TOP
h
  /    /  September

เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ที่หลักสูตร BASIS Curriculum ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องว่าเป็นหลักสูตรที่ดีที่สุดทั้งในระดับชาติและระดับสากล เป็นโปรแกรมด้านวิชาการที่เลื่องลือ หลอมรวมแนวคิดและเนื้อหาที่เข้มข้น เข้ากับจิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์ของการศึกษาแบบอเมริกัน ปูแนวทางการวิเคราะห์เหตุและผลที่ส่งเสริมความสำเร็จให้แก่เด็กนักเรียน และจากรายงานการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่านักเรียนของเบซิส มีผลงานดีกว่านักเรียนจากโรงเรียนนานาชาติชั้นนำหลายแห่ง จึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างมาก ที่ เบซิส กรุงเทพฯ (BASIS International School Bangkok) เป็นโรงเรียนนานาชาติมาตราฐานระดับโลก ลำดับที่ 35 สาขาแรกในประเทศไทยและอาเซียน หนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนเบซิสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา จนเป็นที่ยอมรับในมาตราฐานระดับโกลด์ โดยเริ่มระดับชั้นการศึกษาที่เตรียมอนุบาล Pre K 1 จนจบสมบูรณ์ที่ Grade 12 นับเป็นหลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพอันแท้จริงของนักเรียนแต่ละคน ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กนักเรียนทุกคนสามารถก้าวไปสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จในแบบของตนเอง พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างเหมาะสม เพราะแรงบันดาลใจคือพื้นฐานสำคัญของการศึกษานั่นเอง นอกจากหลักสูตรที่เป็นเลิศแล้ว เบซิส กรุงเทพฯ ยังให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานอีกด้วย การบูรณาการหลักสูตรให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ด้วยคำนึงถึงคุณค่าความเป็นไทย นำเอาเอกลักษณ์ของภาษาไทย ศิลปะ วัฒนธรรมไทย มาเป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝังพื้นฐานความเป็นไทย ควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากลในทุกระดับชั้น ทำให้โรงเรียนนานาชาติแห่งนี้มีความแตกต่างอย่างมีความหมาย ในพื้นที่อันเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และไม่น่าแปลกใจที่ เบซิส กรุงเทพฯ ขึ้นแท่นโรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ไปแล้ว ความโดดเด่นรอบด้านของเบซิส กรุงเทพฯ นอกจากนวัตกรรมการศึกษาที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานแล้ว ยังให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบอาคารต่าง ๆ ของโรงเรียนตามมาตรฐานอาคารสีเขียวของสหรัฐอเมริกา ด้วยคำนึงถึงหัวใจของการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจควบคู่ไปกับการเรียนที่สนุกสนาน พร้อมปลูกจิตสำนึกเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อม บนพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นผืนใหญ่ในย่านพระราม 2 อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ที่อาคารทั้งหลังติดตั้งระบบอากาศแบบเติมอากาศจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนและคณาจารย์ได้รับอากาศที่สะอาด บริสุทธิ์ และปลอดภัย โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ พร้อมแล้ว ที่จะเปิดบ้านครั้งใหม่ ใน กิจกรรม Open House ให้เข้าเยี่ยมชมสถานที่และสัมผัสประสบการณ์ที่ทำให้ไขข้อสงสัยที่ว่า ทำไมเด็กนักเรียนเบซิสจึงอยากมาเรียนในทุก ๆ วัน และรักการเรียนรู้อยู่เสมอ อีกทั้งยังได้สัมผัสกับบรรยากาศการเรียนการสอนจริง ในห้องเรียนที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อันทันสมัย ประกอบด้วยครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญ 2 ท่าน (SET&LET)  โดยครู SET จะเป็นครูชำนาญการสอนความรู้เชิงลึก (Subject Expert Teacher) ในสาขาวิชาต่าง ๆ และครู LET จะเป็นครูผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ (Learning Expert Teacher) ในการพัฒนาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ และหลักสูตรที่มุ้งเน้นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต 📍 กิจกรรม Open House ครั้งใหม่ จัดขึ้นภายในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566  🕘 เวลา 09.00 - 11.30 น. 📲 ลงทะเบียนเข้างาน : https://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4862 ☎️ สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 0 2415 0099 📧 Email: admissions@basis.ac.th 🌐 LINE: @BASISAdmissions  

MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ประกาศวันนี้ว่า กำลังเร่งเครื่องการก่อสร้างพื้นที่ส่วน 'ทาวน์ เซ็นเตอร์' ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ขนาด 398 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด ก.ม. 7 ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับรางวัลยกย่องมากมาย และเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่า 125,000 ล้านบาท ซึ่งนอกจาก ทาวน์ เซ็นเตอร์ แล้ว ในพื้นที่ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยโครงการที่พักอาศัยหลากหลายแบรนด์ โรงแรม พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงป่าพื้นที่ 30 ไร่ ด้วย    ‘ทาวน์ เซ็นเตอร์’ ในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 46 ไร่ โดย MQDC ได้ทุ่มเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ในการพัฒนาส่วนแรกของ ทาวน์ เซ็นเตอร์ ซึ่งมีกำหนดที่จะเปิดก่อนสิ้นปี 2566  นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC เปิดเผยว่า “ทาวน์ เซ็นเตอร์ เป็นแนวคิดใหม่ที่พัฒนาในสเกลที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญก้าวใหม่ ในการวางแผนพัฒนาสังคมแห่งสุขภาพที่ดีและความสุข โดย ทาวน์ เซ็นเตอร์ เป็นแก่นสำคัญของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชนแห่งนี้ และนำพาครอบครัวให้มาอยู่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ให้เป็นที่ที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจากทุกเจเนอเรชั่น จะสามารถมาทำกิจกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิต การพักผ่อนหย่อนใจ และความบันเทิง ตามที่ตัวเองต้องการได้ นอกจากนั้น เรายังได้สร้างสรรค์ให้พื้นที่ส่วนนี้ ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คนได้มามีปฏิสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมประจำวัน หรือกิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจะมาเดินเล่นเฉย ๆ ก็ได้”    “ทาวน์ เซ็นเตอร์ ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ตามแบบฉบับของการเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของเมืองในยุคใหม่ที่ทันสมัย