TOP
h
  /    /  July

ซิตี้และแกร็บประกาศความยิ่งใหญ่เปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่สองต่อจากฟิลิปปินส์ ลูกค้าแกร็บรับสิทธิประโยชน์ระดับแพลทตินัมจากแกร็บ เมื่อสมัครบัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ พร้อมความคุ้มค่ามากขึ้นด้วยคะแนนซิตี้ รีวอร์ด พ้อยท์ 10 เท่าทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายผ่านแกร็บ พร้อมสิทธิพิเศษมากมายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อความสะดวกสบายมากกว่าที่เคย สมัครวันนี้ รับคืน 3,000 บาท (ส่วนลดแกร็บ มูลค่า 2,000 บาท และเครดิตเงินคืน 1,000 บาท) พร้อมรับความสะดวกจากการจับจ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินสด เมื่อใช้บริการจากแกร็บ และสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์อีกมากมาย บัตรเครดิตซิตี้แบงก์ ผู้นำด้านบัตรเครดิตระดับโลก จับมือ แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ บัตรเครดิต “ซิตี้แกร็บ” (Citi Grab credit card) เพื่อเจาะตลาดไลฟ์สไตล์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่าสูง หลังจากที่เปิดตัวบัตรเครดิตเป็นครั้งแรกในฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บัตรเครดิตซิตี้แกร็บ พร้อมแล้วที่จะให้บริการในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   งานเปิดตัวบัตรเครดิต “ซิตี้แกร็บ” ในประเทศไทย จัดขึ้นที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเผยโฉมบัตรเครดิตใหม่ล่าสุด และสิทธิประโยชน์เหนือระดับมากมาย โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมได้แก่ มร. ทีบอร์ พานดิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย, วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย, มร. ซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้ ประเทศไทย, มิสอุย ฮุ่ย ทิง กรรมการผู้จัดการ แกร็บเพย์, นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย และ นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการแกร็บเพย์ประจำประเทศไทย แกร็บ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ค่ำคืนแห่งความพิเศษมาพร้อมกับความบันเทิงเพื่อสร้างสีสันให้แก่งานนี้ รวมถึงการแสดงสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “เจมส์” จิรายุ ตั้งศรีสุข นอกจากนี้ยังมีเกมสนุกๆ ให้แขกผู้มีเกียรติได้ลองเล่น ได้แก่ เกมวีอาร์ Fast Grabber VR และตู้คีบรางวัลเพื่อลุ้นโค้ดส่วนลดจากแกร็บ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆ เพียงถ่ายภาพและโพสต์ลงเฟสบุ๊กหรืออินสตาแกรม ตั้งค่าเป็นสาธารณะ และใช้ แฮชแท็ก #CitiGrab #GrabLifeInTheFastLane "บัตรเครดิต ซิตี้แกร็บ" เป็นบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์การขยายธุรกิจของแกร็บ เพื่อมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้บริการด้วยการขยายขอบเขตการให้บริการ บัตรเครดิตซิตี้แกร็บเป็นบัตรที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่ใช้แกร็บ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการบริการด้านการเดินทาง แต่ยังรวมไปถึงการบริการอื่นๆ เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายและรวดเร็วขึ้น พร้อมความคุ้มค่าทุกการจับจ่าย อีกทั้งยังมอบสิทธิประโยชน์พิเศษผ่านแอปแกร็บอีกด้วย บัตรเครดิตนี้จะมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ และสิทธิประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดการใช้บริการ รับเงินคืน หรือการสะสมคะแนนกับแกร็บและซิตี้ ผู้ใช้แกร็บที่ใช้บริการของแกร็บเป็นประจำทุกวัน จะได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นเมื่อจับจ่ายผ่านบัตรเครดิตใบนี้   เป้าหมายของบัตรเครดิตนี้ก็คือผู้ใช้บริการแกร็บ เพราะบัตรเครดิตนี้ออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์เป็นประจำ และต้องการเข้าถึงบริการตลอดเวลา รวมถึงต้องการสิทธิพิเศษอยู่เสมอ ดังนั้นบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ จึงตอบโจทย์ในการมอบความสะดวกสบายและรวดเร็ว ให้แก่ชีวิตประจำวันด้วยสิทธิพิเศษ รางวัล และความคุ้มค่าในทุกการจับจ่าย   สิทธิพิเศษของบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ อัพเกรดเป็นแกร็บแพลตินัม เพื่อรับสิทธิประโยชน์พิเศษ และบริการลูกค้าสัมพันธ์ เฉพาะลูกค้าแกร็บแพลตินัม คุ้มค่ากว่าที่เคยด้วยการรับคะแนนสะสม 10 เท่า ทุกครั้งที่ใช้บริการแกร็บ รับคะแนนสะสม 3 เท่า เมื่อใช้บัตรฯ ที่ร้านอาหาร อีคอมเมิร์ซ หรือสมัครบริการออนไลน์รายเดือน และรับคะแนนสะสม 1 แต้ม เมื่อใช้จ่ายทุก 25 บาท สมาชิกบัตรยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่นส่วนลด 10% เมื่อจองห้องพักผ่าน อโกด้า ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2562 – 31 มี.ค. 2563 เมื่อสมัครบัตรรับคืน 3,000 บาท (เครดิตเงินคืน 1,000 บาท + ส่วนลดแกร็บ มูลค่า 2,000 บาท) เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบ 3,000 บาท และมีการใช้บริการแกร็บ 3 ครั้ง ภายใน 30 วันแรก หลังจากบัตรได้รับการอนุมัติ นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ทั้งบัตรหลัก และบัตรเสริมในปีแรกอีกด้วย สะดวกสบายมากขึ้นด้วยการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด เพียงใช้คะแนนสะสมซิตี้รีวอร์ดเพื่อจ่ายค่าบริการแกร็บ (เริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563) นอกจากสิทธิประโยชน์จากแกร็บแล้ว ยังได้รับความคุ้มค่าจากบัตรเครดิตซิตี้อีกด้วย เช่น ส่วนลดร้านอาหารกว่า 1,000 ร้านที่ร่วมรายการ หรือรับเครดิตเงินคืนจากห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ “การเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างแกร็บและซิตี้ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซิตี้ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านบัตรเครดิตและเข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้มากขึ้น เราเริ่มจากการเป็นพันธมิตรด้านคอนซูเมอร์แบงกิ้งในเบื้องต้น และได้สานความสัมพันธ์กับแกร็บผ่านบริการต่างๆ ของซิตี้ต่อมา และการเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่าซิตี้เป็นพันธมิตรชั้นนำ ที่จะช่วยเร่งการเติบโตให้แก่ธุรกิจ และมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้า” นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวความร่วมมือระหว่างซิตี้และแกร็บ เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2559 