ (Santa Maria delle Grazie) เมื่อปี ค.ศ.1495 ภาพมีขนาด 450 x 870 เซนติเมตร เดิมทีผู้คนเข้าใจว่าภาพนี้เป็นภาพปูนเปียก หรือภาพเฟรสโก (fresco) แต่ภายหลังเมื่อภาพเริ่มแตก และมีการซ่อมแซม จึงเชื่อว่า เลโอนาร์โดวาดภาพลงบนผนังปูนธรรมดา หรือเป็นจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนแห้ง (a secco) มีการทดลองใช้วิธีวาดภาพแบบใหม่ๆ ทำให้ไม่ต้องรีบๆ วาดเหมือนการวาดบนผนังปูนเปียก นั่นทำให้เขาสามารถวาดๆ หยุดๆ กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาถึง 3 ปี อาคารหลังนี้ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ภาพนี้กลับไม่เป็นอะไร หาใช่ปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่ แต่เป็นเพราะผู้คนช่วยกันนำกระสอบทรายมาบังกำแพงไว้ แม้ว่าภาพจะไม่เสียหายจากสงคราม แต่ก็เสียหายจากระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้มีการบูรณะภาพนี้หลายต่อหลายครั้ง ซ้ำร้ายยังบูรณะแบบผิดๆ ถูกๆ โดยครั้งสุดท้ายใช้เวลาบูรณะแก้ไขนานถึง 21 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะที่ถูกต้องที่สุด   ผนังฝั่งตรงกันข้ามกันเป็นงานจิตรกรรมของ จีโอวานนิดูนาโต ดา มอนโตร์ฟาโน (Giovanni Donato da Montorfano) ชื่อภาพ Crucifixion หรือการตรึงกางเขนของพระเยซู ซึ่งเหมือนเป็นตอนต่อจากภาพพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ก็จะให้เวลากับภาพของเลโอนาร์โดมากกว่า ที่สำคัญคือ ทุกคนมีโอกาสอยู่ในห้องนี้ครั้งละ 15 นาทีเท่านั้น เพราะห้องนี้ต้องควบคุมทั้งแสง

Federer The human superstar โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ คือหนึ่งในนักเทนนิสยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล เป็นการง่ายที่เราจะเชื่อว่า เขาประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นสู่การมีชื่อเสียงระดับโลกได้แบบสบายๆ แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ นักเขียนของเรามีโอกาสได้ใช้เวลาหนึ่งวัน กับนักเทนนิสซูเปอร์สตาร์ชาวสวิส ที่กองถ่ายภาพยนตร์โฆษณาในดูไบ และกลับมาพร้อมด้วยเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ เก้านาฬิกาเศษ ณ ดูไบ ในเดือนเมษายน ทีมงาน 20 ชีวิต ใช้เวลาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เนรมิตสนามเทนนิสจำลองขนาดครึ่งสนามขึ้น ในพื้นที่ของอาคารแสดงสินค้าขนาดใหญ่ คอร์ตเทนนิสปูด้วยพรม มีเน็ต และทุกอย่างเหมือนจริง เพราะ "โรเจอร์ เฟเดอเรอร์" ตกลงที่จะปรากฏตัวในภาพยนตร์โฆษณาให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งตั้งแต่หัวจรดเท้าของเขา จะต้องติดอุปกรณ์สำหรับบันทึกความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท เฟเดอเรอร์ จะตีลูกท็อปสปินที่ทรงพลังที่สุดไปหาคู่แข่งที่สมมติขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวของยอดนักเทนนิสคนนี้ จะถูกคอมพิวเตอร์บันทึกเก็บไว้ อากาศภายในอาคารขณะนั้นทั้งร้อนและอบอ้าว ส่วนด้านนอกอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส เฟเดอเรอร์มาถึงด้วยทีท่าหน้าตาแจ่มใสในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อทีเชิ้ต และรองเท้ากีฬา เพียงไม่กี่วินาทีเขาก็ถูกรายล้อมด้วยผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ช่างภาพ และซาวด์เอ็นจิเนียร์ เฟเดอเรอร์จับมือทักทายทีมงานอย่างเป็นกันเอง เขาพักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ "ดูไบ" คือหนึ่งในสี่สถานที่ที่เขาเรียกว่า "บ้าน" โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ซึ่งได้รับตำแหน่งนักกีฬายอดเยี่ยมประจำปีอีกครั้งในปี 2018 เป็นเสมือนมูฮัมหมัด อาลี หรือเปเล่ของโลกเทนนิส ไม่เคยมีนักกีฬาเทนนิสคนใดประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้มากไปกว่าเขา ในสนามแข่งขัน เฟเดอเรอร์ผสานความสง่างามเข้ากับความสามารถ ผนวกความสร้างสรรค์เข้ากับความแน่วแน่ และผนึกความแม่นยำเข้ากับพลัง ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลย ที่หนึ่งในคำถามซึ่งเขาถูกถามบ่อยที่สุด และเป็นคำถามที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจหาคำตอบได้ ก็คือ “จริงๆ แล้วคุณคือใครกันแน่นะ คุณเฟเดอเรอร์?” หนึ่งในไอเดียแรกๆ ที่ Mercedes me คิดจะต่อยอดจากข้อมูลเหล่านี้ ก็คือ การเล่าถึงความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กของโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ จวบจนถึงวันที่เขาได้ครองแชมป์วิมเบิลดันอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ฟังเฟเดอเรอร์เล่าถึงวัยเด็กว่า เขาทำประตูโรงรถของคุณปู่คุณย่าพังครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร เขาตีลูกเทนนิสอัดใส่ชั้นวางของและตู้ของพ่อแม่อย่างไร แต่แนวคิดนี้อาจจะดูไม่ค่อยเป็นธรรมนัก กับเรื่องราวความสำเร็จอย่างมากมายของเขา ไม่เพียงแค่ชัยชนะในรายการวิมเบิลดัน 8 ครั้ง อย่างไม่มีใครทำได้ และการครองแชมป์ในรายการแกรนด์สแลมอื่นๆ อีก 20 ครั้ง ซึ่งนับเป็นสถิติที่มากกว่าใครในประวัติศาตร์ของกีฬาเทนนิส แต่เรายังต้องคิดถึงคำว่า “พรสวรรค์” และ “การฝึกซ้อม” ที่คงต้องเขียนลงในบทความเป็นพันๆ ครั้ง ตลอดจนคำอื่นๆ อย่าง “วินัย”, “ความทะเยอทะยาน”, “ความขยันหมั่นเพียร”, “ความเป็นมืออาชีพ”, “ความพากเพียร”, “ประสาทที่แข็งแกร่ง” และคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย ที่ได้เปลี่ยนความไม่มีแบบแผน ให้กลายเป็นหลักการปฏิบัติที่มีความสร้างสรรค์อย่างสูง แน่นอนว่ามันจะกลายเป็นข้อเขียนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่แนวคิดนี้มีข้อด้อยอยู่ประการหนึ่งคือ ลักษณะเฉพาะตัวของเฟเดอเรอร์ ไม่อาจถูกลดทอนลงให้เป็นเพียงแค่ตำแหน่งแชมป์ และความฝัน หรือเป็นพรสวรรค์และการฝึกซ้อม   A break from tennis ใครก็ตามที่มีโอกาสได้พบกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นอกสนามเทนนิส ได้ใช้เวลาทั้งวันร่วมกับเขา สัมภาษณ์เขาเป็นการส่วนตัว และพยายามค้นหาความลับเบื้องหลังความสำเร็จ ที่ยังคงดำเนินต่อไปของเขา จะได้ข้อสรุปเดียวกันว่า ชายผู้นี้มีความแตกต่างอย่างแท้จริง 10 นาฬิกา เฟเดอเรอร์ยังอยู่ในห้องแต่งตัว เขากำลังเลือกชุดสำหรับการถ่ายโฆษณาชิ้นนี้ โดยมีทีมงานสองคนคอยช่วยอยู่ ระหว่างนั้น เขาก็เล่าให้ผู้จัดส่วนตัวฟังไปด้วยเรื่องวันหยุดพักผ่อนสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้หยุดนานขนาดนี้ เขามีความสุขมากแค่ไหนที่ได้อยู่กับทุกคนในครอบครัว อยู่กับเพื่อนๆ และตลอดสองสัปดาห์ เขาเล่นเทนนิสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เฟเดอเรอร์หัวเราะ ยิ้มจนแก้มปริและตาหยี ใบหน้าบ่งบอกถึงความสุข ดูไม่มีร่องรอยของความตื่นเต้นหรือกระตือรือร้นจนเกินเลย ผู้ช่วยทั้งสองถามเฟเดอเรอร์ขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ในคนละภาษา