มีชีวิตชีวา มีการวางผังต่าง ๆ อย่างดี และจะได้รับการดูแลรักษาในระดับมาตรฐานเดียวกันกับเมืองล้ำ ๆ ตามที่ต่าง ๆ ในโลก รวมทั้งได้เพิ่มความพิเศษอย่างมากเข้าไปด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ร่มรื่นและสดชื่น องค์ประกอบส่วนภายในอาคารและภายนอกอาคาร ได้รับการออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ทั้งยังใกล้กับผืนป่าขนาด 30 ไร่ ใจกลางเดอะ ฟอเรสเทียส์ ในระยะเดินเพียงสั้น ๆ” นางสาวอรดา เกิดหงษ์ ประธานผู้อำนวยการ – Storied Place Management, MQDC เปิดเผยว่า “ทาวน์ เซ็นเตอร์ ของเดอะ ฟอเรสเทียส์ มีพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายเป็นอย่างมาก เป็นทาวน์ เซ็นเตอร์ อย่างแท้จริง ที่มีความผสมผสาน แต่ก็เป็นสัดเป็นส่วนและมีประสบการณ์ที่น่าค้นหา และรู้สึกเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลา”   นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกิจกรรมประจำวันแล้ว ยังมีพื้นที่มาร์เก็ตให้ได้จับจ่ายใช้สอยอยู่อีกมากมายหลายจุด รวมไปถึงธีมมาร์เก็ตฮอลล์ ลานกิจกรรม และขบวนพาเหรดเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ ตื่นตาตื่นใจตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกีฬา และการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับการศึกษาเรียนรู้และความบันเทิง พื้นที่เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต โคเวิร์คกิ้ง สเปซ ตลอดจนแอมฟิเธียเตอร์สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ     นางสาวอรดา กล่าวต่อไปว่า “เพื่อให้เป็น ทาวน์ เซ็นเตอร์ อย่างแท้จริง เราได้เน้นเป็นอย่างมากกับการสร้างสรรค์สถานที่แฮงค์เอาท์หลากหลายรูปแบบ พร้อมเมนูอาหารและทางเลือกในการดื่มกินแบบต่าง ๆ ตอบโจทย์ทุกสไตล์ และหลากหลายราคา” “ในบรรดาพื้นที่ที่ก่อสร้างใกล้จะเสร็จสมบูรณ์เป็นส่วนแรก ๆ ได้แก่ โรงละครอเนกประสงค์ภายในอาคาร ซึ่งสามารถใช้เป็นสถานที่จัดการแสดงต่าง ๆ ได้ รวมถึงจัดแสดงงานศิลปะ งานแสดงสินค้า นิทรรศการ การประชุม และงานแต่งงาน รวมทั้งให้ผู้อยู่อาศัยในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ใช้เป็นเวทีจัดแสดงละครเองได้ด้วย นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของการออกแบบพื้นที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในรูปแบบที่เอื้อให้สังคมในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้ใกล้ชิดสนิทกัน” นางสาวอรดา กล่าว    “และสิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ไม่ว่าคุณจะแวะมาทำอะไรก็ตามที่ ทาวน์ เซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เลี้ยง ทาวน์ เซ็นเตอร์ จะเป็นที่ที่คุณได้เติมพลังชีวิต ด้วยการพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางพื้นที่สีเขียวที่เงียบสงบ หรือบรรยากาศที่น่าตื่นเต้น ทุกประสบการณ์สามารถพบได้ที่นี่” ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้เปิดตัวแนวคิดใหม่ของการอยู่อาศัย ภายใต้แบรนด์ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” ซึ่งนำเสนอบ้านในรูปแบบคลัสเตอร์โฮม ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวเดียวกันจากหลายเจเนอเรชั่น ได้อยู่อาศัยในบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน สามารถใช้เวลาร่วมกันได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวในบ้านแยกหลังของตัวเอง ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีการใช้ชีวิตของครอบครัวไทยดั้งเดิมนั่นเอง   บ้านเดี่ยวในโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่ามีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร จนถึงประมาณ 1,700 ตารางเมตร ราคาขายตั้งแต่ประมาณ 185 ล้านบาท ไปจนถึง 310 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมี มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ คอนโดมิเนียม ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิดคล้าย ๆ กัน โดยมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 63 ตารางเมตร ไปจนถึง 1,027 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท   วิลล่าอื่น ๆ ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ ได้แก่ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ที่สุดหรูหรา ซึ่งเป็นซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ส่วนโครงการที่พักอาศัยอื่น ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ วิสซ์ดอม จำนวน 3 อาคาร ซึ่งออกแบบเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนเริ่มทำงาน คู่สมรสใหม่ที่เริ่มสร้างครอบครัว และมีหนึ่งอาคารที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 35 ตารางเมตร ไปจนถึง 205 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ดิ แอสเพนทรี และ สกายวิลล่า ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การมอบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการดูแลผู้พักอาศัยอย่างครบวงจรตลอดชีวิต   เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว บนถนนบางนา-ตราด กม. 7 ถือเป็นโครงการต้นแบบระดับโลกแห่งใหม่ในการพัฒนาเมือง รวมทั้งเป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น ตัวโครงการได้รับการออกแบบรังสรรค์และก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับการยอมรับและยกย่องมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนถึงขณะนี้โครงการได้รับรางวัลจากทั่วโลกแล้วมากกว่า 42 รางวัล ซึ่งรับรองความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นในการอยู่อาศัย คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน อาทิ รางวัล Gold Award for Urban Design และรางวัล Silver Award for Sustainable Living and Green Design ซึ่งมอบให้โดยสถาบัน International Design Awards (IDA) อันทรงเกียรติ, รางวัล Platinum Award สาขาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจากเวที Outstanding Property Awards London อีกทั้งได้รับเลือกให้ได้รับรางวัล Global Settlements Award ด้านการวางแผนและออกแบบจาก Global Forum on Human Settlements และรางวัลจาก International Federation of Landscape Architects    จนถึงขณะนี้ โครงการที่พักอาศัยแบรนด์ต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ มียอดขายรวมกันเกินกว่า 22,000 ล้านบาท ☎️ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ Call Center 1265 หรือ https://mqdc.com/th/our-business/theme-project/theforestias