โดยซิตี้โดดเด่นเรื่องการมอบสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์ให้แก่สมาชิกบัตร ส่วนแกร็บเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทาง และการส่งสินค้าที่เป็นที่นิยมที่สุด ดังนั้นการผนึกกำลังของทั้งสองแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้คะแนนสะสมของซิตี้ จ่ายค่าบริการการเดินทางของแกร็บได้ และขยายสิทธิประโยชน์เพื่อครอบคลุมบริการอื่นๆ เช่น การส่งอาหาร ด้วยความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้ทั้งสองแบรนด์ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กันและกัน นำไปสู่การเปิดตัวบัตรเครดิตโคแบรนด์ในครั้งนี้ “อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือเทรนด์การใช้โทรศัพท์ และช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพลิกโฉมการเข้าถึงบริการทางธนาคารของผู้บริโภคสำหรับซิตี้ พันธมิตรในครั้งนี้ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น และใช้ประโยชน์จากบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต (card-on-file) ในชีวิตประจำวันด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย” มร. ซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามั่นใจว่าบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองแบรนด์ได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของกันและกัน ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงในประเทศไทย แต่ยังขยายสู่ประเทศอื่นทั่วภูมิภาคอีกด้วย บัตรเครดิตซิตี้แกร็บเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา”   สำหรับทางแกร็บเองก็เล็งเห็นประโยชน์จากการผนึกกำลังกับซิตี้ เพราะสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้สามารถจ่ายค่าบริการแกร็บได้ด้วยการใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด ซิตี้เป็นบัตรเครดิตระดับโลกที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้แกร็บเข้าถึงกลุ่มสมาชิกบัตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ซิตี้ก็ได้ประโยชน์จากฐานผู้ใช้บริการที่นิยมใช้โทรศัพท์ โดยครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใช้ประโยชน์จากบริการชำระเงินออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต (card-on-file) ในชีวิตประจำวัน ผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ซิตี้เข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหันมาใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ระหว่างแกร็บและซิตี้ ได้ช่วยให้เราสามารถมอบสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้นให้กับลูกค้าของเรา ยิ่งไปกว่านั้น แกร็บยังถือเป็นผู้นำซูเปอร์แอปในระดับภูมิภาค จากการเปิดบริการใน 8 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก "เรายังมุ่งมั่นมอบบริการที่ครอบคลุมเพื่อช่วยผู้บริโภค ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว ให้สามารถก้าวผ่านข้อจำกัดในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย ผ่านอีโคซิสเต็มแบบไร้รอยต่อของแกร็บ” มิสอุย ฮุ่ย ทิง กรรมการผู้จัดการ แกร็บเพย์ กล่าว “เราตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อลดช่องว่างบริการด้านการเงินในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ยังช่วยสนับสนุนการบริการด้านการเงินที่ครอบคลุมผ่านบริการต่างๆ ของแกร็บ หลังจากที่แกร็บเพย์ แกร็บเพย์วอลเล็ต และแกร็บรีวอร์ดสแล้ว วันนี้เราได้ขยายสู่การเปิดตัวบัตรเครดิตซิตี้แกร็บ ที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเลือกใช้บริการด้านการเดินทาง สั่งอาหาร ส่งของและอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมกันนี้ สมาชิกบัตรยังสามารถรับแต้มและสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ เพื่อตอบรับกับไลฟ์ไตล์ได้อย่างไม่มีที่ใดเหมือน” นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าว “เบลล์” รินทร์รตา อินทามระ เจ้าของแบรนด์ RINRATA ซึ่งใช้บริการทั้งบัตรเครดิตซิตี้และแกร็บเป็นประจำ ได้กล่าวถึงความน่าสนใจของการร่วมมือในการให้บริการครั้งนี้ว่า “เบลล์ใช้บัตรเครดิตซิตี้มานาน ประทับใจที่มักมีสิทธิประโยชน์ดีๆ ให้เสมอ โดยเฉพาะส่วนลดในร้านอาหาร ส่วนแกร็บก็ใช้บริการแกร็บฟู้ดอยู่ตลอด เพราะค่าส่งไม่แพง และร้านไหนที่คิวเยอะก็ไม่ต้องไปเข้าคิวเอง การที่ซิตี้กับแกร็บจับมือกันแบบนี้ บริการและสิทธิประโยชน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเบลล์มากค่ะ” “พระแพง” จินตนัดดา อัตถวิบูลย์ เจ้าของร้าน Nail Bake ได้กล่าวถึงชีวิตที่สะดวกขึ้นจากบริการของบัตรซิตี้และแกร็บว่า “ทุกวันนี้ไม่ค่อยพกเงินสดแล้ว ก็จะใช้จ่ายผ่านบัตรซิตี้ในการช้อปปิ้ง รับประทานอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีโปรโมชั่นและส่วนลดที่คุ้มค่ามาก การที่ซิตี้จับมือกับแกร็บยิ่งเป็นผลดีกับพระแพงมากเพราะเป็นคนไม่ค่อยขับรถ จะเรียกแกร็บเพราะสะดวก แล้วบัตรเครดิตซิตี้แกร็บยังมีโค้ดส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยประหยัดได้มากขึ้นอีก” ส่วน ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ HAATIYA “ปอนด์” หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา กล่าวถึงความมั่นใจในบริการของบัตรซิตี้และแกร็บว่า “ทั้งแกร็บและซิตี้เป็นแบรนด์ที่เรามั่นใจอยู่แล้วทั้งคู่ เป็นคนที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้กับการรับประทานมากที่สุด เพราะมักจะมีโปรโมชั่นร่วมกับร้านอาหาร บัตรเครดิตซิตี้แกร็บทำให้ปอนด์ได้สะสมคะแนนได้ถึง 3 เท่า เพื่อนำไปแลกเป็นเงินคืนเมื่อใช้แกร็บ และปอนด์ใช้บริการแกร็บในการส่งของอยู่แล้ว ความร่วมมือของซิตี้กับแกร็บจึงตอบโจทย์ เพราะให้คะแนนสะสมถึงสิบเท่า” เช่นเดียวกับ “จุ๋ย” จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เจ้าของธุรกิจร้านอาหารโซลจูปูดอง และปูดองอันยอง ซึ่งมีไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้ ไปกับการช้อปปิ้งและร้านอาหาร และบริการแกร็บคาร์และส่งของของแกร็บ ได้กล่าวถึงความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ ที่ได้รับจากบัตรซิตี้แกร็บว่า “เมื่อจ่ายผ่านบัตรซิตี้แกร็บ จะได้คะแนนสะสมเยอะขึ้น และสิทธิประโยชน์ของการเป็นลูกค้าระดับแพลทตินัม จะทำให้ได้รับบริการที่พิเศษขึ้น และได้รับส่วนลดต่างๆ มากมาย”   ในปี พ.ศ.2559 ซิตี้และแกร็บประกาศความร่วมมือเป็นครั้งแรกใน 6 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้สามารถใช้คะแนนสะสม เพื่อจ่ายค่าบริการของแกร็บได้ตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองแบรนด์ได้ขยายความร่วมมือเพื่อครอบคลุมบริการอื่นๆ ของแกร็บทั้งหมด