เขามีสีหน้างงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มและตอบคำถามของแต่ละคนอย่างใจเย็น ไปพร้อมๆ กับเปลี่ยนเสื้อ เฟเดอเรอร์ดูไม่หงุดหงิดหรือรู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย กลับดูผ่อนคลาย สบายๆ จริงๆ ระหว่างการถ่ายทำ เห็นช่างกล้องเดินสะดุด เขาก็เข้าไปช่วยเและให้คำแนะนำเรื่องการจัดระเบียบร่างกายด้วย ช่วงพักดื่มน้ำ เขายังปรึกษากับผู้กำกับเรื่องกล้องดิจิทัลอย่างคร่ำเคร่งเป็นภาษาฝรั่งเศส บางทีก็เปลี่ยนมาพูดภาษาเยอรมัน สวิสเยอรมัน และอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ขึ้นอยู่กับว่าภาษาใดที่จะเหมาะสุดในตอนนั้น เวลาล่วงไปสามชั่วโมงแล้ว เฟเดอเรอร์ทำตามคำสั่งของผู้กำกับโดยไม่มีอิดออด ไม่มีการบ่น ภายในฮอลล์ที่อบอ้าวเพราะอากาศไม่ค่อยถ่ายเท เฟเดอเรอร์เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว เขาเปลี่ยนเสื้ออีกครั้ง ร่างกายเขาไม่ได้ใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามแบบนักเพาะกาย แต่ก็ฟิตในทุกส่วน ต้นแขนและท่อนแขนข้างขวาซึ่งเป็นแขนที่เขาใช้เหวี่ยงแร็กเก็ต ดูจะใหญ่กว่าแขนซ้าย ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาสากด้าน ซึ่งคุณจะรู้สึกได้ทันทีเมื่อสัมผัสมือกับเขา ดีอะไรเช่นนี้ ยามนั้นคนทั่วๆ ไปคงคิดเหมือนกันว่า ก็ขนาด โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ยังมีข้อบกพร่องเลย เฟเดอเรอร์พักรับประทานมื้อกลางวันร่วมกับทีมงาน หลังจากนั้น เขาก็แจกลายเซ็นและถ่ายภาพที่เขาทั้งยิ้ม และคล้องแขนกับผู้คนแปลกหน้าทั้งหมด แน่นอนว่านี่คือส่วนหนึ่งของงาน แต่ที่สำคัญคือ มันดูไม่เหมือนเป็นงานของเขาเอาเสียเลย ดูจะเป็นงานอดิเรกเสียมากกว่า บรรดาซูเปอร์สตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของพวกเรา ไม่ได้ก้าวขึ้นมาโดดเด่นเพราะความสำเร็จเท่านั้น พวกเขายังมีความสง่าที่หาได้ยาก มีท่าทีที่เรียบง่ายเป็นกันเอง และดูเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง ซึ่งทำให้คนทั่วไปมีความรู้สึกว่าสามารถเข้าถึงซูเปอร์สตาร์เหล่านี้ได้   Dinner time for the Federers เมื่อการถ่ายทำโฆษณาภายในฮอลล์เสร็จสิ้น พวกเราเดินทางไปยังทะเลทรายนอกเมือง ที่ซึ่งทีมงานจัดเตรียมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เช็ดล้างและขัดจนเงาวับไว้เบื้องหน้า โดยมีฉากหลังเป็นเส้นขอบฟ้ากับตึกเบิร์จ คาลิฟา และกองคาราวานอูฐ เฟเดอเรอร์ไม่มีคิวที่จะต้องขึ้นไปนั่งบนหลังอูฐ พวกมันเป็นแค่ตัวประกอบในภาพโฆษณาเท่านั้น แต่เขาเกิดความสนใจใคร่รู้และเดินมุ่งไปยังฝูงอูฐ ใช้มือลูบหัวอูฐตัวหนึ่ง เฟเดอเรอร์ยิ้มกว้างราวกับเด็กผู้ชายที่กำลังตื่นเต้นอย่างที่สุด เขาสูดดมกลิ่นของพวกมัน ใช้มือโบกไปมาที่บริเวณจมูกของมัน จากนั้นกลับมายืนอยู่ที่หน้ารถยนต์เงาวับคันนั้น และจบการถ่ายทำ ด้วยการพูดประโยคเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมากว่า 20 ครั้ง ในฉากจบของโฆษณาชุดนี้ เขานั่งลง ผู้กำกับขอให้เขาทำโน่นทำนี่ครั้งแล้วครั้งเล่า เฟเดอเรอร์พูดประโยคเดิมซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกันเล็กน้อย เวลา 17.43 น. อากาศกำลังปลอดโปร่ง อุณหภูมิลดลงมาอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ทีมงานถ่ายทำโฆษณาใช้เวลากับเฟเดอเรอร์มาแล้วร่วม 8 ชั่วโมง ในวันนี้เขาถูกถ่ายภาพไว้นับร้อย เขาถูกสั่งให้หันขวา แล้วก็หันไปทางซ้าย