ยอดขายโครงการที่พักอาศัยต่างๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ล่าสุดแตะ 22,000 ล้านบาท วันนี้ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมแล้วที่จะเปิดวิลล่าหลังแรกของโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 นี้!  ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ในการออกแบบบ้าน ที่หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวที่ออกแบบโดย Foster + Partners โดยแต่ละวิลล่ามีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ประมาณ 1,000 - 1,700 ตารางเมตร มี 3 ขนาด ตั้งแต่ 4 - 6 ห้องนอน ตั้งกระจายตัวอยู่บนที่ดินพื้นที่ 26 ไร่ ใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ โครงการมิกซ์ยูส ขนาด 398 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นายชาคริต หัสสรังสี ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแบรนด์ระดับลักชัวรี่ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง โครงการซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ กล่าวว่า “นี่เป็นแนวคิดใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของครอบครัวคนไทย ที่หลายเจเนอเรชั่นในครอบครัวเดียวกัน มักจะปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน แต่ด้วยความจำเป็นของวิถีชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ ทำให้การใช้ชีวิตตามแบบที่เคยเป็นมา กลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อย ๆ มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า จึงมุ่งช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง ซึ่งแนวคิดนี้ ได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดี และตอนนี้ทางโครงการพร้อมแล้ว ที่จะเชิญครอบครัวที่สนใจเข้าชมบ้านจริงได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป”   นายรุ่งโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “มัลเบอรี่ โกรฟ มีแนวคิดที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้ชิดติดกับพ่อแม่ หรือลูกที่โตแล้ว หรือทั้งสองอย่าง ยังจะช่วยทำให้เจ้าของบ้านมี ‘โบนัสเวลา’ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวที่เพิ่มขึ้น โดยทุกเจเนอเรชั่นซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านที่ออกแบบเหมาะกับความต้องการของตัวเอง จะสามารถไปมาหาสู่กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวได้โดยการเดินไปหาเพียงไม่กี่นาที ครอบครัวจะสามารถช่วยกันเลี้ยงเด็ก ๆ ได้ รวมทั้งช่วยกันดูแลพ่อแม่ที่อายุมากแล้วได้สะดวกสบายมากขึ้น และไม่จำกัดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เป็นการประหยัดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างบ้าน ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีเวลามากขึ้นสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน ประโยชน์ที่สำคัญมาก ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ จะไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว เพราะจะมีสมาชิกในครอบครัวที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลา ส่วนปู่ย่าตายายที่เกษียณแล้วก็จะรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น สดใส เพราะมีลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ” วิลล่าขนาดใหญ่พิเศษของ โครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,700 ตารางเมตร ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 310 ล้านบาท ส่วนวิลล่าขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,200 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 220 ล้านบาท ในขณะที่บ้านขนาดกลางเนื้อที่ใช้สอยประมาณ 1,000 ตารางเมตร ราคาขายประมาณ 185 ล้านบาท ทั้งนี้ วิลล่าหลังใหญ่ที่สุดมีห้องรับประทานอาหารและพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ เพื่อให้ทั้งครอบครัวที่มีสมาชิกทุกเพศทุกวัย สามารถมารวมตัวทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกันได้ในบ้านหลังเดียว โดยบางวิลล่าสามารถนั่งล้อมโต๊ะทานข้าวพร้อมกันได้ถึงยี่สิบคน หรือมากกว่านั้น มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนลักชัวรี่อื่น ๆ ภายในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ วิลล่า โครงการที่พักอาศัยซูเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งเป็นซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์แห่งแรกในประเทศไทย รวมทั้ง โรงแรมซิกเซนส์ ที่มีกำหนดจะเปิดให้บริการในปี 2567 ด้วย เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตั้งอยู่บนพื้นที่เชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วบนถนนบางนา-ตราด กม. 7 ถือเป็นโครงการต้นแบบระดับโลกแห่งใหม่ในการพัฒนาเมือง รวมทั้งเป็นโครงการเมืองแห่งแรกของโลก ที่ออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น โครงการได้รับการออกแบบรังสรรค์และก่อสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการยอมรับและยกย่องมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก จนถึงขณะนี้โครงการได้รับรางวัลจากทั่วโลกแล้วมากกว่า 40 รางวัล การันตีความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นในการอยู่อาศัย คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน อาทิ ‘Gold Award for Urban Design’, และ ‘Silver Award for Sustainable Living and Green Design’, จากสถาบันอันทรงเกียรติ International Design Awards (IDA), Platinum Award for environmental sustainability จาก Outstanding Property Awards London, Winner of the Global Human Settlements Award on Planning and Design จาก Global Forum on Human Settlements, และรางวัล Winner of the Visionary Living & Working award จาก Innovative Architecture. นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า “เราได้เห็นว่าโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ซึ่งรวมถึงโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า ที่ทำยอดขายได้แล้วกว่า 5,500 ล้านบาท ในขณะที่โครงการซิกเซนส์ เรสซิเดนซ์ ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่เห็นว่าหลายครอบครัวตั้งใจซื้อที่อยู่อาศัยโครงการต่าง ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ เพื่ออยู่จริง และการก่อสร้างโครงการก็กำลังคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว” นายกิตติพันธุ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่อยู่อาศัยโครงการต่าง ๆ ทั้งหมดใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ มียอดขายรวมกันถึง 22,000 ล้านบาทแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่โดดเด่นเป็นพิเศษอย่างหนึ่งของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่ ป่าขนาดใหญ่พื้นที่ 30 ไร่ บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่ายาว 1.6 กิโลเมตร นอกจากโครงการที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว เดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยพื้นที่สำหรับกิจกรรมไลฟ์สไตล์และการพักผ่อนของครอบครัว ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ Family Center ตลาด สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน    สนใจชมโครงการ “มัลเบอร์รี่ โกรฟ วิลล่า” และรายละเอียดเพิ่มเติม ที่: Call Center 1265  หรือ เว็บไซต์ www.MQDC.com