วิกฤตการณ์ในประเทศเวเนซุเอลาบังคับให้ประชาชนกว่า 4 ล้านคนต้องหนีเอาชีวิตรอดจากความรุนแรง ปัญหาทางเศรษฐกิจ และการเมืองทำให้ระบบการให้ความคุ้มครองในประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ประชาชนเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ ความยากจน และความขาดแคลนสาธารณูปโภคที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีพ เช่น อาหารและยารักษาโรค ชาวเวเนซุเอลาเดินทางออกจากประเทศในสถานะผู้ลี้ภัยและผู้อพยพตั้งแต่ พ.ศ. 2557 และมีการหลั่งไหลของชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากในปี พ.ศ.2560 - 2561 มากกว่า 5,000 คนต่อวัน เพื่อแสวงหาความปลอดภัย ซึ่งเป็นการอพยพและลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา ร้ายแรงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากวิกฤตซีเรีย และต้องการความช่วยเหลือที่เร่งด่วนที่สุด สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้เชิญ คุณไปรยา ลุนด์เบิร์ก ในฐานะทูตสันถวไมตรีของ UNHCR ประเทศไทย ลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน 2562 ณ ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งรองรับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพชาวเวเนซุเอลาไว้มากที่สุดในโลก เพื่อดูการทำงานของ UNHCR ในพื้นที่ในการมอบความคุ้มครองและความช่วยเหลือแก่ครอบครัวชาวเวเนซุเอลาที่กำลังสิ้นหวัง และเพื่อเก็บภาพและข้อมูลในการทำสารคดีสั้นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในประเทศเวเนซุเอลา การเดินทางเยี่ยมผู้ลี้ภัยครั้งนี้เป็นภารกิจในต่างประเทศครั้งที่ 3 ของคุณปู หลังจากการลงพื้นที่เยี่ยมผู้ลี้ภัยซีเรียในประเทศจอร์แดน และชาวโรฮิงญาในประเทศบังคลาเทศในปีที่ผ่านมา “ทุกๆ ครั้งที่ปูไปรู้สึกว่าสถานการณ์แต่ละที่มันยากและซับซ้อนมากในการให้ความช่วยเหลือ และในครั้งนี้ก็ไม่ง่ายขึ้นเลย ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตปูที่ได้เห็นวิกฤตการณ์ที่ยากสุด ซับซ้อนที่สุด มีทั้งความไม่มั่นคงในประเทศเอง มีทั้งการลี้ภัยและการอพยพที่ต้องการความช่วยเหลือที่ต่างกันไป ในพื้นที่ที่ปูไปเยี่ยมครั้งนี้ไม่ใช่ในค่ายผู้ลี้ภัยนะคะ แต่เป็นศูนย์อพยพในสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างจากสถานการณ์แห่งความเป็นความตาย พวกเขาต้องหนีออกมาแสวงหาความปลอดภัยและมาถึงชายแดนด้วยความหวาดกลัว เหนื่อยล้า และต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ปูชื่นชมการทำงานของ UNHCR ที่ทำงานอย่างรอบด้านเพื่อให้ความช่วยเหลือทุกคนอย่างเร่งด่วน และชื่นชมความเข้มแข็งและแข็งแกร่งของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพทุกคน” “ปูได้เห็นกับตาตัวเองที่สะพานข้ามแม่น้ำตาชีรา Saimon Bolivar International ชายแดนโคลอมเบีย-เวเนซุเอลาที่เป็นเส้นทางหลักในการลี้ภัยของชาวเวเนซุเอลาเพื่อข้ามมาที่โคลอมเบีย ได้เห็นคนเป็นพันๆ คนข้ามสะพานหนีตายจากความโหดร้าย เห็นคนท้อง คนพิการ เด็กเล็ก ผู้ป่วยที่ต้องออกจากบ้านตัวเอง นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยู่ไม่ได้แล้วจริงๆ ไม่มีแม้แต่น้ำ ไฟฟ้า ยารักษาโรค หรืออาหารในการดำรงชีวิต เด็กหลายคนต้องป่วยและเสียชีวิตเพราะไม่มีนมและต้องรองน้ำที่มีสารปนเปื้อนเพื่อดื่มประทังชีวิต การขาดแคลนกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโรงพยาบาล ทำให้อัตราการเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 65% และการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดเพิ่มขึ้น 53% สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปูและ UNHCR เศร้าใจเป็นอย่างมากและต้องเร่งช่วยเหลือพวกเขาอย่างเร่งด่วน ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้อพยพของ UNHCR บริเวณชายแดน เจ้าหน้าที่ทำงานตลอดเวลาเพราะทุกคนที่เข้ามาต่างมีภาวะฉุกเฉิน ปูเจอมีทั้งเด็กที่มีความพิการ ร่างกายผิดปกติ เด็กและผู้ใหญ่มากมายป่วยเป็นโรคขาดสารอาหาร ปูได้คุยกับคุณแม่ที่ลูกพิการ ตอนที่ปูกอดให้กำลังใจพวกเขา ร่างกายเขาเหลือแต่กระดูก” “ปูได้เจอกับแอนกี้ คุณแม่ลูก 2 วัย 24 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 4 เธอต้องลี้ภัยกับคุณแม่วัย 50 ปีและลูกเล็กอีก 2 คน เพราะที่เวเนซุเอลาไม่มียารักษาโรคให้เธออีกแล้ว เธอหนีมาที่โคลอมเบียเพียงแค่เพื่อมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักหน่อยกับแม่และลูกของเธอ ตลอดเวลาที่ปูคุยกับเธอ เธอถือผ้าเช็ดหน้าตลอดเวลาเพื่อปกปิดความป่วยของเธอไม่ให้ใครเห็น” “ปูได้พบกับแอนเดรียนา สามี และลูกของพวกเขา 3 คน จากเวเนซุเอลาที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด UNHCR พบพวกเขานอนข้างถนน จึงช่วยเหลือให้การรักษาและความคุ้มครอง แอนเดรียนาเจอกับความโหดร้ายในเวเนซุเอลาจนต้องอพยพมาที่โคลอมเบีย เธอไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ต้องยอมให้ลูกและตนเองนอนข้างถนนเพื่อเอาชีวิตรอด เธออยู่อย่างหวาดกลัวทุกคืนเพราะมีกลุ่มติดอาวุธขี่มอเตอร์ไซค์วนเวียนมาถามเธอว่าจะขายอวัยวะของลูกเธอไหม เมื่อได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR เธอบอกว่าคืนนี้จะเป็นคืนแรกที่เธอจะปลอดภัยที่สุด” “ปูเดินทางไปที่ Brisas del Norte (บริซาส เดล นอร์เต้) เป็นพื้นที่ชั่วคราวที่เป็นที่พักพิงให้กับผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลา ผู้พลัดถิ่นในประเทศ และผู้ลี้ภัยชาวโคลอมเบียที่กลับสู่ถิ่นฐานกว่า 250 ครอบครัว ซึ่งพวกเขาต้องผ่านการเป็นผู้พลัดถิ่นมาตลอดชีวิต ไฮโร อิบารา ต้องลี้ภัยจากโคลอมเบียไปเวเนซุเอลาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เพราะความรุนแรง พ่อเขาถูกฆ่า และลุงถูกลักพาตัวจนทุกวันนี้ยังหาตัวไม่พบ เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศที่เขาหนีไปอยู่ เขาตัดสินใจพาลูกที่ป่วยกลับมาที่โคลอมเบียอีกครั้งในปี พ.ศ. 2557 โดยภรรยาและลูกอีกคนยังรออยู่ที่เวเนซุเอลาและจนวันนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไฮโรทำงานเป็นนักบัญชี มีชีวิตที่ดีอยู่ในเวเนซุเอลา แต่เมื่อต้องกลับมาที่โคลอมเบียอีกครั้งเขาต้องเริ่มจากติดลบ ต้องอาศัยอยู่ในเพิงที่รกร้าง ดูแลลูกที่ป่วยขยับไม่ได้ เขายังจำได้ว่าลูกทรมานแค่ไหนที่ต้องอยู่สภาพนั้น เราอาจจะมองว่าไฮโดรอยู่ในที่พักแบบนี้ได้อย่างไร แต่สำหรับเขาที่นี่คือวัง เพราะตอนที่เขากลับมา เขามีที่อยู่เป็นเพียงผ้าพลาสติกเท่านั้น แต่ไฮโรเข้มแข็งมาก เขาสู้แม้ไม่มีความหวังว่าชีวิตจะดีกว่านี้ได้อย่างไร เขาเข้าเรียนการทำงานฝีมือเพื่อเลี้ยงชีพถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เขาไม่ถนัด แต่เขาสามารถใช้มันเลี้ยงดูครอบครัวได้ UNHCR ช่วยเหลือพวกเขาอยู่ในพื้นที่นี้ให้ได้รับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ได้มีน้ำ มีไฟฟ้า สร้างโรงเรียนสอนฟุตบอลให้เด็ก 300 คน เยียวยาและป้องกันการรุนแรงทางเพศ ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพได้รับการเยียวยาจิตใจ การได้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและเข้าใจ และตอนนี้เขาได้เจอภรรยาและลูกปีละ 2 ครั้งเท่านั้น ผ่านการโบกมือหากันที่ตรงชายแดน

ประดิษฐกรรมเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดของโอริส กำเนิดขุมพลังงานด้วย กลไกที่พัฒนาขึ้นเองของโอริส ที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ กลไก สเกเลตันที่เปลือยเปล่า คาลิเบอร์ 115 ได้เผยให้เห็นการทำงานของพลังงานสำรองแบบ 10 วัน และหน้าต่างแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรงที่อยู่ภายใน ความหรูหราแบบร่วมสมัยที่มุ่งเน้นถึงคุณค่าอมตะในด้านรูปแบบที่งดงามตามกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลสวิส เราอยู่กับวิศวกรอาวุโสด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโอริส Lukas Bühlmann (ลูคัส บุลห์แมนน์) ผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิต Oris Big Crown ProPilot X Calibre 115 อะไรคือ สาระสำคัญของการออกแบบที่อยู่เบื้องหลังนาฬิการุ่น Big Crown ProPilot X Calibre 115? ท้ายที่สุดแล้วใจความสำคัญก็คือ การขับเคลื่อนนาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสไปสู่คนรุ่นต่อไป เราผลิตนาฬิกาสำหรับนักบินให้กับเหล่านักบินชาวอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อะไรคือความร่วมสมัย ความหรูหรา ที่นาฬิกาสำหรับนักบินของโอริสควรจะมี? อะไรเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ในการดำเนินการตามใจความ สำคัญ? หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การคำนวณหาวิธีในการรักษาสมดุลระหว่าง ตัวเรือนตามแบบประเพณีนิยม และกลไกไว้ได้อย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งคือจะออกแบบนาฬิกาให้มีความทันสมัยได้อย่างไร โดยที่ไม่ใช่นาฬิกาแนวแฟชั่น? เราต้องการที่จะสร้างสรรค์บางสิ่งที่มีความร่วมสมัย โดยที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์เดิมไว้ แม้ว่ากระแสความนิยมตามยุคสมัยจะเปลี่ยนไป คุณหาแรงบันดาลใจได้จากที่ใด? การบินและสถาปัตยกรรม แนวความคิดที่อยู่เบื้องหลังประดิษฐกรรมเรือนเวลาเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยกลไก และเราทำให้รูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมมีความแข็งแกร่ง บาร์เรลที่เปลือยต้องดึงดูดสายตาคุณเป็นลำดับแรก ตามด้วยสะพานจักร และเมื่อนั้นคุณก็จะเริ่มเห็นถึงรายละเอียดของล้อเฟือง ตัวเรือนนั้นเปรียบเสมือนเครื่องบินปฏิบัติการลับ ที่มีปฏิสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้นต่อกันระหว่างกลไกที่มีการเคลื่อนไหว และองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่คงที่ มีคุณลักษณะแนวฟิวเจอร์ริสติคในการออกแบบ – นั่นเป็นความตั้งใจหรือไม่? ผมไม่เรียกมันว่าการออกแบบแบบฟิวเจอร์ริสติค แต่เป็นงานออกแบบที่มุ่งสู่อนาคต โอริสมีประวัติศาสตร์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับนักบินมาอย่างยาวนาน และคุณก็สามารถที่จะเห็นได้ในการออกแบบซึ่งมีความสำคัญ มันยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโอริส คุณค่าของการออกแบบที่งดงาม รวมถึงกระบวนการผลิตนาฬิกาจักรกลที่มีมาอย่างยาวนาน คุณคิดว่านี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่ใช่นาฬิกาสำหรับนักบินแบบธรรมดาทั่วไป กล่าวคือ นี่เป็นนาฬิกาสำหรับนักบินเรือนแรกของโอริสที่ไม่มีตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัด แต่ดีเอ็นเอที่เกี่ยวกับการบินยังคงมีอยู่ในรายละเอียดอย่างครบถ้วน เราใช้ไทเทเนียมสำหรับตัวเรือนนาฬิกา เพราะมีน้ำหนักที่เบามาก สิ่งที่ทำให้นาฬิกาสำหรับนักบินเรือนนี้มีความพิเศษก็คือคุณลักษณะทางด้านเทคนิค เทคโนโลยีเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังในเรื่องของการบินทุกวันนี้ อะไรคือสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในเรื่องของการออกแบบนาฬิกาสเกเลตัน? สิ่งที่สำคัญที่สุดประการแรกคือความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค นี่คือสิ่งที่จะอยู่คู่กับตัวดีไซเนอร์อยู่เสมอตลอดกระบวนการออกแบบ การออกแบบและฟังก์ชั่นต่างๆ ต้องทำงานร่วมไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นคุณต้องคิดหลายระดับในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทุกชิ้นส่วนมารวมกัน คุณจะได้รูปแบบอย่างที่คิดไว้ โดยรวมแล้วด้วยการคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ทำให้การทำงานต้องใช้เวลานานด้วยเช่นกัน บางครั้งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเหล่านั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาบ้างหรือไม่? มี อย่างแน่นอน บางครั้งคุณต้องการออกแบบบางสิ่งไปในทางหนึ่ง แต่ไม่นานคุณก็จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค มันเป็นเรื่องของการปรับให้เหมาะสม ยิ่งคุณมีความเข้าใจในหลักของการออกแบบมากเท่าใด คุณก็จะยิ่งหาทางออกได้เร็วยิ่งขึ้น อะไรเป็นสิ่งที่นาฬิกาเรือนนี้จะบอกให้เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องความหรูหราในแบบของโอริส? ความจริงก็คือสำหรับโอริสนั้น ความหรูหราเป็นเรื่องของการดำเนินตามแนวทางของตัวเอง นั่นเพราะมันเป็นเส้นทางที่เรายึดถือ ในทางปฏิบัติแล้วนั่นหมายถึง เราออกแบบนาฬิกาขึ้นสำหรับผู้ที่ตั้งคำถาม และต้องการหาประสบการณ์ชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ประดิษฐกรรมแห่งเวลาของเราได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางผู้ซื่อสัตย์สำหรับการผจญภัยไปชั่วชีวิต ไม่ว่าคุณไปที่ไหน นาฬิกาโอริสของคุณก็จะติดตามคุณไปเสมอ อะไรที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ออกแบบมาได้ดี? รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ – ทุกมุมมองของตัวเรือน วิธีการที่สายนาฬิกาผสานเข้ากับตัวเรือนได้อย่างกลมกลืน การตัดสินใจที่จะมองข้ามตัวเลขบอกเวลา บ่าป้องกันมะยม สะพานจักร วงแหวนของหน้าปัดเซาะร่องแบบใบพัดเครื่องยนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย มันเป็นการที่ทุกสิ่งมารวมกัน ดังนั้นคุณจะไม่เห็นมันเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่คุณจะเห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ทำให้รูปแบบของนาฬิกาเรือนนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ คุณทำงานตามหลักการออกแบบที่ว่า ‘รูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอย - form follows function’ ใช่หรือไม่? นาฬิกาควรจะต้องมีความหมาย และประกอบด้วยกลไกซับซ้อนที่มีประโยชน์ ส่วนรูปลักษณ์ของนาฬิกาก็ควรสะท้อนถึงสิ่งที่มันเป็น แต่คำว่ารูปแบบมาก่อนประโยชน์ใช้สอยนั้น มันฟังดูไม่มีความยืดหยุ่นเท่าไร อีกครั้งถ้าการ ‘ก้าวตามวิถีทางของตัวเอง’ เป็นแนวปณิธานของคุณแล้ว คุณจะไม่ถูกพันธนาการด้วยกฎใดกฎหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ Big Crown ProPilot X Calibre 115 จะบอกถึงเกี่ยวกับการออกแบบของโอริส? ผมคิดว่ามันจะบอกได้ถึงสองประการ คือ เราไม่กลัวที่จะขยายขอบเขตของเรา และเราชำนาญในการรวมเอาทักษะความเชี่ยวชาญต่างๆ เข้าด้วยกัน จำนวนสมาชิก 10 คนที่อยู่ในทีมมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการออกแบบกลไก ตัวเรือน และสายนาฬิกา เฉกเช่นเดียวกับนาฬิกา ชิ้นส่วนเล็กๆหลายชิ้นถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างสรรค์บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเราทั้งหมดทุกคนภาคภูมิใจในผลลัพธ์ที่ออกมา รายละเอียดนาฬิกา ตัวเรือน ไทเทเนียม แบบประกอบหลายชื้นส่วน ขนาด 44.00 มิลลิเมตร (1.732 นิ้ว) หน้าปัด สเกเลตัน วัสดุเรืองแสง เข็มนาฬิกา และขีดบอกเวลาเคลือบสาร Super-LumiNova® กระจกหน้าปัด แซฟไฟร์ คริสตัล โค้งรูปดดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลัง ไทเทเนียม ขันสกรู กระจกแซฟไฟร์ คริสตัล เผยให้เห็นกลไกภายใน อุปกรณ์ปรับตั้งเวล่า มะยมนิรภัยแบบขันเกลียวทำด้วยไทเทเนียม สายนาฬิกา สายไทเทเนียมแบบประกอบหลายชิ้น หรือ สายหนังสีดำ พร้อมเฟืองล็อคสายทำจากไทเทเนียมแบบ ‘ดึงขึ้น’ การกันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร)     สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ โทร. 02-163-0555.

โรงแรมเจดับเบิ้ลยู แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ตและวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นอาหารเจและอาหารมังสวิรัติ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน จนถึง 31 ตุลาคม พ.ศ.2562 ณ ห้องอาหารกินจ้า เทสต์ และห้องอาหารอันดามัน กริลล์ เทศกาลถือศีลกินเจของชาวภูเก็ต  ถือเป็นเทศกาลสำคัญโดยเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามและเก่าแก่ ปฏิบัติสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นกันมาอย่างยาวนาน  งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม และไข่ ละเว้นการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต รักษาศีล ถือเป็นการชำระล้างทั้งร่วงกายและจิตใจ ตลอดช่วงเวลา 9 วัน 9 คืน โดยมีความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ถือศีลกินเจและสุขภาพแข็งแรง โปรโมชั่นสำหรับช่วงเทศกาลถือศีลกินผัก มีให้เลือก 3 รายการดังนี้ Phuket Vegetarian Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ เรียนเชิญทุกท่านมาลิ้มลองเซ็ตเมนูอาหารเจและมังสวิรัติ โปรโมชั่นระหว่างวันที่ 28 กันยายน จนถึง 7 ตุลาคมนี้เท่านั้น โดยเซ็ตเมนูมีรายการอาหารรวม 11 รายการ สำหรับทานร่วมกันกับเพื่อนหรือคนรัก เมนูเด่น ๆ ได้แก่ ส้มตำข้าวโพดเจ  ผัดไทยเจ  พักพริกไทยดำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และตบท้ายด้วยเมนูของหวานอย่าง บัวลอยน้ำขิง เป็นต้น  เซ็ตเมนู Phuket Vegetarian ราคา 1,999++ บาท สำหรับ 2 ท่าน ต่อเซ็ต ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเป็นเมนู a la carte จากเซ็ตเมนูดังกล่าวข้างต้นได้เช่นกัน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม ‘Gin Jay’ Thai Tapas Set Menu: ร้านอาหารกินจ้า เทสต์ ร่วมเฉลิมฉลองและส่งเสริมการรับประทานผักเพื่อสุขภาพที่ดี โดยการจัดโปรโมชั่นพิเศษเมนูอาหารมังสวิรัติในรูปแบบไทยทาปาส โปรโมชั่นตลอดช่วงเดือนตุลาคม เมนูอาหารจานเล็ก ๆ ทั้ง 7 รายการ อาทิเช่น เกี๋ยมันทอดห่อฟองเต้าหู้บนเสริฟบนซอสพริกน้ำมะขาม เมนูพล่าขนุน เมนูฟักเขียวแพนงครีมซอส เมนูแกงแพนงฟักทองเสริฟ์พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ เมนูอาหารมังสวิรัติไทยทาปาส ราคา 1,299++ บาท ต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม World Vegetarian Day Set Menu: ร้านอาหารอันดามัน กริลล์ ร่วมเฉลิมฉลองวันมังสวิรัติโลก จัดโปรโมชั่นดินเนอร์เอาใจชาวมังสวิรัติในค่ำคีนวันที่ 2 ตุลาคมนี้เท่านั้น เมนูอาหารมังสวิรัติแบบตะวันตก เสริฟ์ในสไตล์เพื่อการลิ้มลองรสชาติอาหาร หลากหลายรายการแบบเซ็ต ราคา 1,499++ บาทต่อท่าน ดินเนอร์เปิดให้บริการระหว่างเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองโต๊ะที่นั่งสำหรับอาหารค่ำ ได้ที่ ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โทร. +66 076 338 000 ต่อ 3748

LYN (ลิน) แบรนด์ แอคเซสซอรี่ กระเป๋า และรองเท้า ที่อัดแน่นไปด้วยฟังก์ชันและดีไซน์หลากหลาย ผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ สู่แรงบันดาลใจในการออกแบบที่ตอบโจทย์ทุกลุคของสาวยุคใหม่ ภายใต้เครือบริษัท ยัสปาล จำกัด หลังจากประสบความสำเร็จด้วยการเข้าไปครองใจบรรดาแฟชั่นนิสต้า กับปรากฏการณ์เปิด Concept Store ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เมื่อปี 2018 และขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ในปี 2019 นี้ ‘LYN’ ได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “DAVIKA FOR LYN” คอลเล็คชั่นแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall / Winter 2019 ที่ได้ดาราสาวไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่’ มาเป็นมิวส์ในการสรรสร้าง และร่วมถ่ายทอดทุกความงดงาม พร้อมเป็นต้นแบบให้กับผู้หญิงยุคใหม่ที่รักในการเป็นตัวเอง มีรสนิยมทันสมัย และเปี่ยมด้วยพลังแห่งความมั่นใจ การกลับมาครั้งนี้ LYN (ลิน) สร้างประสบการณ์แห่งสีสันให้กับแฟชั่นประจำฤดูกาล Fall / Winter 2019 ด้วยการวาดลวดลาย และถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์อันงดงามผ่านกระเป๋า