TOP
h
  /    /  August

ผู้สนใจเข้าชมงาน ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ Call Center โทร.1265 หรือสแกน QR Code MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ประกาศจัดงานยิ่งใหญ่ “The Forestias Story & Beyond” เปิดให้ลูกบ้านเจ้าของโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ในเดอะฟอเรสเทียส์ พันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ เข้าร่วมสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่จะทำให้คุณได้มีความสุข สนุก และประทับใจ ไปพร้อม ๆ กับการรับทราบข้อมูลความคืบหน้า และรับทราบข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ของ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ รวมทั้งการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด ใน “เดอะ ฟอเรสเทียส์”   วันเสาร์ที่ 10 และวันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายนนี้ วันละ 3 รอบ ได้แก่ รอบเวลา 13.00 - 15.00 น., รอบเวลา 15.30 - 17.30 น. และรอบเวลา 18.00 - 20.00 น. ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ประธานผู้อำนวยการ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบแห่งใหม่ของโลกในการพัฒนาเมือง และเป็นโครงการเมืองแห่งแรก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น เตรียมจัดงานสุดยิ่งใหญ่ในรูปแบบ Immersive Event เพื่ออัปเดตความคืบหน้าของโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ โครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์, มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า, มัลเบอร์รี่ โกรฟ คอนโดมิเนียม, คอนโดมิเนียมแบรนด์ วิสซ์ดอม, คอนโดมิเนียมแบรนด์ ดิ แอสเพน ทรี และสกายวิลล่า   พร้อมกันนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ล่าสุด ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดอะ ฟอเรสเทียส์ และเปิดตัวพื้นที่ไลฟ์สไตล์ ที่จะมาเติมเต็มการใช้ชีวิต ที่เดอะ ฟอเรสเทียส์ ให้เต็มไปด้วยความสุขในทุกวันด้วย โดยการนำเสนอเนื้อหาและเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านโชว์สุดตระการตา และเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ตื่นตาตื่นใจ และรับชมอย่างเพลิดเพลิน”   ส่วนหนึ่งของไฮไลต์พิเศษภายในงาน คือการสัมผัสกับประสบการณ์ครั้งแรกของโลก ที่โครงการอสังหาริมทรัพย์จะเชื่อมที่อยู่อาศัยในโลกจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ความเป็นอยู่ที่ง่ายสะดวกสบาย มีความสุข และสนุกยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม นอกจากนั้น คือการได้ยลโฉม The New Themed Destination in the World พื้นที่จุดหมายแห่งความสุขในทุกวันสำหรับทุกคนและทุกเจเนอเรชัน และการเยี่ยมชมโครงการที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ล่าสุดในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ชื่อว่า “เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์” คอนโดมิเนียมหรูที่มุ่งตอบโจทย์ผู้ต้องการคอนโดพื้นที่ขนาดใหญ่ มีความเป็นส่วนตัว และใกล้ชิดธรรมชาติ โดยรับชมรูปแบบ Virtual Reality สุดล้ำ และพบกับเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ ที่จะช่วยบอกเล่าเรื่องราวของเดอะ ฟอเรสเทียส์ อย่างน่าตื่นเต้นและน่าประทับใจ นอกจากนั้น ภายในงานยังจะได้พบกับศิลปินชื่อดัง ขวัญใจมหาชน “ครอบครัวบีม กวี – ออย อฏิพรณ์ – น้องธีร์ – น้องพีร์ ตันจรารักษ์”  ที่จะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอสตอรี่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ พร้อมทั้งศิลปินค่าย One เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น ไบร์ท นรภัทร, แจม รชตะ, ฟิล์ม ธนภัทร, ตรี ภรภัทร, วิน ทรงสิน และเอิร์ท ธนกฤต

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ในรูปแบบ Virtual Reality ได้ในงาน The Forestias Story and Beyond ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน วันที่ 10 - 11 มิถุนายนนี้ โทรสอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center 1265 MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ประกาศวันนี้ว่า บริษัทฯ กำลังก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยแห่งใหม่ มูลค่า 5,900 ล้านบาท ความสูง 44 ชั้น ในชื่อ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 398 ไร่ ของโครงการ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ บนถนนบางนา-ตราด ก.ม.7    ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ คือหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของวิลล่าสุดหรู ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ในประเทศไทยอีกด้วย โดยที่พักอาศัย เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ตั้งอยู่ติดกับป่าขนาด 30 ไร่ ใจกลางเดอะ ฟอเรสเทียส์ และเชื่อมโดยตรงกับทางเดินยกระดับที่ทอดยาวเหนือผืนป่า ความยาว 1.6 กิโลเมตร  นายยุทธนา ตันติยานนท์ ประธานผู้อำนวยการ กลุ่มงานการจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ MQDC เปิดเผยว่า “ที่พักอาศัยโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่กว่าทั่ว ๆ ไป กระทั่งแบบมีสระส่วนตัว แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ และง่ายที่จะเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับการใช้ชีวิตแบบใจกลางเมือง ที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ มอบให้ โดยอาคารโครงการความสูง 44 ชั้น มีเพียง 122 ยูนิตเท่านั้น ซึ่งเป็นยูนิตแบบมีพื้นที่กว้างขวาง และทุกยูนิตเปิดรับวิวป่าแบบพาโนรามา และทิวทัศน์ความมหัศจรรย์ของงานเฟสติวัลต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำ ทั้งในผืนป่าและเหนือผืนป่า” ห้องพักอาศัยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 140 ตารางเมตร ไปจนถึง 350 ตารางเมตร โดยมีห้องแบบเพนท์เฮาส์ขนาดพื้นที่ใช้สอย 917 ตารางเมตร บนชั้น 43 ส่วนจำนวนห้องนอนก็มีเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ 2 ห้องนอน ไปจนถึง 5 ห้องนอน โดยที่พักอาศัยแบบฟรีโฮลด์แห่งนี้ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 37 ล้านบาท สำหรับยูนิตขนาด 2 ห้องนอน และราคาเริ่มต้น 49 ล้านบาท สำหรับยูนิตขนาด 3 ห้องนอน   ตัวอาคารของ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ได้รับการออกแบบโดย Foster + Partners โดยแนวคิดของโครงการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดให้แก่ผู้อยู่อาศัย เราจึงพิถีพิถันใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียด บนพื้นฐานของการทำความเข้าใจผู้อยู่อาศัยมากที่สุดในเรื่องของความเป็นส่วนตัว โดยได้สร้างโถงทางเดินและบันไดสำหรับงานบำรุงรักษาไว้ในจุดต่าง ๆ  “การออกแบบนี้จะช่วยให้ช่างสามารถเข้าบริการหรือดูแลรักษางานระบบอาคาร โดยเฉพาะงานท่อหลักได้โดยไม่ต้องเข้าไปในห้องพักอาศัย อีกทั้งยังสามารถบำรุงรักษาอาคารให้ได้มาตรฐานระดับพรีเมียมอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รบกวนพื้นที่ส่วนรวมที่ลูกบ้านใช้ประจำ” นายยุทธนากล่าว   นอกจากนั้น การออกแบบพื้นที่ภายในยังมีความเป็นสัดส่วน โดยแยกพื้นที่ที่ผู้ช่วยดูแลบ้านต้องใช้ เช่น พื้นที่ห้องครัวไทย และห้องพักของผู้ช่วยดูแลบ้าน ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย พร้อมกันนี้ ทุกยูนิตยังมีล็อบบี้ลิฟต์ส่วนตัวอีกด้วย อีกทั้งยังได้ออกแบบโถงล็อบบี้ส่วนตัวสำหรับผู้อยู่อาศัย ซึ่งแยกเป็นสัดเป็นส่วนกับล็อบบี้หลักของอาคาร หนึ่งในลักษณะพิเศษที่เป็นจุดเด่นของโครงการ คือมีที่นั่งพักผ่อนภายนอกอาคารมากมาย รวมไปถึงสวนส่วนตัว สนามหญ้าอเนกประสงค์ ระเบียงชายป่า และบ้านต้นไม้ นอกจากนั้น ยังได้นำเอาวัสดุพิเศษมาใช้ ในการก่อสร้างฟาซาด เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารรู้สึกเย็นสบายมากยิ่งขึ้น    ที่พักอาศัยโครงการ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ตั้งอยู่ใกล้กับ โฮเต็ล อินดิโก้ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ในสไตล์ที่จะมาเติมเต็มพื้นที่ และสะท้อนธีมใกล้ชิดธรรมชาติของซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ได้เป็นอย่างดี พร้อมกับมีทางเดินเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างอาคารที่พักอาศัยและอาคารโรงแรม ซึ่งการตั้งอยู่ใกล้เคียงแบบเชื่อมถึงกันได้อย่างสะดวกสบายกับโรงแรม และพื้นที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม รวมทั้งบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เป็นสิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติมที่สำคัญอย่างหนึ่ง สำหรับลูกค้าเจ้าของที่พักอาศัย โครงการซิกเนเจอร์ ซีรีส์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จ ภายในสิ้นปี 2568 และเตรียมเปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่าง อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป   นายยุทธนา กล่าวว่า ขอเชิญชวนผู้สนใจ ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ ที่ Call Center โทร. 1265 หรือ  https://mqdc.link/3q2GmZX โดยผู้จองที่พักอาศัยเดอะ ฟอเรสเทียร์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ 30 ยูนิตแรก ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 จะได้รับสิทธิพิเศษราคา VVIP ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2.5 ล้านบาท พร้อมกับจะได้รับสิทธิพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติม ในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่โฮเต็ล อินดิโก้ เดอะ ฟอเรสเทียร์ มูลค่าสูงสุดถึง 500,000 บาท นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ประธานผู้อำนวยการ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “ที่พักอาศัยอื่น ๆ อีก 4 แบรนด์ของเรา ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ถึงตอนนี้ทำยอดขายรวมกันมากกว่า 22,000 ล้านบาทไปแล้ว”   “ผมเชื่อว่า เหตุผลที่โครงการได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากขึ้น อยากใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าทั่ว ๆ ไป ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวเยอะ ๆ และอยากอยู่ในโครงการที่ได้รับการออกแบบโดยบริษัทที่ได้รับการยอมรับนับถือในระดับโลก ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดียิ่งขึ้น และผมคิดว่า ที่คนเชื่อมั่นว่าโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ของเรามีศักยภาพสูงในด้านของการลงทุน เป็นเพราะการที่โครงการตั้งอยู่ในทำเลเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อน และส่งเสริมให้โครงการมีความน่าดึงดูดใจ” นายกิตติพันธุ์กล่าว

ผู้คนอายุยืนขึ้นทำให้ความต้องการที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์คนวัย 50+ เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่มาพร้อมการดูแลและการบริการที่ส่งเสริมให้คนวัยนี้ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขภาพดี มีอิสระพึ่งพาตัวเองได้ และปราศจากความกังวล   MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย มุ่งพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ ในเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มคนที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ที่กำลังขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคนกลุ่มนี้กำลังมองหาที่พักอาศัยที่เข้าใจความต้องการซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของคนในช่วงวัยนี้ ‘ดิ แอสเพน ทรี’ เป็นโครงการที่พักอาศัยโครงการแรกของ MQDC ที่มุ่งจับตลาดนี้ โดยโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ 398 ไร่ ของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งอยู่ในระหว่างก่อสร้างอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 7 ถนนบางนา-ตราด โดยจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย   นางสาว เฮ จูน พาร์ค ประธานผู้อำนวยการโครงการ ดิ แอสเพน ทรี ที่เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดเผยว่า “คนทุกวันนี้คาดหวังที่จะมีชีวิตหลังเกษียณแบบสบาย ๆ มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 25 ปี และมีสุขภาพแข็งแรงแม้จะอายุเข้า 80-90 ปี แล้วก็ตาม เราได้เล็งเห็นศักยภาพที่สูงมากในตลาดโครงการที่พักอาศัย เซ็กเมนต์ใหม่นี้ที่เปิดโอกาสให้คนวัยนี้ที่ยังแข็งแรงอยู่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่ให้มีการบริการที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งมีกิจกรรมที่จะมาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ทั้งทางกายและทางใจ” นางสาว เฮ จูน พาร์ค กล่าวต่อไปว่า “ผู้สูงวัยมักจะอาศัยอยู่กับลูกหลานอันเป็นที่รัก แต่เนื่องจากเป็นคนต่างรุ่น ต่างวัยกัน ทำให้มีความต้องการทางด้านไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน แบบของบ้านหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบ้าน อาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการดูแลรักษาสุขภาพ แต่ที่พักอาศัยโครงการ ดิ แอสเพน ทรี ได้การออกแบบให้เป็นอาคารที่พักอาศัยแบบคอนโดมิเนียมและสกายวิลล่าระดับเฟิร์สคลาส มีจุดเด่นพิเศษทางด้านดีไซน์ที่ให้ความปลอดภัย และเอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในวัยนี้มากกว่า อีกทั้งยังมีบริการที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการดูแลรักษาสุขภาพของวัยที่ต้องการการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ หรือความต้องการอื่น ๆ ในบริเวณบ้าน หรือไปจนถึงบริการนอกบ้าน อย่างเช่น อำนวยความสะดวกการเดินไปที่ทาวน์เซ็นเตอร์ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ หรือเดินเล่นในป่าเนื้อที่ 30 ไร่ เป็นต้น”  ภายใต้แนวคิดการดูแลตลอดชีวิต (Life-time Care) ของดิ แอสเพน ทรี เพียงจ่ายเงินซื้อบ้านครั้งเดียว คือนอกจากจะได้ที่พักอาศัยแล้ว เจ้าของบ้านยังจะได้รับประกันสุขภาพ  ซึ่งครอบคลุมความจำเป็นด้านการรักษาพยาบาลไปจนถึงอายุ 99 ปี รวมทั้งได้รับการดูแลการใช้ชีวิตแบบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน บริการแม่บ้านทุกสัปดาห์ อาหารเช้า บริการอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลด้านโภชนาการเป็นพิเศษ หรือสิทธิในการใช้บริการห้องรับประทานอาหารส่วนกลาง และคลับเฮาส์ที่มีโปรแกรมฟิตเนสพิเศษ ในการบริหารร่างกายและจิตใจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกิจกรรมทางสังคม อย่าง กลุ่มเรียนศิลปะ และงานฝีมือ เป็นต้น นอกจากนั้น ดิ แอสเพน ทรี ยังมีศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center) ที่มีบริการทางการแพทย์พิเศษเฉพาะ เพื่อให้บริการหากผู้พักอาศัยของโครงการต้องการ นางสาว เฮ จูน พาร์ค กล่าวว่า การที่โครงการมอบบริการและสิ่งต่าง ๆ อย่างครบวงจรเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของผู้พักอาศัย อันเกิดจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ ในชีวิตให้น้อยลง “แนวคิดการดูแลตลอดชีวิตหรือ Life-time Care ของดิ แอสเพน ทรี ช่วยขจัดความวิตกกังวลหลายอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่ของวัย 50 ขึ้นไป และด้วยบริการที่หลากหลายในโครงการ ทำให้ผู้อยู่อาศัยในวัยนี้สามารถที่จะอยู่อย่างมีความสุข มีความสบายใจไปกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ แม้ในขณะที่อายุของตนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยญาติพี่น้อง หรือเพื่อนพ้องในการดำเนินชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเงิน เนื่องจากไม่มีภาระค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายเมื่อเข้าพักอาศัยในโครงการ ซึ่งโดยทั่วไปค่าส่วนกลาง อาจจะมีการเรียกเก็บเพิ่มขึ้นแบบคาดเดาไม่ได้ในอนาคต