นับจากวันที่ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ (BASIS International School Bangkok) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ถือเป็นก้าวย่างสู่ปีที่ 3 แห่งความสำเร็จของโรงเรียนอินเตอร์ลำดับที่ 35 ในเครือข่ายโรงเรียน หลักสูตร BASIS Curriculum จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงการศึกษาอย่างกว้างขวาง นับว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยมาตราฐานเหรียญทองระดับโลก ที่มีประวัติศาสตร์แห่งนวัตกรรมยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยมี มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่ ผู้รับหน้าที่นำพาเรือธง เบซิส กรุงเทพฯ ไปสู่เป้าหมายอย่างภาคภูมิ หัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ หลักสูตร BASIS Curriculum บนความมุ่งหมายสูงสุดของเบซิส คือความมุ่งมั่นพัฒนาความสามารถของนักเรียน ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในทุกสถานการณ์ เป็นอาวุธติดปีกช่วยให้เด็กแต่ละคนประสบความสำเร็จตามศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ได้เดินตามความฝันบนพื้นฐานของความรัก ที่ได้จากการนำความรู้ไปต่อยอดความสำเร็จตามเป้าหมายในระดับมหาวิทยาลัยและการดำเนินชีวิต สิ่งที่ทำให้เบซิสแตกต่างจากสถาบันอื่น และเป็นเลิศทางการศึกษามาอย่างยาวนาน นั่นคือการใช้หลักบูรณาการหลักสูตร ควบคู่ไปกับการคัดสรรบุคลากรครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างแท้จริง เรียกว่าครูที่ได้รับการคัดเลือกต้องมีคุณสมบัติที่เยี่ยมยอด ทั้งดีกรี องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และมีแพชชั่นความรักในการสอน ที่แมทช์กับรูปแบบของโรงเรียนมากที่สุด โดยในห้องเรียนจะประกอบด้วยครูผู้สอน 2 คน คือ ครู SET ผู้ชำนาญการสอนความรู้เชิงลึก (Subject Expert Teacher) ในสาขาวิชาที่ให้ความรู้หลากหลายรอบด้าน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการที่ช่วยกระตุ้นเรื่องจิตอาสาอีกด้วย และ ครู LET ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน (Learning Expert Teacher) ที่มีส่วนร่วมในการสอน ให้นักเรียนนำความรู้และทักษะจากสิ่งที่เรียน มาประยุกต์ต่อยอดด้วยความคิดเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ครูได้เรียนรู้พฤติกรรมและพัฒนาการของนักเรียนได้อย่างเข้าถึงอย่างเป็นกันเองที่สุด เบซิส กรุงเทพฯ ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยไปสู่ระดับสากล ด้วยหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาอย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวไปอยู่ในแถวหน้าของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดเท่านั้น หากแต่ยังให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของความเป็นไทย ด้วยการนำภาษาไทย ศิลปะ ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมไทย มาเป็นส่วนสำคัญควบคู่ไปกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบสากลในทุกระดับชั้นอีกด้วย เป็นการหล่อหลอมปลูกฝังความเป็นไทยให้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเด็ก ๆ ผู้ที่จะเติบใหญ่เป็นบุคลากรคุณภาพน้ำดี ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไปในอนาคต และล่าสุด เบซิส กรุงเทพฯ ประกาศเปิดแผนกเนอสเซอรี่ ตั้งแต่ต้นปีการศึกษา 2022 - 2023 โดยชั้นเรียนอยู่ในความดูแลของครูชาวต่างชาติที่มากประสบการณ์ในระดับสากล ภายใต้การเรียนการสอนของหลักสูตรเตรียมอนุบาลเชิงวิชาการแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาด้วยความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ และเน้นพัฒนาการด้านสังคมควบคู่ไปกับทักษะการอ่านออกเขียนได้ ไปจนถึงการคิดคำนวณอีกด้วย และอีกหัวใจสำคัญผสมผสานการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยให้เด็กน้อยค่อย ๆ ซึมซับ โดยแต่ละชั้นเรียนจำกัดเด็กไม่เกิน 15 คน มีผู้ดูแล 1 คน ต่อเด็ก 5 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง ในการจัดเตรียมประสบการณ์สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล โดยคำนึงถึงการรักษาสมดุลสภาพแวดล้อมอันปลอดภัย ไปจนถึงกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเล็กสมวัย จากการวิจัยต่าง ๆ พบว่าเด็กที่ใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ในการศึกษาตั้งแต่ระดับเนอสเซอรี่ สามารถก้าวกระโดดทางวิชาการมากกว่าเด็กที่ผู้ปกครองให้อยู่ที่บ้านจนถึงอายุ 5 ขวบ ได้หนึ่งหรือสองปีเลยทีเดียว เมื่อเริ่มเรียนเตรียมอนุบาลในโรงเรียนอย่างเหมาะสม เด็ก ๆ จะได้รับการเรียนรู้ทักษะทางสังคมแบบเป็นกลุ่ม เมื่อได้มีการรวมตัวกับเพื่อน ๆ มากขึ้น และจะรู้สึกปลอดภัย กระตือรือร้นสนใจในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปจากเดิม เนอสเซอรี่ช่วยให้เด็กพัฒนาความมั่นใจ ความคิดสติปัญญา และการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่มากขึ้น ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพัฒนาทางจิตวิทยาของเด็กเล็ก จากการเตรียมความพร้อมสำหรับโรงเรียน และเป็นการส่งเสริมเวลาเล่นอย่างมีความหมายอีกด้วย โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เปิดบ้านครั้งใหม่ให้เข้าชม! สัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นเลิศ ด้วยรูปแบบการสอนโดยครูผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน (SET & LET) พร้อมหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ในกิจกรรม Open House 📅 วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2565 เท่านั้น! 🕘 เวลา 09:00 - 11:30 น. 📲 ลงทะเบียน https://booking.readyplanet.com/b/ugvil8fq/4802 ️▶️ เยี่ยมชมสถานที่ ห้องเรียน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และบรรยากาศการเรียนการสอนจริง โดยครูผู้เชี่ยวชาญ ️▶️ รับฟังข้อมูลหลักสูตรเบซิส และไขข้อสงสัยที่ว่าทำไม? เด็กนักเรียนเบซิสอยากมาเรียนในทุก ๆ วัน และรักการเรียนรู้อยู่เสมอ ▶️ พบกับครูใหญ่และคณะครู เพื่อพูดคุยและสอบถามประเด็นต่าง ๆ ️☎️ สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 0 2415 0099 📧 Email: admissions@basis.ac.th 💬 LINE: @BASISAdmissions  