รองเท้า ที่แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ตัวตนของหญิงสาวที่ทันสมัย เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและพลังแห่งความมั่นใจ เรื่องราวของคอลเลกชันถูกบรรจงเนรมิตลงท่ามกลางตัวแทนหญิงสาวผู้ซึ่งเป็นไอคอนแห่งยุค ‘ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่’   “สำหรับปีที่ 18 ของ LYN ในปีนี้ต้องบอกเลยว่าเราเติบโตจากการเป็นแบรนด์แฟชั่นแอคเซสซอรี่แถวหน้าของไทย และไปได้ไกลมากยิ่งกว่าปีที่ผ่านมานี้มากค่ะ โดยแบรนด์ LYN ของเราในตอนนี้ นอกจากได้รับการยอมรับและความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในต่างประเทศแล้ว เรายังขยายสาขาไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย สามารถนำแบรนด์ขยายไปได้ไกล โดยเรามีช็อป LYN อยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเวียดนาม-กัมพูชา และขยายไปถึงอินเดีย ปีนี้รวมมากกว่า 50 สาขา โดยเรายังไม่หยุดยั้งที่จะขยายการเติบโตทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มอีกเป็น 80 – 100 สาขาเร็วๆ นี้” คุณสุวิตา สิงห์สัจจเทศ Group Brand Director บริษัท ยัสปาล จำกัด กล่าว คอลเลกชันนี้มีการหยิบยืมเทรนด์รันเวย์ที่กำลังมาแรงและตีความใหม่ ให้มีความจับต้องได้มากขึ้น สื่อให้เห็นฟังก์ชันและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งเอฟรี่เดย์ลุค ปาร์ตี้ลุค จนถึงออฟฟิศลุค คีย์พีซชิ้นสำคัญมาในโทนสีที่ทั้ง bright และ bold พร้อมด้วยการเล่นกับโลโก้ดีไซน์ใหม่ ที่ดูโมเดิร์นกว่าครั้งไหนๆ อาทิ กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’ ที่บุลายโลโก้แบรนด์ทั่วทั้งใบ รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’ ที่นำโลโก้แบรนด์แนวตั้งมาประดับกับสายรัดด้านหน้า สนีคเกอร์ทรงชังกี้แบบยุค 90 รุ่น ‘Barbados Logo’ ที่สกรีนโลโก้แบรนด์สไตล์สปอร์ตขนาดใหญ่ที่ด้านข้าง ในส่วนของกระเป๋าถือขึ้นรูปทรงคางหมูที่ขาดไม่ได้ทุกซีซั่น พบกับรุ่น ‘Grazzie’ ดีไซน์ที่ให้อารมณ์ ‘urban sophistication’ มาในสีน้ำเงินเนวี่บลูและแดง พร้อมชาร์มกุญแจสีทองที่เป็นกิมมิคสุดโปรดของสาวๆ หลายคน และรุ่น ‘Versa M’ ในโทนสีเบสิคอย่างชมพู ขาว และดำ     กระเป๋าทรงบาแก็ตสีแดงสดรุ่น ‘Brooklyn S’     รองเท้ารุ่น ‘Dutches B’     ‘Grazzie’ อีกหนึ่งจุดเด่นของซีซั่นนี้คือการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ ทำให้เกิดไอเท็มที่มีความโดดเด่นสะดุดตาเหมาะกับปาร์ตี้เกิร์ลตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นการนำคริสตัลมาปรับดับเรียงรายบนรองเท้ารุ่นไอคอน ‘Sabella Jewel’, รองเท้ารัดส้นสุดหรูหรา ‘Callasmaria’ และสายคาดประดับคริสตัลบนชังกี้สนีคเกอร์รุ่น ‘Bermudah’ ที่เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับคอลเล็กชันนี้ได้มากที่สุด ไปจนถึงวัสดุที่เล่นกับแสงไฟอย่างส้นสูงสายรัดเมทัลลิกสีเงิน ‘Arabesque’ แพลตฟอร์ม peep-toe รุ่น ‘Soho’ ที่มาในสีโทนแชมเปญ ระยิบระยับด้วยฟินิชแบบกลิตเตอร์/เมทิลลิก     ‘Sabella Jewel’     ‘Callasmaria’     ‘Bermudah’     ‘Arabesque’ พบกับคอลเลกชันแอคเซสซอรี่สุดพิเศษประจำ Fall-Winter 2019 กระเป๋า รองเท้า และแฟชั่นแอคเซสเซอรี่ชิ้นอื่นๆ จาก DAVIKA FOR LYN ได้แล้ววันนี้ที่ LYN บูทีคทุกสาขา

โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เปิดให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ววันนี้ ด้วยจังหวัดภูเก็ตนั้นขึ้นชื่อเรื่องชายหาดที่สวยงาม ภูมิอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน พร้อมทั้งวัฒนธรรมอันหลากหลาย ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตันแห่งที่ 2 ในประเทศไทย ต่อจากโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุวิท กรุงเทพฯ “ประเทศไทยมีศักยภาพ และอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เราไม่หยุดนิ่งที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยการเปิดตัวหนึ่งในแบรนด์โรงแรมซึ่งเติบโตเร็วที่สุดของเราสู่จุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อตลาดการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต” มร.พอล ฮัทตัน รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮิลตัน กล่าว “ในขณะที่เรายังคงขยายแบรนด์โรงแรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมแล้วที่จะให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของฮิลตันซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดี” โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท สามารถทำให้คุณได้รื่นรมย์กับสถานที่พักผ่อนใจกลางหาดป่าตอง ทั้งยังได้สัมผัสกับน้ำทะเลสีฟ้าครามของทะเลอันดามันได้จากชายหาดแสนสวยที่อยู่ตรงข้าม รีสอร์ทตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูเก็ตอีกมากมาย อาทิ ซอยบางลา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลป่าตอง ศูนย์การค้าจังซีลอน และตลาดบ้านซ่าน โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีจากเมืองภูเก็ต และ 60 นาทีจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต “ในโอกาสที่ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ฉลอง 50 ปี เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์โรงแรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีโรงแรมทั่วโลกแล้วถึง 560 แห่ง ใน 45 ประเทศ” แขกผู้เข้าพักจะสามารถรื่นรมย์ไปกับตัวเลือกในการพักผ่อนอันหลากหลาย ในขณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นส่วนตัว โดยเริ่มจากการต้อนรับด้วยคุกกี้ช็อคโกแลตชิพอบร้อนๆ” กล่าวโดย มร.