และในขณะเดียวกันผู้อาศัยก็จะหมดกังวลเรื่องการจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รวมเอาไว้ในราคาที่ซื้อกับโครงการแล้ว” นางสาว เฮ จูน พาร์ค กล่าว นายวิทยา สินทราพรรณทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการของ MQDC ได้แสดงความมั่นใจในกระแสตอบรับที่มีต่อแนวคิดการดูแลตลอดชีวิต ทั้งจากกลุ่มลูกค้าคนไทยและลูกค้าต่างชาติ โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัย   “คนสูงวัยที่เพิ่มขึ้นนี้ มีสุขภาพดีกว่าเมื่อก่อน เพราะฉะนั้น เราจะมีคนจำนวนมากขึ้นที่แสวงหาการใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ มีความสุขในช่วงวัย 60 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องการพึ่งพาใคร สามารถใช้ชีวิตอิสระ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมการใช้ชีวิตอิสระโดยไร้ความกังวล แบบที่ดิ แอสเพน ทรี มอบให้ จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อคนรุ่นนี้” นายวิทยากล่าว   “แนวโน้มดังกล่าวนี้ หมายความว่าจะมีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่มองหาที่อยู่อาศัยซึ่งมีบริการที่ช่วยให้ตนเองสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้ความกังวัลได้ในช่วงวัยที่สวยงาม โดยไม่ต้องพึ่งพาให้ลูกหลานต้องกังวลคอยช่วยเหลือดูแลปรนนิบัติทุกอย่าง นายวิทยาเปิดเผยว่า MQDC เปิดโอกาสให้สำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่จะได้เข้ามาสัมผัสกับความยอดเยี่ยมของโครงการแนวคิดใหม่ดังกล่าวนี้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป MQDC นำเสนอแพ็คเกจทดลองอยู่ ในโครงการ ดิ แอสเพน ทรี แบบแพ็คเกจระยะเวลา 1 ปี และระยะเวลา 5 ปี โดยขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 1265 หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ theaspentree.com    แพ็คเกจทดลองอยู่ แบบระยะเวลา 1 ปี มีให้เลือกสำหรับห้องพักขนาด 1 ห้องนอน หรือ 2 ห้องนอน โดยพื้นที่ใช้สอยมีขนาดตั้งแต่ 80 กว่าตารางเมตร ไปจนถึง 123 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการใช้ชีวิต และการทำกิจกรรมร่วมกันมากมาย ทุกยูนิตตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ครบ และแพ็คเกจทดลองอยู่ แบบระยะเวลา 5 ปี มีให้เลือกสำหรับห้องพักขนาด 1 ห้องนอน หรือ 2 ห้องนอน เช่นเดียวกัน แต่มีบริการเพิ่มเติมเรื่องประกันสุขภาพตลอดระยะเวลาที่พักอาศัยด้วย นอกจากนี้ MQDC ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองซื้อยูนิตขนาด 2 ห้องนอน ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2566 จะได้รับเครดิตสำหรับซื้อบัตรโดยสารการบินไทย มูลค่า 350,000 บาท พร้อมกับเป็นสมาชิกสะสมไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส ของการบินไทยระดับโกลด์ 2 ปี เท่านั้นยังไม่พอ ดิ แอสเพน ทรี ยังมอบความสะดวกสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ จะได้รับบัตรสมาชิกไทยแลนด์ อีลิท การ์ด มูลค่า 1 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขอวีซ่าเพื่อการพำนักในประเทศไทยในระยะยาว นอกจากนั้น ดิ แอสเพน ทรี ยังช่วยให้ลูกค้าต่างชาติสามารถปรับตัวในที่อยู่อาศัยใหม่ในประเทศไทยของตนได้ง่ายขึ้น ด้วยการมอบสิทธิพิเศษเวาเชอร์เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ มูลค่า 1 ล้านบาท ดิ แอสเพน ทรี ประกอบด้วย ที่พักอาศัยจำนวน 290 ยูนิต ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 83 ตารางเมตร ไปจนถึง 253 ตารางเมตร ทุกยูนิตสามารถมองเห็นผืนป่าเดอะ ฟอเรสเทียส์ ขนาด 30 ไร่ ได้อย่างสดชื่นเต็มตา ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Call Center โทร.1265 หรือ เว็บไซต์ theaspentree.com สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยอื่น ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชุมชนที่เอื้อและเปิดโอกาสให้คนต่างวัย ต่างไลฟ์สไตล์ ได้อยู่อาศัยร่วมกันแบบใกล้ชิดธรรมชาติในอาณาบริเวณใกล้กัน เชื่อมถึงกัน ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม มัลเบอร์รี่ โกรฟ บ้านสไตล์คลัสเตอร์โฮม มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ที่ออกแบบเพื่อครอบครัวขยายหลายเจนเนอเรชั่น คอนโดมิเนียม วิสซ์ดอม และ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ซึ่งประกอบด้วยวิลล่าสุดหรูภายใต้การบริหารของแบรนด์ซิกส์เซนส์

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) แถลงผลการดำเนินงานในปี 2565 พร้อมแสดงวิสัยทัศน์และแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2566 โดยในระดับโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีอัตราการเติบโตของยอดขายกว่า 15% จากปีที่ผ่านมา กวาดยอดขายรถในกลุ่ม Passenger Cars กว่า 2,043,900 คันทั่วโลก พร้อมโชว์ตัวเลขการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่สูงถึง 124% ด้วยยอดขายกว่า 117,800 คัน โดยมีรุ่นที่ขายดีเป็นอันดับต้น ๆ อย่าง EQA และ EQB ในด้านของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เติบโตถึง 34% ด้วยยอดจดทะเบียนสะสม 13,182 คัน ในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถในเซกเมนต์ Dream Cars โตขึ้น 28% จากยอดขาย CLS และ C-Coupe ยอดขายรถ SUV เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถเซกเมนต์ Contemporary Luxury อย่าง The new C-Class E-Class และ S-Class โตขึ้น 12% ตามด้วยรถ Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach ตัวเลขยอดขายโตขึ้นกว่า 3 เท่าจากปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของ ประธานบริหารคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย “มร. มาร์ทิน ชเวงค์” ที่ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” กับความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยซึ่งสะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ ทั้งการให้ความสำคัญเกี่ยวกับแผนงานด้าน ความยั่งยืน (Sustainability) การนำเสนอรถยนต์ที่ใช้ พลังงานไฟฟ้า (Electrification) การนำเสนอ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) และการมอบ ประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยไฮไลท์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ลงตลาดประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line รถเอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่ง ที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบายในทุกมิติ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมเดินทางในทุกเส้นทางด้วยการขับขี่ที่ไร้มลพิษ (Zero-emission) ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูง วิ่งได้ไกลถึง 460 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ผลิตและนำเข้าแบบ CBU พร้อมเปิดราคาจำหน่ายที่ 3,020,000 บาท  มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2565 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ที่สะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของ ความยั่งยืน (Sustainability) สู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2582 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 รวมถึงนโยบาย 30@30 ของบอร์ดอีวี ที่จะขยายสัดส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศ ให้เป็น 30% ภายในปี 2572 ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็ตั้งเป้าหมายในการทำให้รถทุกรุ่นที่อยู่ในพอร์ตของเรา เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายในปี 2572 เช่นกัน" "และสิ่งสำคัญในการทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน คือการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้ พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ให้กับผู้บริโภคในระดับโลก เราได้นำเสนอ VISION EQXX รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผ่านการทดสอบการขับขี่ในสภาพแวดล้อมจริง