เอาใจนักแต่งบ้านเปี่ยมรสนิยมกับลักชัวรี่เฟอร์นิชชิ่ง แบรนด์ “Christopher Guy” ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะในสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนล เอเลแกนซ์ผสานกลิ่นอายปารีเซียง ด้วยแรงบันดาลใจที่มาพร้อมความหลงใหลของ "คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน" ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษที่เติบโตและใช้ชีวิตในประเทศสเปนและฝรั่งเศส เจ้าของรางวัลด้านการออกแบบระดับนานาชาติมากมาย โดยผลงานทุกชิ้นของเขาล้วนบ่งบอกถึงปรัชญาแห่งแบรนด์ที่นำเสนอความสง่างาม ร่วมสมัย และไร้กาลเวลา ย้อนกลับไปช่วงกลางทศวรรษ 1990 "คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน" เริ่มต้นเส้นทางการออกแบบครั้งแรกด้วยการดีไซน์คอลเลกชันกรอบกระจก ภายใต้บริษัท “Harrison & amp;Gil” ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม จึงจุดประกายให้เขาต่อยอดมาสู่การสร้างสรรค์คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์หรูหรา และของตกแต่งบ้านในแบรนด์ “Christopher Guy” ซึ่งนอกจากจะโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์กระจกประดับผนังและอาร์มแชร์แล้ว Christopher Guy ยังมีสินค้าอื่น ๆ สำหรับห้องนั่งเล่น, ห้องรับประทานอาหาร, ห้องทำงาน, ห้องนอน ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชื่นชอบการออกแบบบ้านทั่วโลก ด้วยดีไซน์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใครผนวกกับงานฝีมือสุดประณีตละเมียดละไม โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีไซน์ซิกเนเจอร์อย่าง ‘Silk-Cut’ ที่ปรากฏอยู่ในคอลเลกชันโต๊ะอาหาร, ตู้วางของ และการออกแบบทรงขาไขว้ ‘Chris-X’ ที่เห็นได้เด่นชัดจากผลิตภัณฑ์อาร์มแชร์, โซฟา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากทรวดทรงองเอวของ Scarlett O’Hara ตัวเอกจากภาพยนตร์ Gone with the Wind และท่วงท่าอันสง่างามของนักบัลเล่ต์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการมอบประสบการณ์เหนือระดับให้นักแต่งบ้านตัวยงในไทย ได้ร่วมสัมผัสศิลปะแห่งงานออกแบบระดับไฮเอนด์จากเมืองผู้ดีอย่างใกล้ชิดทุกซอกทุกมุม Euro Creations จึงได้ฤกษ์เปิดตัวโชว์รูม “Christopher Guy” อย่างเต็มรูปแบบแห่งแรกในประเทศไทย ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 300 ตารางเมตร ที่มาพร้อม คอนเซ็ปต์ Timeless Elegance with a Modernist Edge กับการจัดเรียงสเปซที่ให้ความรู้สึกโอ่โถงสบายตา โดยเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างแนวเส้นที่เด่นชัด กับการเล่นแสงเงาในแบบซอฟท์ซิลลูเอท เข้ากันได้ดีกับอินทีเรียร์ดีไซน์ที่เลือกคลุมโทนด้วยสีกลาง (Neutral) เปิดโอกาสให้บรรดางานศิลป์ชิ้นเอกที่วางประดับอยู่ในแต่ละโซนเผยความงามสง่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ พบกับคอลเลกชันสุดไอคอนนิกอย่าง “Mademoiselle” รวมถึงคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่นักสะสมทั่วโลกรอคอย “The Legacy” คอลเลกชันพิเศษเพื่อเป็นการสดุดีให้กับตำนานผู้ล่วงลับ คริสโตเฟอร์ กาย แฮร์ริสัน ที่รังสรรค์ขึ้นผ่านแรงบันดาลใจในการผจญภัยรอบโลกของเขา โดยคริสโตเฟอร์ได้กลั่นกรองและถ่ายทอดผลงานการออกแบบครั้งนี้มาจากตัวตน ประสบการณ์การใช้ชีวิต อีกทั้งมุมมองที่มีต่อแฟชั่น ผู้คน วัฒนธรรม รวมถึงสถานที่ที่เคยไปไว้ได้อย่างน่าค้นหา เป็นผลงานมาสเตอร์พีซร่วมกับทีมงานและครอบครัวก่อนจะล่วงลับไปในปี ค.ศ. 2020 “The Legacy” จึงเป็นคอลเลกชันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความทรงจำ ที่รวบรวมผลงานมาสเตอร์พีซของเขาไว้มากมาย ทั้งที่หลายคนคุ้นเคยกันดี อย่าง ซิกเนเจอร์ขาไขว้ ‘Chris-X’ หรือจะเป็นการแกะสลักด้วยมือ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเขาคืออัจฉริยะของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์อย่างแท้จริง   โดย Christopher Guy ภูมิใจนำเสนอ 4 ไฮไลท์พีซจากคอลเลคชั่น “The Legacy” ดังนี้   Fronda Mirror กระจกประดับผนังแบบ Round Convex ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและความพิถีพิถันของงานแกะสลักจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนภาพแห่งความหรูหรามีสไตล์ ด้วยดีไซน์สีทองทรงพลังและงดงาม ราวกับมีกิ่งก้านของใบไม้นับร้อยแผ่ขยายออกมาหยอกล้อกับสายลม สนนราคา 117,700 บาท   Swirl Armchair อาร์มแชร์ขนาดกว้างซึ่งเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงอย่างไม้เบิร์ชและผ้าจาก Raf Simons นำส่งความสง่างาม ร่วมสมัยพร้อมด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและสไตล์อันโดดเด่นโดยมุ่งเน้นความสะดวกสบาย ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ห้องรับแขก ห้องนอน หรือให้คุณใช้เวลาผ่อนคลายในมุมส่วนตัวได้อย่างอิสระ สนนราคา 153,010 บาท   La Dame Au Chapeau Mosaic เพิ่มความลักชัวรีปนชิคให้ห้องโปรดด้วยภาพแขวนผนังที่รังสรรค์จากโมเสคแก้วสี ซึ่งได้อิทธิพลมาจากภาพวาดระดับโลก “ผู้หญิงกับหมวก” ของ Henri Matisse ศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศสเลอค่าด้วยงานคราฟท์สุดประณีตกับวัสดุแก้วชิ้นเล็กที่บรรจงเรียงร้อยต่อกันกว่า 13,000 ชิ้น เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าค้นหาของหญิงงามผู้ลึกลับกับหมวกขนนกใบสวย สนนราคา 297,460 บาท   Carree Mirror กระจกตกแต่งผนังบานใหญ่ กับดีไซน์เก๋ไก๋สุดอลังของงานแฮนด์เมดชั้นสูง ที่พิถีพิถันจัดวางกระจกทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งขนาดเล็ก - ใหญ่ รวม 72 บานได้อย่างประณีตและลงตัว โดยสามารถนำมาประดับตกแต่งได้ทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอนตามต้องการ สนนราคา 138,030 บาท 📍 สัมผัสเสน่ห์เหนือระดับแห่ง “Christopher Guy” ลักชัวรี่เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษได้แล้ววันนี้ ที่อาคาร B ชั้น 2 คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ☎️ โทร. 0 2101 6701