ชอน แมคเคเทียร์ รองประธานอาวุโส เครือดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ด้วยห้องพักและห้องสวีทถึง 290 ห้อง มีขนาดตั้งแต่ 35 – 350 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องของโรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท มาพร้อมระเบียงห้องพักที่ให้คุณได้รับชมวิวสวนอันเขียวขจีและเงียบสงบ และวิวสระว่ายน้ำของรีสอร์ท ทั้งนี้ยังเป็นรีสอร์ทแห่งแรกในภูเก็ตที่นำเสนอเทคโนโลยีดิจิทัลคีย์ โดยให้บริการร่วมกับการเช็คอินแบบดิจิทัล ทั้งนี้ฮิลตัน ออนเนอร์ส แอปพลิเคชัน ยังเป็นโปรแกรมสมาชิกที่แรกที่ให้ลูกค้าสมาชิกสามารถเลือกห้องพักที่ต้องการได้ผ่านทางแอปพลิเคชันอีกด้วย แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกผ่อนคลายไปกับสระว่ายน้ำฟรีฟอร์มขนาดใหญ่ทั้ง 3 สระ ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกนอนอาบแดด ณ หาดป่าตองอันมีชื่อเสียงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรีสอร์ท โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท นำเสนอห้องอาหารและบาร์ 5 แห่งให้เลือกใช้บริการดังนี้: เดอะพอร์ท ให้บริการอาหารตลอดทั้งวัน เสิร์ฟเมนูที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเมนูอาหารนานาชาติและอาหารไทยโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น ในช่วงมื้อกลางวัน และมื้อค่ำลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการบริเวณห้องโถงด้านใน หรือระเบียงกว้างด้านนอก เดอะชอร์ ให้แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกรับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ หรือแบบตามสั่ง ในแบบฉบับของดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ได้ทุกวัน สำหรับลูกค้าที่ต้องการจิบค็อกเทล หรือกาแฟชงพิเศษ พร้อมเพลิดเพลินอาหารว่างมื้อเบาๆ สามารถเลือกใช้บริการได้ที่ ล็อบบี้บาร์ หรือจะเลือกมานั่งที่ “บลา บลา บาร์” เพื่อรับลมชมวิวหาดป่าตองก็ได้ นอกจากนี้ยังมี สวิมอัพ บาร์ริมสระน้ำ ที่มาพร้อมที่นั่งใต้น้ำ ให้แขกผู้เข้าพักได้รื่มรมย์กับวันพักร้อน รีสอร์ทแห่งนี้ยังเหมาะสำหรับการจัดการประชุม สัมมนา และงานจัดเลี้ยงขนาดกลาง และขนาดย่อม ด้วยห้องประชุมอันดามัน ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ สามารถรับรองลูกค้าได้มากถึง 396 ท่าน ในพื้นที่ 400 ตารางเมตร มีเพดานสูง 8 เมตร พร้อมทั้งห้องโถงขนาดใหญ่ภายนอก และอุปกรณ์ภาพและเสียงอันทันสมัย รวมถึงผนังเลื่อนได้ สามารถแบ่งเป็นห้องประชุมย่อยได้ 2 ห้องอีกด้วย โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน ภูเก็ต บ้านไทย รีสอร์ท เป็นส่วนหนึ่งของฮิลตัน ออนเนอร์ส โปรแกรมสมาชิกสำหรับโรงแรมในเครือฮิลตัน 17 แบรนด์ แขกผู้เข้าพักจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายจากการเข้าพัก ทั้งในเรื่องยืดหยุ่นการชำระเงินที่ช่วยให้สมาชิกสามารถเลือกได้ว่าจะใช้คะแนนสะสมรวมกับเงินสด ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิก รวมถึงบริการฟรีไวไฟ แบบมาตรฐาน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของรีสอร์ท เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการ ลูกค้าฮิลตัน ออนเนอร์ส รับคะแนนสะสมเพิ่ม 5,000 คะแนน เมื่อสำรองห้องพักโดยตรงกับรีสอร์ท 3 คืนขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ธันวาคม 2562 สอบถามเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพัก โดยเยี่ยมชมเว็บไซต์ DoubleTree by Hilton Phuket Banthai Resort หรือโทร 076 340850

วิสทารา สายการบินอินเดียที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ทาทา และสิงคโปร์แอร์ไลน์ ล่าสุดเปิดบริการเที่ยวบินในกรุงเทพฯ ประเทศไทย นับเป็นประเทศที่สามในเครือข่ายสำหรับเส้นทางการบินระหว่างประเทศ โดยวิสทาราเปิดบริการเที่ยวบินระหว่างเดลีและกรุงเทพฯ ที่นอกเหนือจากให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดแล้ว ยังเป็นเพียงสายการบินเดียวที่ให้บริการที่นั่งบนเครื่องบินแบบ Premium Economy หรือชั้นประหยัดพรีเมียม สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศอินเดียและประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้โดยสายที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ยังสามารถใช้บริการเที่ยวบินของสายการบินวิสทาราเพื่อไปยังเมืองและนครอื่น ๆ ในประเทศอินเดียอีกด้วย เช่น อัมริตสา, บังคาลอร์, เจนไน, ไฮเดอราบัด, โกลกาตา และมุมไบ มร.เลสลี่ ทง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินวิสทารา กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าถึงภูมิศาสตร์ใหม่พร้อมบริการถึงกรุงเทพฯ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ด้วยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเติบโตทั้งด้านการท่องเที่ยวรวมถึงการทำธุรกิจ ทั้งนี้ วิสทาราเรียกได้ว่าเป็นสายการบินอินเดียที่ดีที่สุด ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงในการบินระดับโลกด้วยสินค้าระดับเวิลด์คลาสและบริการที่ไร้ที่ติ โดยสินค้าประเภทนวนิยายและการบริการต้อนรับแบบอินเดียที่ไม่มีใครเทียบนั้น จะทำให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ใหม่และแตกต่าง รวมถึงเพลิดเพลินไปกับการเดินทางกับสายการบินวิสทารา” ในโอกาสพิเศษนี้ วิสทาราร่วมฉลองไปพร้อมกับผู้โดยสายบนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อทำให้ประสบการณ์ครั้งใหม่นี้กลายเป็นความทรงจำที่ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งทางสายการบินได้มอบของขวัญที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสาร อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังต้อนรับผู้โดยสารของสายการบินวิสทาราด้วยพิธีการแบบดั้งเดิมของไทยอีกด้วย เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สายการบินวิสทาราได้มีการเปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินจากเดลีและมุมไบไปยังประเทศสิงคโปร์ และเที่ยวบินจากมุมไบไปยังประเทศดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิสทารา นับเป็นสายการบินอินเดียที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับบนเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Skytrax และ TripAdvisor อีกทั้งได้รับรางวัล ‘Best Airline’ หรือสายการบินที่ดีที่สุดอีกมากมาย สายการบินวิสทารายกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานและการให้บริการของอุตสาหกรรมการบินในประเทศอินเดีย ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ปัจจุบันสามารถรองรับเส้นทางจุดหมายปลายทาง 27 ประเทศ และให้บริการมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโดยสารแอร์บัสรุ่น เอ320 จำนวน 23 ลำ และเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-800NG จำนวน 8 ลำ โดยสายการบินวิสทาราได้ให้บริการเที่ยวบินที่รองรับผู้โดยสารมาแล้วกว่า 16 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปีพ.ศ. 2558