บางครั้งให้ทำสีหน้าเคร่งเครียด บางครั้งให้ยิ้ม หัวเราะ ยิ้มยิงฟันเป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงเวลาที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปเรื่อยๆ ทางทิศตะวันตก เฟเดอเรอร์หวังว่าจะได้กลับบ้านไปเจอลูกๆ ทั้งสี่ก่อนหกโมงเย็น ครอบครัวของเขามักรับประทานอาหารค่ำพร้อมกันตอนหกโมงครึ่ง เวลาที่เขาถูกจองตัวไว้ทำงานหมดไปนานแล้ว แต่ซูเปอร์สตาร์อย่างเฟเดอเรอร์ มีความเรียบง่ายอย่างที่หาได้ยากยิ่ง เขาทำให้เรารู้สึกว่าสามารถเข้าถึงเขาได้ เขานั่งอยู่ในรถเพื่อให้สัมภาษณ์ แต่เลือกนั่งที่นั่งผู้โดยสาร ไม่ใช่ที่นั่งคนขับ บางทีอาจจะเป็นการแสดงถึงความถ่อมตนก็เป็นได้ หลังจากช่วงวันทำงานอันยาวนาน และมีครอบครัวรอคอยการกลับไปของเขา โรเจอร์ เฟเดอเรอร์จะมีสมาธิกับการตอบคำถามของพวกเราไหม แต่เขาก็มีให้อย่างเต็มร้อย ไม่มีการตอบคำถามแบบสั้นๆ ห้วนๆ ไม่แสดงความหงุดหงิดขุ่นเคือง เขาโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านว่าจะกลับช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย แถมระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาไม่ได้เหลือบมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือเลยแม้เพียงครั้งเดียว เฟเดอเรอร์จะคิดก่อนตอบในทุกคำถาม เขาเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของตัวเองว่า ในที่สุดแล้วพ่อกับแม่ตกลงซื้อเน็ตให้เขาได้เล่นเทนนิสบนถนน ไม่ใช่ในห้องนั่งเล่นเหมือนก่อนหน้านั้นได้อย่างไร เขาและเพื่อนๆ ต้องยกเน็ตหนีทุกครั้งที่มีรถแล่นผ่านมาอย่างไร เขาเติบโตมาในย่านที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างเงียบสงบ ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่อ่อนโยน เป็นห่วงเป็นใย และรักเขา เฟเดอเรอร์อธิบายเหตุผลที่ทำให้เพื่อนจากวัยเด็กหลายๆ คน ยังคงมีความสำคัญต่อเขาจนถึงปัจจุบัน เขารู้สึกขอบคุณพ่อแม่และปู่ย่าตายายของเขามากเพียงใด ความเคารพ และความรู้สึกซาบซึ้งใจปรากฏอยู่ในทุกคำพูดของเฟเดอเรอร์ ที่ยังเป็นคนเดิมสำหรับคนเหล่านั้น แม้ว่าจะมีความแตกต่างมากมายเหลือเกิน ระหว่างชีวิตของเขาและคนอื่นๆ แม้จะเป็นเรื่องยากในการพยายามที่จะอยู่ให้ติดดิน ไม่ตัวลอยละล่องในขณะที่มีคำยกย่องสรรเสริญไปทั่วโลก เฟเดอเรอร์คือคนแบบที่ใครๆ ก็อยากได้เป็นเพื่อน หรืออยากทำความรู้จัก ไม่ใช่เพราะเขาร่ำรวยมีชื่อเสียง และไม่ใช่เพราะเขายังคงสร้างสถิติใหม่ให้กีฬาเทนนิสอย่างไม่หยุดยั้ง เวลาผ่านไปจนถึงหนึ่งทุ่ม ขณะออกจากกองถ่าย เฟเดอเรอร์บอกว่าเขารอที่จะได้พบหน้าครอบครัว ในการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เฟเดอเรอร์บอกว่าเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษไปกว่าคนอื่นๆ นักข่าวที่มีบทสัมภาษณ์อยู่ในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งอย่างมีความสุขอยู่บนพื้นทราย ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ย้อนคิดถึงคำถามเปิดการพูดคุย “จริงๆ แล้วคุณคือใครกันแน่นะคุณเฟเดอเรอร์?” หากจะมีคำตอบให้กับคำถามนี้ ก็คงเป็นคำตอบที่ออกจะซ้ำซากน่าเบื่อ หรือบางทีคำตอบอาจเป็นเพียงแค่ประโยคธรรมดาๆ ที่ว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ก็คือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ไงล่ะ ใช่เลย ถูกต้อง และเขายังเป็นนักเทนนิสยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลด้วย