เดินหน้าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคกับการเปิดตัวเครื่องดื่มสมุนไพรชาไผ่ดำ เจ้าแรกของประเทศไทย ตรา ADO (เอโดะ) จากบริษัทโอสถธารา จำกัด ด้วยรสชาติที่อร่อย ดื่มง่าย เย็นสดชื่น มีประโยชน์ ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลและคาเฟอีน ด้วยการผสมผสานสุดยอดวัตถุดิบสมุนไพรธรรมชาติจากป่าเมืองจีนที่นำมาสกัดถึง 3 ชนิด ได้แก่ ใบไผ่ดำ (ตาเต็กเฮียะ), แบะตง, ดอกสายน้ำผึ้ง (กิมหงิ่งฮวย) ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ โดยใบไผ่มีสุดยอดสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น มีสารซิลิกา (Silica) ช่วยบำรุงผิวหนัง เล็บให้สวย อีกทั้งมีกลิ่นหอมจากใบไผ่ ปราศจากส่วนผสมของน้ำตาล เพราะเลือกใช้แบะตง ที่มีฤทธิ์เย็น รสหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไอ คออักเสบ และขับเสมหะ บรรเทาอาการคอแห้ง จมูกแห้ง ปากแห้ง แก้อาการนอนไม่หลับ บำรุงผิวพรรณ สายตา และบำรุงหัวใจ และยังช่วยบรรเทาโรคระบบทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี คุณนพัฐห์ พิพิธวิจิตรการ (ดิว) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถธารา จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความพิเศษของเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลและคาเฟอีน ทำให้เครื่องดื่มสมุนไพร ชาไผ่ดำเหมาะกับทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ท่ามกลางกระแสตื่นตัวของคนในสังคมที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ และตอบโจทย์คนรักสุขภาพ รวมถึงเทรนด์เครื่องดื่มบำรุงร่างกายของคนในปัจจุบัน’’ “สาเหตุที่เลือกใช้ใบไผ่ดำ เพราะมีสรรพคุณมากที่สุดในทางยา การันตีคุณภาพด้วยความใส่ใจในการคัดสรรและส่งตรงมาจากเมืองจีน เช่นเดียวกับแบะตง และดอกสายน้ำผึ้ง โดยในความเป็นจริงแล้วเราไม่มีความตั้งใจที่จะทำแบรนด์ แต่เราต้องการที่จะทำเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณทางยาดังนั้นจึงต้องมีรสชาติที่ดื่มง่าย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ Up Food & Bev. ที่เข้ามาช่วยดูแลและทำงานร่วมกันมานานกว่า 3 ปี จนได้มาซึ่งน้ำดื่มสมุนไพรชาไผ่ดำ (ตราเอโดะ)” คุณอำนาจ พิพิธวิจิตรการ (กัปตัน) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถธารา จำกัด กล่าว นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความใส่ใจในการสร้างสรรค์เครื่องดื่มสมุนไพร ADO คือบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการคิดและออกแบบอย่างพิถีพิถัน ด้วยการดีไซน์ฝาขวดให้สามารถเป็นแก้วที่ใช้ดื่มได้เลย ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมให้ความสำคัญกับรูปทรง ดีไซน์ และสีของขวดที่ออกแบบมาให้รู้สึกเป็นธรรมชาติเหมือนเป็นกระบอกไม้ไผ่จริงๆ “ในช่วงของ โควิด-19 แบบนี้ เราควรหันมาจริงจังกับการเลือกเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยคุณค่าจากใบไผ่ ปรับธาตุหยิน-หยาง ในร่างกายให้สมดุลและยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันดื่มแล้วสดชื่นแถมยังได้คุณประโยชน์มากมาย” คุณนพัฐห์ (ดิว) กล่าวทิ้งท้าย ช่องทางการจัดจำหน่าย ร้านค้าทั่วไปและสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ shopee ,Lazada เครื่องดื่มสมุนไพรสกัดชาไผ่ดำ https://bit.ly/3urtOus BlackBambooTea ชาไผ่ดำ https://bit.ly/3aj48tl ADO ชาไผ่ดำ Thailand https://bit.ly/3OSylyn Line @adowater และเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/ADO ชาไผ่ดำ Thailand ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทโอสถธารา จำกัด โทร 099-6234-665 เว็บไซต์ www.osottara.com

ถนนประดิษฐ์มนูธรรม หรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับชื่อ เลียบทางด่วน เอกมัย - รามอินทรา ในระยะหลังมานี้ได้เริ่มกลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง โดยมีโครงการบ้านทั้งระดับ super และ ultra-luxury เพิ่มขึ้นหลายโครงการ ร่วมด้วยคอนโด ห้าง ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน พิพิธภัณฑ์ หอประชุม ฯลฯ เกิดขึ้นเพื่อ เสริมความเป็น boulevard คู่ขนานทางด่วนที่มีคุณภาพชีวิตดีเป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ จนดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมากให้หันกลับมามองหาที่อยู่อาศัยในโซนนี้กันอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นการตอกย้ำความเป็นถนนทองคำของกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง   Endless pool villa vacation โดย The Glamor pool villa residences ประดิษฐ์มนูธรรม by Peace & Living PLC ก็เป็นอีกหนึ่งคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการจับจองพื้นที่บนทำเลทองแห่งนี้ ด้วยการเดินทางเพียงไม่กี่นาทีจากเอกมัย – ทองหล่อ ก็จะได้พบกับโครงการบ้านเดี่ยว super luxury บนจุดที่คุณภาพชีวิตดีที่สุดของเลียบทางด่วนฯ ซึ่งตอบโจทย์ครอบครัวขนาดเล็กยุคใหม่ที่ต้องการ design บ้านที่โดดเด่นและแตกต่าง บนทำเลที่ตั้งที่รองรับคุณภาพชีวิตและ family lifestyle ที่สมบูรณ์แบบ  ด้วยการออกแบบที่เข้าใจในวิถีชีวิตของคนเมืองซึ่งเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดัน จึงได้มีการออกแบบบ้านมาเพื่อให้รองรับอารมณ์อึดอัดเหล่านั้นไว้ ด้วยสายน้ำและเสียงน้ำตกในสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาดใหญ่ 8.5 m x 3 m ที่ติดกับตัวบ้าน เพียงแค่เลื่อนบานกระจกและก้าวออกจากตัวบ้าน ก็จะสามารถสัมผัสความเย็นชื่นใจของสายน้ำในสระได้ทุกเวลาที่ต้องการ นับเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของงานออกแบบบ้านสุดพิเศษจาก Peace & Living ที่เติมเต็มคุณภาพชีวิตระดับท้อปของครอบครัวยุคใหม่   Privacy + Inclusivity in one place พร้อมกันนี้ยังได้มีการออกแบบด้านข้างของบ้านฝั่งสระว่ายน้ำให้เป็น C-court จึงทำให้ทุกห้องและพื้นที่โถงบันไดทั้งหมดสามารถมองเห็นสระว่ายน้ำ ทั้งยังมองเห็นกันและกันได้อีกด้วย ภายในบ้านประกอบด้วย 3 master bedroom ที่ซึ่งสามารถใช้เป็นที่พักพิงได้ตั้งแต่เด็กจนโต เพราะแต่ละห้องมี privacy space ของตัวเองสูง ในขณะเดียวกันที่ชั้นล่างก็มีห้องที่เป็น highlight ของบ้านคือ ‘Double-volume living wing’ ขนาด 44 ตารางเมตร ที่ยาวเท่ากับหน้ากว้างของตัวบ้าน มาพร้อมหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นสระว่ายน้ำ และเปิดรับแสงธรรมชาติอยู่ถึง 3 ด้าน เพื่อรองรับ activity ที่หลากหลายได้พร้อมกัน และสร้างความ inclusive ในครอบครัวได้เป็นอย่างดีด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ modern luxury ที่มีบันไดวนแสดงโครงสร้างเป็นศูนย์กลางของบ้าน เล่นระดับ เชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ และสมาชิกในบ้านเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสวยงามลงตัว ทำให้ทุก moment ของการเดินขึ้นลงบันไดวนสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อบ้านได้ในทุกย่างก้าวแบบ 360 องศา ท่ามกลางหน้าต่างบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ และความสูงโปร่ง 11 เมตรของโถงบันได เกิดเป็น volume ของบ้าน ช่วยให้ผู้อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย อันนำมาซึ่งการใช้ชีวิตในบ้านด้วยสุขทุกมิติ การันตีด้วยรางวัล Best Housing Architectural Design (Bangkok) 2021 จากเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards ครั้งที่ 16   Luxury meets exclusivity นอกเหนือจากการเป็นโครงการ super luxury แล้ว The Glamor pool villa residences ประดิษฐ์มนูธรรม ยังมีความสงบในระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยจำนวนบ้านเดี่ยวที่มีเพียง 18 unit เท่านั้น ซึ่งสวนทางกับ facility ส่วนกลางและความสะดวกสบายที่ถูกมอบไว้ให้อย่างเต็มเปี่ยมด้วย Clubhouse lounge วิวสวนที่เหมาะจะใช้เป็นสถานที่รองรับ นั่งคุยสบายๆ กับแขกผู้มาเยือน เช่นเดียวกับ garden-view gym ที่มาพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายระดับโลกจาก PRECOR ตอกย้ำที่สุดแห่งคุณภาพชีวิตที่พร้อมมอบให้แต่ละครอบครัวอย่างเต็มที่ อีกทั้งภายนอกโครงการยังรายล้อมไปด้วยแหล่ง lifestyle ชั้นนำมากมายในระยะ 2 km. ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ได้แก่ CentralFestival EastVille, The Crystal, CDC, HomePro, Lotus’s, และ Big C Supercenter ร่วมด้วยสถานีรถไฟฟ้าถึง 5 สถานี (สายสีเหลือง 2 สถานี และสายสีเทา 3 สถานี) ในระยะ 1 km. รอบโครงการ 📍 ผู้สนใจและต้องการนัดเยี่ยมชมโครงการ สามารถ โทร. 0 2821 5442 หรือลงทะเบียนที่ https://theglamor-poolvillaresidences.com 📢 พิเศษสำหรับผู้อ่านนิตยสาร Mercedes! เพียงแจ้ง code 'meTGM2022' ต่อพนักงานขาย เพื่อรับการดูแลสระว่ายน้ำส่วนตัวระบบเกลือ ฟรี นาน 3 ปี   📍 พิกัด: The Glamor pool villa residences ประดิษฐ์มนูธรรม ซอย 10 📍แผนที่: https://goo.gl/maps/YbuyLxHTGHrNkurc6 📞โทร. 0 2821 5442 🌐เว็บไซต์: https://theglamor-poolvillaresidences.com

นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับบ้านระดับอัลตราลักชัวรี่ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ที่อยู่อาศัยโครงการแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ซิกส์เซนส์ ณ โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC ภายหลังการเปิดตัวได้ไม่นาน ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย นับเป็นความสำเร็จที่มาจากการผสานแบรนด์เซอร์วิสระดับโลกของ ‘ซิกส์เซนส์’ เข้ากับคอนเซ็ปต์ของ ‘โครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์’ บนสุดยอดทำเลทอง ที่ได้รับการออกแบบเชื่อมโยงทุกมิติของพื้นที่ภายในโครงการอย่างลงตัวที่สุด มอบความเหนือระดับในรูปแบบบ้านพักอาศัยสุดหรู ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต พร้อมบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟมาตราฐานซิกส์เซนส์ กลมกลืนไปกับภูมิทัศน์อันงดงามของธรรมชาติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มองหาความลงตัวของการใช้ชีวิตระยะยาว ในสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความสุขอย่างยั่งยืน   ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ หนึ่งในที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการฯ เปิดเผยว่า “บ้านในโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ทั้งหมด เป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยที่เรียกได้ว่าดีที่สุด และมีสเปกสุดยอดที่สุดในประเทศไทย ทุกหลังรับประกันคุณภาพ 30 ปี โดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) มาพร้อมกับบริการและสิทธิพิเศษที่เหนือระดับ ตามแบบฉบับของบ้านแบรนด์ซิกส์เซนส์ รวมถึงบริการอำนวยความสะดวกที่ใส่ใจผู้อยู่อาศัยอย่างที่สุด พร้อมด้วยคลับเฮ้าส์ และการบริหารจัดการดูแลในระดับพิเศษ เพื่อรักษาและคงความเป็นสังคมที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน”   ‘ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์’  โดดเด่นในตลาดอสังหาฯ ระดับซูเปอร์พรีเมียม เติบโตเกินคาด! ขายแล้ว 78% วิลล่าเหนือระดับ จำนวน 27 หลัง ของ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ เชื่อมความงามตามธรรมชาติจากภายนอกสู่ภายใน เข้ากับพื้นที่สวนส่วนตัวและลากูนล้อมรอบ มีบ้าน 3 ขนาดให้เลือกพักอาศัย ตั้งแต่ 3 - 5 ห้องนอน บนพื้นที่ตั้งแต่ 790 ตารางเมตร ไปจนถึงเกือบ 1,500 ตารางเมตร ในราคาตั้งแต่ 180 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 360 ล้านบาท เรียกว่า “ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์” โดดเด่นด้วยคุณสมบัติรอบด้าน ที่ดึงดูดและตอบโจทย์ความต้องการลึก ๆ ของการใช้ชีวิตแบบคนเมืองในกลุ่มซูเปอร์พรีเมียม ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอันมีผลต่อการใช้ชีวิตในทุกมิติ ทำการขายได้แล้ว 21 หลัง จากทั้งหมด 27 หลัง คิดเป็น 78% ของยอดขายทะลุ 4,700 ล้านบาท ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2565 คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ เปิดเผยว่า “ความรวดเร็วในการตัดสินใจของผู้ซื้อ แสดงให้เห็นถึงตลาดยังมีความต้องการบ้านในระดับอัลตร้าลักชัวรี่ในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับที่สูงมาก ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยใกล้ชิดธรรมชาติ โดยในช่วง 30 วันแรกของการเปิดการขาย สามารถขายบ้านได้ถึง 16 หลัง จนถึงวันนี้ขายเพิ่มได้อีก 5 หลัง และคาดว่าบ้านหลังแรก ๆ ในโครงการ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ จะพร้อมโอนได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 และสำหรับที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่โครงการอื่น ๆ ในเดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ บ้านแบรนด์ ‘มัลเบอร์รี โกรฟ’ ก็ขายดีมากเช่นเดียวกัน โดยสามารถทำยอดขายได้แล้ว 3,720 ล้านบาท อีกด้วย” “เรารู้สึกดีใจที่เห็นว่าในตลาดมีความต้องการสูงมาก สำหรับบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรี่ ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยใกล้ชิดกับธรรมชาติ รวมทั้งมีการออกแบบก่อสร้างในระดับคุณภาพสูงสุด โดยบริษัท Foster + Partners และ DT designs รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมการออกแบบ และ Six Senses Hotels Resorts Spas เป็นที่ปรึกษาด้านงานตกแต่งภายในและภาพรวมโครงการ ซึ่งช่วยทำให้เรามั่นใจได้ว่าบ้านทุกหลังในโครงการ จะผสานการใช้ชีวิตทั้งภายในและภายนอกตัวบ้านอย่างกลมกลืนไร้รอยต่อ มีบ่อออนเซนและสระว่ายน้ำ พร้อมวิวทะเลสาบ ท่ามกลางความร่มรื่นเขียวขจีของธรรมชาติ เราคิดว่าปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จ คือการผสมผสานกันระหว่างสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ที่มากับแบรนด์เดอะซิกส์เซนส์ ผนวกกับสุดยอดคอนเซ็ปต์ของโครงการ และทำเลที่ตั้งในเดอะ ฟอเรสเทียส์” คุณกิตติพันธุ์ กล่าวเสริม   รับสิทธิพิเศษใช้บริการโรงแรมแห่งใหม่ในเครือซิกส์เซนส์  สำหรับเจ้าของบ้านในโครงการซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ ยังจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าใช้สถานที่และบริการต่าง ๆ ของโรงแรมในเครือซิกส์เซนส์ โดยมีกำหนดจะเปิดให้บริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 รวมไปถึงบริการอันหลากหลาย ตั้งแต่การดูแลบ้าน การดูแลเด็ก (baby-sitting) ไปจนถึงบริการบัตเลอร์ ห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งสปา อีกด้วย   เดอะ ฟอเรสเทียส์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทุกเจนฯ  นอกจากโครงการ ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ แล้ว ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ ยังมาพร้อมกับโครงการที่พักอาศัยมาตรฐานระดับสากลหลากหลายรูปแบบ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการอันแตกต่างกันของคนทุกเจเนอเรชันได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น วิสซ์ดอม คอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยนวัตกรรมการดีไซน์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน, ดิ แอสเพน ทรี โครงการที่พักอาศัยมอบการดูแลผู้สูงวัยอย่างครบวงจร, มัลเบอร์รี โกรฟ คอนโดมิเนียมที่มอบพื้นที่ส่วนตัวในรูปแบบการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของตนเอง และ มัลเบอร์รี โกรฟ วิลล่า ที่มาพร้อมแนวคิดการอยู่ร่วมกันของคนทุกช่วงวัยที่เน้นครอบครัว แบบบ้านสไตล์คลัสเตอร์โฮม 37 หลัง อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน มีให้เลือก 3 ขนาด ตั้งแต่ 4 - 6 ห้องนอน ด้วยพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตร ถึง 1,700 ตารางเมตร  นอกจากนี้ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ โครงการที่รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ธุรกิจ อาคารสำนักงาน สปอร์ตคอมเพล็กซ์ พื้นที่สำหรับกิจกรรมไลฟ์สไตล์และการพักผ่อนของครอบครัว ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมถึง Family Center ตลาด และป่าขนาดใหญ่บนพื้นที่ 30 ไร่ บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาว 1.6 กิโลเมตร ให้ได้ผ่อนคลาย  นับได้ว่า “เดอะ ฟอเรสเทียร์” คือโครงการเมืองในป่าแห่งแรกของโลก รวมความเป็นที่สุดของคำว่า “บ้าน” ที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกวัย สู่เป้าหมายคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บนพื้นที่แห่งความสุขอย่างยั่งยืน    📍 เยี่ยมชมโครงการ ‘ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์’ ณ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ถนนบางนา-ตราด กม. 7 ☎️ ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมและจองบ้าน: โทร. Call Center กด 1265  🌐 เว็บไซต์: www.mqdc.com

ยุค 70s ยุคทองแห่งความเฟื่องฟู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี สถาปัตยกรรม การตกแต่งอาคาร การแต่งกาย และอาหาร ล้วนมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แห่งยุค Bangkok’78 ณ โรงแรมสินธรมิดทาวน์ กรุงเทพฯ จุดหมายใหม่ที่ชวนอิ่มเอมไปกับความละเมียดละไมแห่งรสชาติอาหารไทยย้อนยุค เรียกว่าคนร่วมยุคสมัยจะจดจำเสน่ห์แห่งรสชาติที่สามารถย้อนวัยกลับไปคิดถึงด้วยรอยยิ้ม ปลุกความทรงจำผ่านการรังสรรค์หลากหลายเมนูคลาสสิก โดย เชฟกอล์ฟ ภัควลัญชญ์ เวชมนต์ เมนูอาหารไทยแท้ดั้งเดิมหลากรสคุ้นเคย ที่ถูกปากชาวกรุงเทพฯ มาทุกยุคทุกสมัย เชฟกอล์ฟ นำแพชชั่นในการทำอาหารตั้งแต่สมัยเด็ก จากการที่มักได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในครัวเป็นลูกมือในร้านอาหารเล็ก ๆ ของคุณแม่ นับแต่นั้นมารสมือจากความทรงจำ ผสมผสานเข้ากับรสชาติและเทคนิคการปรุงในยุคปัจจุบัน โดยคงความดั้งเดิมของเมนูอาหารอันคุ้นเคยที่อัดแน่นด้วยเครื่องเทศ และรสชาติที่กลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับเมนูเรียกน้ำย่อยที่เป็นไฮไลต์อาหารจานหลัก อย่าง เมนูยำมะเขือยาวหมูสับไข่ต้ม ที่นำมะเขือยาวชิ้นโตมาเผาจนหอม ปรุงรสด้วยน้ำยำครบรสรับประทานเข้ากันกับหมูสับ เสิร์ฟพร้อมไข่เป็ดต้มยางมะตูม, เมนูไข่ตุ๋นทะเลหมูสับหม้อไฟไข่ตุ๋น เนื้อเนียนเสริมรสชาติกลมกล่อมด้วยหมูสับและอาหารทะเลสดใหม่ และ ดอกขจรผัดวุ้นเส้นและแหนมดอกไม้ ผักพื้นบ้านเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ นำมาผัดกับวุ้นเส้นนุ่มหนึบเสริมรสเปรี้ยวเค็มด้วยแหนมหมู และปิดท้ายด้วยของหวานที่ไม่ควรพลาด อย่าง ว่านหางจระเข้ในน้ำเชื่อมอัญชันมะนาว ครบรสเปรี้ยวหวานหอมสดชื่น และ กระท้อนหิมะเกล็ดน้ำแข็งละเอียด แบบกรานิต้าตัดด้วยรสหวานหอมจากกระท้อนผลไม้ไทยที่คุ้นเคย ในส่วนของเครื่องดื่ม นอกจากไวน์สัญชาติไทยและนานาชาติที่พร้อมให้เลือก มาเสริมบรรยากาศบนโต๊ะอาหารแล้ว Bangkok’78 ยังนำเสนอ เครื่องดื่มชาเย็นแบบไทย ๆ ด้วยสี่รสชาติซิกเนเจอร์ ได้แก่ ชามะนาว, ชาตะไคร้และขิง, ชาเก๊กฮวยและใบเตย และชาราสเบอร์รี่ สำหรับการตกแต่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูด นำแรงบันดาลใจจากถนนหนทางต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เส้นขอบฟ้า และตึกระฟ้า ที่เป็นภาพทรงจำกลิ่นอายกรุงเทพฯ ในอดีตเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ยุค 2022's ณ ห้องอาหารแห่งใหม่ Bangkok’78 โดยเน้นโทนสีเข้มให้ความหนักแน่นตัดอารมณ์ด้วยการใช้ลายเส้นขอบ และเท็กซ์เจอร์ที่คมชัดพร้อมด้วยภาพวาดบนผนังสื่อถึงบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในยุค 1970’s ขณะเดียวกันบนผนังยังมีลวดลายงานจักสานสีสันสดใส ให้อารมณ์ความมีชีวิตชีวาของแผงขายอาหารข้างทาง หนึ่งในเอกลักษณ์คุ้นตาของกรุงเทพฯ 📍 อีกทั้งเพลย์ลิสต์เพลงคลาสสิกจากยุค 1970’s ที่ได้รับการคัดสรรขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกความทรงจำของวันวานอันแสนสนุกได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ณ Bangkok’78 สามารถรับฟังได้ที่นี่ 🕚 Bangkok’78 เปิดให้บริการทุกวัน: มื้อกลางวันจันทร์–ศุกร์: 11:30 –15:00 น., มื้อกลางวันเสาร์–อาทิตย์: 11:30 –17:00 น. มื้อเย็นทุกวัน: 17:00 –22:00 น. 📍 ร้านอาหารสามารถรองรับแขกได้ 150 ที่นั่ง พร้อมด้วยห้องส่วนตัวสำหรับแขก ตั้งแต่จำนวน 8, 10, 12 และ 14 🌐 รายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง: https://www.sindhornmidtown.com/dine/thai-restaurant-bangkok