ด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มเพียงหนึ่งครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าเราได้นำยนตรกรรมแห่งอนาคตมานำเสนอให้ทุกคนแล้วในวันนี้ โดยในประเทศไทย เรามีการเปิดตัว EQS 500 4MATIC AMG Premium ที่ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางกว่า 702 กิโลเมตร ต่อจากชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับโลกนี้ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวยนตกรรมในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด อย่าง C 350 e AMG Dynamic ที่เป็นรถ PHEV ในระดับลักชัวรี่ ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางเกินกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง" "และในปีนี้เราได้วางแผนในการขยาย EV Portfolio ในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line หนึ่งในรถภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่ขายดีเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ผ่านการร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าชั้นนำ ในประเทศไทย"     "เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นในการนำเสนอ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เราพร้อมมอบประสบการณ์ทีเหนือระดับในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอนวัตกรรมอย่าง จอแสดงผลแบบ Hyperscreen ระบบ MBUX เจเนเรชั่นใหม่ ระบบไฟหน้า Digital Light แบบ Ultra high range beam ที่ส่องสว่างได้ไกลมากกว่า 600 เมตร และแพ็กเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistance package) รวมถึงระบบลดวงเลี้ยวรถยนต์ (Rear Axle Steering) และนอกเหนือจากประสบการณ์ที่ทุกคนจะได้สัมผัสผ่านยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว การมอบ ประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ให้กับลูกค้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ โดยเรามีการสร้างการสื่อสารทั้งภายนอกและภายในองค์กร ในการประสานการทำงานเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่า คนในองค์กรและพาร์ทเนอร์ของเราจะสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายและสอดแทรกความเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ในทุกมิติ ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราทุกคนอย่างไร้ที่ติ” มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับการดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำมาปรับใช้ในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารในรูปแบบใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของการจัดแสดงรถยนต์ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 โดยในปีนี้เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการนำเสนอยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านการจัดแสดงรถยนต์บนพื้นที่ใหม่ ที่บูธหมายเลข A19 บริเวณฮอล์ 1 ของอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ซึ่งมีการสร้างการรับรู้ให้สาธารณะผ่านแคมเปญการสื่อสารทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยความพิเศษของบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาในบูธของเราไปจนถึงขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของยนตกรรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากนี้ ภายในบูธจะถูกแบ่งโซนในการจัดแสดงรถยนต์ ซึ่งมีให้ชมครบทุกรุ่นตั้งแต่รถยนต์ในแบรนด์ Mercedes-Benz ในกลุ่มของรถ ICE และ PHEV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ รถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่ม Mercedes-AMG รถยนต์ระดับ Top-End Luxury อย่าง Mercedes-Maybach พร้อมด้วยยนตรกรรมระดับตำนานอย่าง SL และ G-Class ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 หรือที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย” นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในส่วนงานของฝ่ายบริการลูกค้า เราได้เตรียมพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิตัลใหม่ ๆ ใน Mercedes Me Store ที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ตามความต้องการเช่น Rear Axle Steering ที่เป็นการลดวงเลี้ยวรถยนต์ เพื่อการควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น Active Distance Assistance Distronic ระบบควบคุมระยะห่างของรถยนต์ขณะขับขี่ หรือ Individualization ที่เป็นการเพิ่มความบันเทิงในรูปแบบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกบรรยากาศภายในรถทั้งเสียงและภาพที่แสดงบนหน้าจอหรือมินิเกมส์ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีการนำเสนอระบบการจ่ายเงินค่าบริการผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ครอบคลุมในทุกสถานะของรถ เมื่อนำรถเข้ารับบริการเพิ่มเติมจากบริการระบบออนไลน์เดิม ที่มีในส่วนของการนัดหมายเข้ารับบริการและแจ้งสถานะของรถขณะกำลังเข้ารับบริการ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวด้วยการส่งข้อความแจ้งเตือนเมื่อรถถึงระยะเข้ารับบริการหรือตรวจเช็กระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่หรือระบบเบรก รวมถึงข้อเสนอพิเศษและกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ และในส่วนผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่แท้ อะไหล่ StarParts หรือ REMAN สำหรับรถยนต์ที่หมดระยะรับประกัน ผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการรับรองจาก Mercedes-Benz MO/MOE รวมถึงการบริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และโปรแกรม MBSP แบบต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกความต้องการตามการใช้งานของลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและคงประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย” “แน่นอนว่าอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเรา คือการสร้างยอดขายที่เติบโตในประเทศไทย ในปีนี้เราคาดหวังตัวเลขการเติบโตแบบ Double-Digit ผ่านการนำเสนอรถยนต์ทั้งหมด 8 รุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือรถเอสยูวีไฟฟ้า EQB 250 AMG Line ที่เปิดตัวในวันนี้ ทั้งนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่เหนือระดับที่มาพร้อมการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย” มร. มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวสรุป  

เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ที่หลักสูตร BASIS Curriculum ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องว่าเป็นหลักสูตรที่ดีที่สุดทั้งในระดับชาติและระดับสากล เป็นโปรแกรมด้านวิชาการที่เลื่องลือ หลอมรวมแนวคิดและเนื้อหาที่เข้มข้น เข้ากับจิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์ของการศึกษาแบบอเมริกัน ปูแนวทางการวิเคราะห์เหตุและผลที่ส่งเสริมความสำเร็จให้แก่เด็กนักเรียน และจากรายงานการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่านักเรียนของเบซิส มีผลงานดีกว่านักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติชั้นนำหลายแห่ง จึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างมาก ที่ เบซิส กรุงเทพฯ (BASIS International School Bangkok) เป็นโรงเรียนนานาชาติมาตราฐานระดับโลก ลำดับที่ 35 สาขาแรกในประเทศไทยและอาเซียน หนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนเบซิสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา จนเป็นที่ยอมรับในมาตราฐานระดับโกลด์ โดยเริ่มระดับชั้นการศึกษาที่เตรียมอนุบาล Pre K 1 จนจบสมบูรณ์ที่ Grade 12 นับเป็นหลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพอันแท้จริงของนักเรียนแต่ละคน ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กนักเรียนทุกคนสามารถก้าวไปสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จในแบบของตนเอง พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างเหมาะสม เพราะแรงบันดาลใจคือพื้นฐานสำคัญของการศึกษานั่นเอง นอกจากหลักสูตรที่เป็นเลิศแล้ว เบซิส กรุงเทพฯ ยังให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานอีกด้วย การบูรณาการหลักสูตรให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ด้วยคำนึงถึงคุณค่าความเป็นไทย นำเอาเอกลักษณ์ของภาษาไทย ศิลปะ วัฒนธรรมไทย มาเป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝังพื้นฐานความเป็นไทย ควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากลในทุกระดับชั้น ทำให้โรงเรียนนานาชาติแห่งนี้มีความแตกต่างอย่างมีความหมาย ในพื้นที่อันเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และไม่น่าแปลกใจที่ เบซิส กรุงเทพฯ ขึ้นแท่นโรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ไปแล้ว ความโดดเด่นรอบด้านของเบซิส กรุงเทพฯ นอกจากนวัตกรรมการศึกษาที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานแล้ว ยังให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบอาคารต่าง ๆ ของโรงเรียนตามมาตรฐานอาคารสีเขียวของสหรัฐอเมริกา ด้วยคำนึงถึงหัวใจของการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจควบคู่ไปกับการเรียนที่สนุกสนาน พร้อมปลูกจิตสำนึกเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อม บนพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นผืนใหญ่ในย่านพระราม 2 อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ที่อาคารทั้งหลังติดตั้งระบบอากาศแบบเติมอากาศจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนและคณาจารย์ได้รับอากาศที่สะอาด บริสุทธิ์ และปลอดภัย โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ พร้อมแล้ว ที่จะเปิดบ้านครั้งใหม่ ใน กิจกรรม Open House ให้เข้าเยี่ยมชมสถานที่และสัมผัสประสบการณ์ที่ทำให้ไขข้อสงสัยที่ว่า ทำไมเด็กนักเรียนเบซิสจึงอยากมาเรียนในทุก ๆ วัน และรักการเรียนรู้อยู่เสมอ อีกทั้งยังได้สัมผัสกับบรรยากาศการเรียนการสอนจริง ในห้องเรียนที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อันทันสมัย ประกอบด้วยครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญ 2 ท่าน (SET&LET)  โดยครู SET จะเป็นครูชำนาญการสอนความรู้เชิงลึก (Subject Expert Teacher) ในสาขาวิชาต่าง ๆ และครู LET จะเป็นครูผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ (Learning Expert Teacher) ในการพัฒนาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ และหลักสูตรที่มุ้งเน้นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต 📍 กิจกรรม Open House ครั้งใหม่ จัดขึ้นภายในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566  🕘 เวลา 09.00 - 11.30 น. 📲 ลงทะเบียนเข้างาน : https://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4862 ☎️ สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 0 2415 0099 📧 Email: admissions@basis.ac.th 🌐 LINE: @BASISAdmissions  

MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ประกาศวันนี้ว่า กำลังเร่งเครื่องการก่อสร้างพื้นที่ส่วน 'ทาวน์ เซ็นเตอร์' ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ขนาด 398 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด ก.ม. 7 ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับรางวัลยกย่องมากมาย และเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่า 125,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจาก ทาวน์ เซ็นเตอร์ แล้ว ในพื้นที่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยโครงการที่พักอาศัยหลากหลายแบรนด์ โรงแรม พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงป่าพื้นที่ 30 ไร่ ด้วย    ‘ทาวน์ เซ็นเตอร์’ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 46 ไร่ โดย MQDC ได้ทุ่มเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ในการพัฒนาส่วนแรกของ ทาวน์ เซ็นเตอร์ ซึ่งมีกำหนดที่จะเปิดก่อนสิ้นปี 2566  นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC เปิดเผยว่า “ทาวน์ เซ็นเตอร์ เป็นแนวคิดใหม่ที่พัฒนาในสเกลที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญก้าวใหม่ ในการวางแผนพัฒนาสังคมแห่งสุขภาพที่ดีและความสุข โดย ทาวน์ เซ็นเตอร์ เป็นแก่นสำคัญของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชนแห่งนี้ และนำพาครอบครัวให้มาอยู่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นที่ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจากทุกเจเนอเรชั่น จะสามารถมาทำกิจกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิต การพักผ่อนหย่อนใจ และความบันเทิง ตามที่ตัวเองต้องการได้ นอกจากนั้น เรายังได้สร้างสรรค์ให้พื้นที่ส่วนนี้ ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คนได้มามีปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมประจำวัน หรือกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจะมาเดินเล่นเฉย ๆ ก็ได้”    “ทาวน์ เซ็นเตอร์ ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ตามแบบฉบับของการเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของเมืองในยุคใหม่ที่ทันสมัย มีชีวิตชีวา มีการวางผังต่าง ๆ อย่างดี และจะได้รับการดูแลรักษาในระดับมาตรฐานเดียวกันกับเมืองล้ำ ๆ ตามที่ต่าง ๆ ในโลก รวมทั้งได้เพิ่มความพิเศษอย่างมากเข้าไปด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ร่มรื่นและสดชื่น องค์ประกอบส่วนภายในอาคารและภายนอกอาคาร ได้รับการออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทั้งยังใกล้กับผืนป่าขนาด 30 ไร่ ใจกลางเดอะ ฟอเรสเทียส์ ในระยะเดินเพียงสั้น ๆ” นางสาวอรดา เกิดหงษ์ ประธานผู้อำนวยการ – Storied Place Management, MQDC เปิดเผยว่า “ทาวน์ เซ็นเตอร์ ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายเป็นอย่างมาก เป็นทาวน์ เซ็นเตอร์ อย่างแท้จริง ที่มีความผสมผสาน แต่ก็เป็นสัดเป็นส่วนและมีประสบการณ์ที่น่าค้นหา และรู้สึกเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลา”   นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกิจกรรมประจำวันแล้ว ยังมีพื้นที่มาร์เก็ตให้ได้จับจ่ายใช้สอยอยู่อีกมากมายหลายจุด รวมไปถึงธีมมาร์เก็ตฮอลล์ ลานกิจกรรม และขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ ตื่นตาตื่นใจตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกีฬา และการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับการศึกษาเรียนรู้และความบันเทิง พื้นที่เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต โคเวิร์คกิ้ง สเปซ ตลอดจนแอมฟิเธียเตอร์สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ     นางสาวอรดา กล่าวต่อไปว่า “เพื่อให้เป็น ทาวน์ เซ็นเตอร์ อย่างแท้จริง เราได้เน้นเป็นอย่างมากกับการสร้างสรรค์สถานที่แฮงค์เอาท์หลากหลายรูปแบบ พร้อมเมนูอาหารและทางเลือกในการดื่มกินแบบต่าง ๆ ตอบโจทย์ทุกสไตล์ และหลากหลายราคา” “ในบรรดาพื้นที่ที่ก่อสร้างใกล้จะเสร็จสมบูรณ์เป็นส่วนแรก ๆ ได้แก่ โรงละครอเนกประสงค์ภายในอาคาร ซึ่งสามารถใช้เป็นสถานที่จัดการแสดงต่าง ๆ ได้ รวมถึงจัดแสดงงานศิลปะ งานแสดงสินค้า นิทรรศการ การประชุม และงานแต่งงาน รวมทั้งให้ผู้อยู่อาศัยในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ใช้เป็นเวทีจัดแสดงละครเองได้ด้วย นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของการออกแบบพื้นที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในรูปแบบที่เอื้อให้สังคมในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้ใกล้ชิดสนิทกัน” นางสาวอรดา กล่าว    “และสิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ไม่ว่าคุณจะแวะมาทำอะไรก็ตามที่ ทาวน์ เซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เลี้ยง ทาวน์ เซ็นเตอร์ จะเป็นที่ที่คุณได้เติมพลังชีวิต ด้วยการพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางพื้นที่สีเขียวที่เงียบสงบ หรือบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น ทุกประสบการณ์สามารถพบได้ที่นี่” ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้เปิดตัวแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัย ภายใต้แบรนด์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” ซึ่งนำเสนอบ้านในรูปแบบคลัสเตอร์โฮม ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวเดียวกันจากหลายเจเนอเรชั่น ได้อยู่อาศัยในบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน สามารถใช้เวลาร่วมกันได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวในบ้านแยกหลังของตัวเอง ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีการใช้ชีวิตของครอบครัวไทยดั้งเดิมนั่นเอง   บ้านเดี่ยวในโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่ามีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร จนถึงประมาณ 1,700 ตารางเมตร ราคาขายตั้งแต่ประมาณ 185 ล้านบาท ไปจนถึง 310 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมี มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ คอนโดมิเนียม ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิดคล้าย ๆ กัน โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 63 ตารางเมตร ไปจนถึง 1,027 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท   วิลล่าอื่น ๆ ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ ได้แก่ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ที่สุดหรูหรา ซึ่งเป็นซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ส่วนโครงการที่พักอาศัยอื่น ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ วิสซ์ดอม จำนวน 3 อาคาร ซึ่งออกแบบเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนเริ่มทำงาน คู่สมรสใหม่ที่เริ่มสร้างครอบครัว และมีหนึ่งอาคารที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 35 ตารางเมตร ไปจนถึง 205 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ดิ แอสเพนทรี และ สกายวิลล่า ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การมอบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการดูแลผู้พักอาศัยอย่างครบวงจรตลอดชีวิต   เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว บนถนนบางนา-ตราด กม. 7 ถือเป็นโครงการต้นแบบระดับโลกแห่งใหม่ในการพัฒนาเมือง รวมทั้งเป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น ตัวโครงการได้รับการออกแบบรังสรรค์และก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับการยอมรับและยกย่องมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนถึงขณะนี้โครงการได้รับรางวัลจากทั่วโลกแล้วมากกว่า 42 รางวัล ซึ่งรับรองความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นในการอยู่อาศัย คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน อาทิ รางวัล Gold Award for Urban Design และรางวัล Silver Award for Sustainable Living and Green Design ซึ่งมอบให้โดยสถาบัน International Design Awards (IDA) อันทรงเกียรติ, รางวัล Platinum Award สาขาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจากเวที Outstanding Property Awards London อีกทั้งได้รับเลือกให้ได้รับรางวัล Global Settlements Award ด้านการวางแผนและออกแบบจาก Global Forum on Human Settlements และรางวัลจาก International Federation of Landscape Architects    จนถึงขณะนี้ โครงการที่พักอาศัยแบรนด์ต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ มียอดขายรวมกันเกินกว่า 22,000 ล้านบาท ☎️ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Call Center 1265 หรือ https://mqdc.com/th/our-business/theme-project/theforestias

ยอดขายโครงการที่พักอาศัยต่างๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ล่าสุดแตะ 22,000 ล้านบาท วันนี้ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมแล้วที่จะเปิดวิลล่าหลังแรกของโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 นี้!  ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ในการออกแบบบ้าน ที่หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวที่ออกแบบโดย Foster + Partners โดยแต่ละวิลล่ามีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000 - 1,700 ตารางเมตร มี 3 ขนาด ตั้งแต่ 4 - 6 ห้องนอน ตั้งกระจายตัวอยู่บนที่ดินพื้นที่ 26 ไร่ ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ โครงการมิกซ์ยูส ขนาด 398 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นายชาคริต หัสสรังสี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแบรนด์ระดับลักชัวรี่ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง โครงการซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ กล่าวว่า “นี่เป็นแนวคิดใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของครอบครัวคนไทย ที่หลายเจเนอเรชั่นในครอบครัวเดียวกัน มักจะปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่ด้วยความจำเป็นของวิถีชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ ทำให้การใช้ชีวิตตามแบบที่เคยเป็นมา กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อย ๆ มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า จึงมุ่งช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง ซึ่งแนวคิดนี้ ได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดี และตอนนี้ทางโครงการพร้อมแล้ว ที่จะเชิญครอบครัวที่สนใจเข้าชมบ้านจริงได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป”   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “มัลเบอรี่ โกรฟ มีแนวคิดที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้ชิดติดกับพ่อแม่ หรือลูกที่โตแล้ว หรือทั้งสองอย่าง ยังจะช่วยทำให้เจ้าของบ้านมี ‘โบนัสเวลา’ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวที่เพิ่มขึ้น โดยทุกเจเนอเรชั่นซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ออกแบบเหมาะกับความต้องการของตัวเอง จะสามารถไปมาหาสู่กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวได้โดยการเดินไปหาเพียงไม่กี่นาที ครอบครัวจะสามารถช่วยกันเลี้ยงเด็ก ๆ ได้ รวมทั้งช่วยกันดูแลพ่อแม่ที่อายุมากแล้วได้สะดวกสบายมากขึ้น และไม่จำกัดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เป็นการประหยัดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างบ้าน ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีเวลามากขึ้นสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน ประโยชน์ที่สำคัญมาก ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ จะไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว เพราะจะมีสมาชิกในครอบครัวที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลา ส่วนปู่ย่าตายายที่เกษียณแล้วก็จะรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น สดใส เพราะมีลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ” วิลล่าขนาดใหญ่พิเศษของ โครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,700 ตารางเมตร ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 310 ล้านบาท ส่วนวิลล่าขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,200 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 220 ล้านบาท ในขณะที่บ้านขนาดกลางเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,000 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 185 ล้านบาท ทั้งนี้ วิลล่าหลังใหญ่ที่สุดมีห้องรับประทานอาหารและพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ เพื่อให้ทั้งครอบครัวที่มีสมาชิกทุกเพศทุกวัย สามารถมารวมตัวทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกันได้ในบ้านหลังเดียว โดยบางวิลล่าสามารถนั่งล้อมโต๊ะทานข้าวพร้อมกันได้ถึงยี่สิบคน หรือมากกว่านั้น มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนลักชัวรี่อื่น ๆ ภายในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ วิลล่า โครงการที่พักอาศัยซูเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งเป็นซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์แห่งแรกในประเทศไทย รวมทั้ง โรงแรมซิกเซนส์ ที่มีกำหนดจะเปิดให้บริการในปี 2567 ด้วย เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่บนพื้นที่เชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วบนถนนบางนา-ตราด กม. 7 ถือเป็นโครงการต้นแบบระดับโลกแห่งใหม่ในการพัฒนาเมือง รวมทั้งเป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น โครงการได้รับการออกแบบรังสรรค์และก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการยอมรับและยกย่องมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนถึงขณะนี้โครงการได้รับรางวัลจากทั่วโลกแล้วมากกว่า 40 รางวัล การันตีความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นในการอยู่อาศัย คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน อาทิ ‘Gold Award for Urban Design’, และ ‘Silver Award for Sustainable Living and Green Design’, จากสถาบันอันทรงเกียรติ International Design Awards (IDA), Platinum Award for environmental sustainability จาก Outstanding Property Awards London, Winner of the Global Human Settlements Award on Planning and Design จาก Global Forum on Human Settlements, และรางวัล Winner of the Visionary Living & Working award จาก Innovative Architecture. นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “เราได้เห็นว่าโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ซึ่งรวมถึงโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ที่ทำยอดขายได้แล้วกว่า 5,500 ล้านบาท ในขณะที่โครงการซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์ ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่เห็นว่าหลายครอบครัวตั้งใจซื้อที่อยู่อาศัยโครงการต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ เพื่ออยู่จริง และการก่อสร้างโครงการก็กำลังคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว” นายกิตติพันธุ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่อยู่อาศัยโครงการต่าง ๆ ทั้งหมดใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ มียอดขายรวมกันถึง 22,000 ล้านบาทแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่โดดเด่นเป็นพิเศษอย่างหนึ่งของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่ ป่าขนาดใหญ่พื้นที่ 30 ไร่ บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่ายาว 1.6 กิโลเมตร นอกจากโครงการที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว เดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยพื้นที่สำหรับกิจกรรมไลฟ์สไตล์และการพักผ่อนของครอบครัว ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ Family Center ตลาด สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน    สนใจชมโครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า” และรายละเอียดเพิ่มเติม ที่: Call Center 1265  หรือ เว็บไซต์ www.MQDC.com

นับจากวันที่ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ (BASIS International School Bangkok) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ถือเป็นก้าวย่างสู่ปีที่ 3 แห่งความสำเร็จของโรงเรียนอินเตอร์ลำดับที่ 35 ในเครือข่ายโรงเรียน หลักสูตร BASIS Curriculum จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงการศึกษาอย่างกว้างขวาง นับว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยมาตราฐานเหรียญทองระดับโลก ที่มีประวัติศาสตร์แห่งนวัตกรรมยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยมี มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่ ผู้รับหน้าที่นำพาเรือธง เบซิส กรุงเทพฯ ไปสู่เป้าหมายอย่างภาคภูมิ หัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ หลักสูตร BASIS Curriculum บนความมุ่งหมายสูงสุดของเบซิส คือความมุ่งมั่นพัฒนาความสามารถของนักเรียน ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในทุกสถานการณ์ เป็นอาวุธติดปีกช่วยให้เด็กแต่ละคนประสบความสำเร็จตามศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ได้เดินตามความฝันบนพื้นฐานของความรัก ที่ได้จากการนำความรู้ไปต่อยอดความสำเร็จตามเป้าหมายในระดับมหาวิทยาลัยและการดำเนินชีวิต สิ่งที่ทำให้เบซิสแตกต่างจากสถาบันอื่น และเป็นเลิศทางการศึกษามาอย่างยาวนาน นั่นคือการใช้หลักบูรณาการหลักสูตร ควบคู่ไปกับการคัดสรรบุคลากรครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างแท้จริง เรียกว่าครูที่ได้รับการคัดเลือกต้องมีคุณสมบัติที่เยี่ยมยอด ทั้งดีกรี องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และมีแพชชั่นความรักในการสอน ที่แมทช์กับรูปแบบของโรงเรียนมากที่สุด โดยในห้องเรียนจะประกอบด้วยครูผู้สอน 2 คน คือ ครู SET ผู้ชำนาญการสอนความรู้เชิงลึก (Subject Expert Teacher) ในสาขาวิชาที่ให้ความรู้หลากหลายรอบด้าน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการที่ช่วยกระตุ้นเรื่องจิตอาสาอีกด้วย และ ครู LET ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน (Learning Expert Teacher) ที่มีส่วนร่วมในการสอน ให้นักเรียนนำความรู้และทักษะจากสิ่งที่เรียน มาประยุกต์ต่อยอดด้วยความคิดเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ครูได้เรียนรู้พฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียนได้อย่างเข้าถึงอย่างเป็นกันเองที่สุด เบซิส กรุงเทพฯ ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยไปสู่ระดับสากล ด้วยหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาอย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวไปอยู่ในแถวหน้าของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดเท่านั้น หากแต่ยังให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของความเป็นไทย ด้วยการนำภาษาไทย ศิลปะ ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมไทย มาเป็นส่วนสำคัญควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากลในทุกระดับชั้นอีกด้วย เป็นการหล่อหลอมปลูกฝังความเป็นไทยให้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเด็ก ๆ ผู้ที่จะเติบใหญ่เป็นบุคลากรคุณภาพน้ำดี ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไปในอนาคต และล่าสุด เบซิส กรุงเทพฯ ประกาศเปิดแผนกเนอสเซอรี่ ตั้งแต่ต้นปีการศึกษา 2022 - 2023 โดยชั้นเรียนอยู่ในความดูแลของครูชาวต่างชาติที่มากประสบการณ์ในระดับสากล ภายใต้การเรียนการสอนของหลักสูตรเตรียมอนุบาลเชิงวิชาการแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาด้วยความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ และเน้นพัฒนาการด้านสังคมควบคู่ไปกับทักษะการอ่านออกเขียนได้ ไปจนถึงการคิดคำนวณอีกด้วย และอีกหัวใจสำคัญผสมผสานการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยให้เด็กน้อยค่อย ๆ ซึมซับ โดยแต่ละชั้นเรียนจำกัดเด็กไม่เกิน 15 คน มีผู้ดูแล 1 คน ต่อเด็ก 5 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง ในการจัดเตรียมประสบการณ์สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลสภาพแวดล้อมอันปลอดภัย ไปจนถึงกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเล็กสมวัย จากการวิจัยต่าง ๆ พบว่าเด็กที่ใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ในการศึกษาตั้งแต่ระดับเนอสเซอรี่ สามารถก้าวกระโดดทางวิชาการมากกว่าเด็กที่ผู้ปกครองให้อยู่ที่บ้านจนถึงอายุ 5 ขวบ ได้หนึ่งหรือสองปีเลยทีเดียว เมื่อเริ่มเรียนเตรียมอนุบาลในโรงเรียนอย่างเหมาะสม เด็ก ๆ จะได้รับการเรียนรู้ทักษะทางสังคมแบบเป็นกลุ่ม เมื่อได้มีการรวมตัวกับเพื่อน ๆ มากขึ้น และจะรู้สึกปลอดภัย กระตือรือร้นสนใจในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปจากเดิม เนอสเซอรี่ช่วยให้เด็กพัฒนาความมั่นใจ ความคิดสติปัญญา และการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่มากขึ้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพัฒนาทางจิตวิทยาของเด็กเล็ก จากการเตรียมความพร้อมสำหรับโรงเรียน และเป็นการส่งเสริมเวลาเล่นอย่างมีความหมายอีกด้วย โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เปิดบ้านครั้งใหม่ให้เข้าชม! สัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นเลิศ ด้วยรูปแบบการสอนโดยครูผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน (SET & LET) พร้อมหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ในกิจกรรม Open House 📅 วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2565 เท่านั้น! 