Ecua - Andino (เอกวา อันดิโน) แบรนด์หมวกลักชัวรี่ทำมือทุกขั้นตอน ดำเนินธุรกิจสินค้าแฟชั่นมาตั้งแต่ปี 1983 เป็นแบรนด์หมวกปานามาอันดับต้นๆ ที่มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 2,800 แห่งทั่วโลก ทีมงาน Ecua - Andino ได้มีโอกาสร่วมงานแฟชั่นระดับโลก และเป็นแบรนด์แรกที่ผสมผสานศิลปะแบบเอกวาดอร์กับดีไซเนอร์มากฝีมือ เพื่อสร้างสรรค์หมวกหลากหลายรูปแบบ จนเป็นที่ชื่นชอบของแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ล่าสุด “Ecua–Andino” (เอกวา-อันดิโน) แบรนด์หมวกปานามาชื่อดังสัญชาติเอกวาดอร์นี้ ได้ร่วมคอลลาบอเรชั่น กับ “ห้างเซ็นทรัล” ออกแบบคอลเลกชั่นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อห้างเซ็นทรัลโดยฉพาะ เปิดตัวคอลเลกชั่นล่าสุดภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai Breeze” (ไทย บรีซ) โดยคีย์หลักของคอลเลกชั่น ได้สะท้อนกลิ่นอายความเป็นไทย ผ่านเทคนิคต่างๆ บนหมวกแต่ละใบ ซึ่งครีเอทลูกเล่นรูปแบบใหม่ ขบถจากความจำเจเดิมๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอคลาสสิกของแบรนด์ที่ดูโก้ สวมใส่ได้ในทุกโอกาส ธาพิดา นรพัลลภ ออมนิ-ชาแนล เมอร์ชั่นไดซิ่ง ไดเร็กเตอร์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหันมาแต่งตัวมากขึ้น ทุกคนต่างสนุกที่จะได้มิกซ์แอนด์แมชท์เสื้อผ้าในแบบที่ชอบ จนกลายเป็นสไตล์ของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่เสื้อผ้า แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อเสริมลุคสวยเท่ได้คงหนีไม่พ้นเครื่องประดับต่างๆ อย่างแว่นตา สร้อยคอ แหวน หรือหมวกหลากหลายทรง โดยเฉพาะหมวกปานามา ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยฟังก์ชั่นในการใช้งาน ที่สามารถสวมได้แทบทุกโอกาส และรูปทรงที่คลาสสิก จึงเป็นที่นิยมในหมู่แฟชั่นนิสต้าทุกเพศทุกวัย และเพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายของคนรักแฟชั่น ห้างเซ็นทรัลจึงได้เป็นตัวแทนจำหน่ายหมวกปานามา เอกวา-อันดิโน (Ecua–Andino) อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ทำให้ลูกค้าสามารถลอง หรือเลือกแบบที่ชอบได้จากสินค้าจริง ในราคาสมเหตุผล และในการเป็นพันธมิตรอันแน่นแฟ้นนี้ ห้างเซ็นทรัลภูมิใจที่ได้แบรนด์ เอกวา-อันดิโน สร้างสรรค์คอลเลกชั่นหมวกปานามาสุดพิเศษสำหรับห้างเซ็นทรัล ในชื่อ ‘Thai Breeze’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม และรอยยิ้มของคนไทย ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านจะชื่นชอบ”  ด้าน มร.อเลฮานโดร เลกาโร (Alejandro Lecaro) CEO แบรนด์ เอกวา อันดิโน กล่าวว่า “ถือเป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์ เอกวา อันดิโน ที่ได้ร่วมงานกับห้างเซ็นทรัล นับตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา และในครั้งนี้เมื่อได้รับเชิญให้ออกแบบคอลเลกชั่นสำหรับห้างเซ็นทรัลโดยเฉพาะ จึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลงทันที ความท้าทายในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้อยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เหมาะกับห้างเซ็นทรัล และต้องสื่อถึงความเป็นไทยร่วมสมัย แต่ไม่หวือหวาเกินไป และยังคงไว้ด้วยความคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเป็นที่มาของคอลเลกชั่น “Thai Breeze” โดยหยิบความประทับใจในวัฒนธรรมของไทย ภาษาไทย และรอยยิ้มอันอ่อนโยน ที่พบได้ทุกที่ทั่วไทย เสมือนสายลมที่พัดผ่านรอบตัว" จุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้ คือการใส่ความเป็นไทยคัลเจอร์ สะท้อนภาพลักษณ์ของคนไทยที่สนุกกับการแต่งตัว กล้าโชว์ความเป็นตัวเอง แต่ยังอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดีงาม โดยใช้เทคนิคการเย็บขลิบขอบปีกหมวกดูขี้เล่น หรือการใช้สีเอิร์ธโทนของริบบิ้นที่ดูสุขุมลุ่มลึก หรือการใช้ริบบิ้นที่ยาวกว่าปกติสำหรับคนขี้เบื่อ ให้สามารถสร้างสรรค์การผูกริบบิ้นได้อย่างอิสระ และการเพ้นท์ลายมวลดอกไม้สีสันสดใส ล้วนเป็นลูกเล่นที่เหมาะกับภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างปฎิเสธไม่ได้” อเลฮานโดร กล่าวต่อว่า “ด้วยรูปทรงคลาสสิกของหมวกปานามา จึงเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย สามารถผสมผสานได้กับทุกลุคทุกสไตล์ และที่สำคัญเราคัดสรรวัสดุคุณภาพเยี่ยมจากต้นปาล์มโทคิยา ในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นปาล์มที่มีคุณสมบัติให้เส้นใยอ่อนนุม แต่มีความทนทานสูง เมื่อนำมาสานด้วยมือจึงมีความละเอียดประณีตสวยงาม สะท้อนความเป็นต้นกำเนิดหมวกปานามา ที่มาจากประเทศเอกวาดอร์ได้อย่างลึกซึ้ง”   ห้างเซ็นทรัลขอเชิญเหล่าหมวกปานามาเลิฟเวอร์ ร่วมชมคอลเล็กชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Thai Breeze” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม, ลาดพร้าว, บางนา, ปิ่นเกล้า, เฟสติวัลสมุย, ภูเก็ต, ป่าตอง และเซน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStrore

จบลงอย่างงดงามสำหรับค่ำคืนงานเลี้ยงฉลองเปิดตัวโชว์รูม “Mercedes-AMG Performance Center” ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นแบบเป็นกันเอง จากเหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติ และพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนสายยานยนต์และไลฟ์สไตล์ ที่ให้เกียรติเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก มร.โรลันด์ เซบาสเตียน โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นกล่าวอวยพรเอาฤกษ์เอาชัย พร้อมร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับแขกผู้มีเกียรติ งานนี้เล่นเอา “เฮียตง” อนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล แอบยิ้มแก้มปริอย่าบอกใครเชียว   ขณะที่ไฮไลท์ของงานในค่ำคืนนี้ อยู่ที่การจัดแสดงยนตรกรรมสุดหรูรุ่นต่างๆ จาก Mercedes-AMG โดยเฉพาะ Mercedes-AMG GTR ที่ตั้งผงาดอย่างโดดเด่นด้วยสีเขียวเฉพาะตัว อยู่บริเวณชั้น 2 ของงาน ซึ่งเปรียบเสมือนพนักงานต้อนรับสุดหรู ด้วยราคาค่าตัว 17.4 ล้านบาท ที่ใครๆ ต่างได้ยลโฉม จะต้องร้อง “ว้าว” และรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก รวมถึงรถยนต์รุ่นต่างๆ อีกมากมาย อาทิ Mercedes-AMG C3 Coupe, CLA 45, GLA 45, GLC 43 Coupe, GLC 63 S Coupe, GT 53 4 Door และ E 53 Coupe เป็นต้น สำหรับโชว์รูมดังกล่าว นับว่าเป็นศูนย์จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-AMG พร้อมให้บริการและศูนย์ซ่อมสีตัวถังประกันภัยอุบัติเหตุแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของโชว์รูม เมอร์เซเดส-เบนซ์ กาญจนาภิเษก บนพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร ภายใต้งบการลงทุน 20 ล้านบาท โดยถูกเนรมิตให้เป็นดั่งสนามแข่งขัน ด้วยการนำเข้าวัสดุจากประเทศเยอรมนี ภายใต้การควบคุมดูแล ของ DRD (Daimler Real-estate Development) จากประเทศเยอรมนี