🕘 เวลา 09:00 - 11:30 น. 📲 ลงทะเบียน https://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4802 ️▶️ เยี่ยมชมสถานที่ ห้องเรียน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และบรรยากาศการเรียนการสอนจริง โดยครูผู้เชี่ยวชาญ ️▶️ รับฟังข้อมูลหลักสูตรเบซิส และไขข้อสงสัยที่ว่าทำไม? เด็กนักเรียนเบซิสอยากมาเรียนในทุก ๆ วัน และรักการเรียนรู้อยู่เสมอ ▶️ พบกับครูใหญ่และคณะครู เพื่อพูดคุยและสอบถามประเด็นต่าง ๆ ️☎️ สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 0 2415 0099 📧 Email: admissions@basis.ac.th 💬 LINE: @BASISAdmissions  

เอาใจนักแต่งบ้านเปี่ยมรสนิยมกับลักชัวรี่เฟอร์นิชชิ่ง แบรนด์ “Christopher Guy” ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะในสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนล เอเลแกนซ์ผสานกลิ่นอายปารีเซียง ด้วยแรงบันดาลใจที่มาพร้อมความหลงใหลของ "คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน" ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษที่เติบโตและใช้ชีวิตในประเทศสเปนและฝรั่งเศส เจ้าของรางวัลด้านการออกแบบระดับนานาชาติมากมาย โดยผลงานทุกชิ้นของเขาล้วนบ่งบอกถึงปรัชญาแห่งแบรนด์ที่นำเสนอความสง่างาม ร่วมสมัย และไร้กาลเวลา ย้อนกลับไปช่วงกลางทศวรรษ 1990 "คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน" เริ่มต้นเส้นทางการออกแบบครั้งแรกด้วยการดีไซน์คอลเลกชันกรอบกระจก ภายใต้บริษัท “Harrison & amp;Gil” ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม จึงจุดประกายให้เขาต่อยอดมาสู่การสร้างสรรค์คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์หรูหรา และของตกแต่งบ้านในแบรนด์ “Christopher Guy” ซึ่งนอกจากจะโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์กระจกประดับผนังและอาร์มแชร์แล้ว Christopher Guy ยังมีสินค้าอื่น ๆ สำหรับห้องนั่งเล่น, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องทำงาน, ห้องนอน ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชื่นชอบการออกแบบบ้านทั่วโลก ด้วยดีไซน์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใครผนวกกับงานฝีมือสุดประณีตละเมียดละไม โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีไซน์ซิกเนเจอร์อย่าง ‘Silk-Cut’ ที่ปรากฏอยู่ในคอลเลกชันโต๊ะอาหาร, ตู้วางของ และการออกแบบทรงขาไขว้ ‘Chris-X’ ที่เห็นได้เด่นชัดจากผลิตภัณฑ์อาร์มแชร์, โซฟา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากทรวดทรงองเอวของ Scarlett O’Hara ตัวเอกจากภาพยนตร์ Gone with the Wind และท่วงท่าอันสง่างามของนักบัลเล่ต์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการมอบประสบการณ์เหนือระดับให้นักแต่งบ้านตัวยงในไทย ได้ร่วมสัมผัสศิลปะแห่งงานออกแบบระดับไฮเอนด์จากเมืองผู้ดีอย่างใกล้ชิดทุกซอกทุกมุม Euro Creations จึงได้ฤกษ์เปิดตัวโชว์รูม “Christopher Guy” อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกในประเทศไทย ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 300 ตารางเมตร ที่มาพร้อม คอนเซ็ปต์ Timeless Elegance with a Modernist Edge กับการจัดเรียงสเปซที่ให้ความรู้สึกโอ่โถงสบายตา โดยเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างแนวเส้นที่เด่นชัด กับการเล่นแสงเงาในแบบซอฟท์ซิลลูเอท เข้ากันได้ดีกับอินทีเรียร์ดีไซน์ที่เลือกคลุมโทนด้วยสีกลาง (Neutral) เปิดโอกาสให้บรรดางานศิลป์ชิ้นเอกที่วางประดับอยู่ในแต่ละโซนเผยความงามสง่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ พบกับคอลเลกชันสุดไอคอนนิกอย่าง “Mademoiselle” รวมถึงคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่นักสะสมทั่วโลกรอคอย “The Legacy” คอลเลกชันพิเศษเพื่อเป็นการสดุดีให้กับตำนานผู้ล่วงลับ คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน ที่รังสรรค์ขึ้นผ่านแรงบันดาลใจในการผจญภัยรอบโลกของเขา โดยคริสโตเฟอร์ได้กลั่นกรองและถ่ายทอดผลงานการออกแบบครั้งนี้มาจากตัวตน ประสบการณ์การใช้ชีวิต อีกทั้งมุมมองที่มีต่อแฟชั่น ผู้คน วัฒนธรรม รวมถึงสถานที่ที่เคยไปไว้ได้อย่างน่าค้นหา เป็นผลงานมาสเตอร์พีซร่วมกับทีมงานและครอบครัวก่อนจะล่วงลับไปในปี ค.ศ. 2020 “The Legacy” จึงเป็นคอลเลกชันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความทรงจำ ที่รวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซของเขาไว้มากมาย ทั้งที่หลายคนคุ้นเคยกันดี อย่าง ซิกเนเจอร์ขาไขว้ ‘Chris-X’ หรือจะเป็นการแกะสลักด้วยมือ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเขาคืออัจฉริยะของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์อย่างแท้จริง   โดย Christopher Guy ภูมิใจนำเสนอ 4 ไฮไลท์พีซจากคอลเลคชั่น “The Legacy” ดังนี้   Fronda Mirror กระจกประดับผนังแบบ Round Convex ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและความพิถีพิถันของงานแกะสลักจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนภาพแห่งความหรูหรามีสไตล์ ด้วยดีไซน์สีทองทรงพลังและงดงาม ราวกับมีกิ่งก้านของใบไม้นับร้อยแผ่ขยายออกมาหยอกล้อกับสายลม สนนราคา 117,700 บาท   Swirl Armchair อาร์มแชร์ขนาดกว้างซึ่งเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงอย่างไม้เบิร์ชและผ้าจาก Raf Simons นำส่งความสง่างาม ร่วมสมัยพร้อมด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและสไตล์อันโดดเด่นโดยมุ่งเน้นความสะดวกสบาย ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ห้องรับแขก ห้องนอน หรือให้คุณใช้เวลาผ่อนคลายในมุมส่วนตัวได้อย่างอิสระ สนนราคา 153,010 บาท   La Dame Au Chapeau Mosaic เพิ่มความลักชัวรีปนชิคให้ห้องโปรดด้วยภาพแขวนผนังที่รังสรรค์จากโมเสคแก้วสี ซึ่งได้อิทธิพลมาจากภาพวาดระดับโลก “ผู้หญิงกับหมวก” ของ Henri Matisse ศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศสเลอค่าด้วยงานคราฟท์สุดประณีตกับวัสดุแก้วชิ้นเล็กที่บรรจงเรียงร้อยต่อกันกว่า 13,000 ชิ้น เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าค้นหาของหญิงงามผู้ลึกลับกับหมวกขนนกใบสวย สนนราคา 297,460 บาท   Carree Mirror กระจกตกแต่งผนังบานใหญ่ กับดีไซน์เก๋ไก๋สุดอลังของงานแฮนด์เมดชั้นสูง ที่พิถีพิถันจัดวางกระจกทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งขนาดเล็ก - ใหญ่ รวม 72 บานได้อย่างประณีตและลงตัว โดยสามารถนำมาประดับตกแต่งได้ทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอนตามต้องการ สนนราคา 138,030 บาท 📍 สัมผัสเสน่ห์เหนือระดับแห่ง “Christopher Guy” ลักชัวรี่เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษได้แล้ววันนี้ ที่อาคาร B ชั้น 2 คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ☎️ โทร. 0 2101 6701